
อุโบสถวัดไทยสารนาท
I see you ที่วัดไทยสารนาท
ผมรู้จักวัดไทยสารนาทเป็นครั้งแรกเมื่อครั้งที่ไปบวชเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 2550 หลังจากบวชเป็นพระนวกะที่วัดไทยพุทธคยา ได้ฉายา “เตชะพละโพธิ” แล้ว ก็จาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งเป็นเวลารวมทั้งสิ้น 10 วัน ได้แก่ มหาเจดีย์พุทธคยา สารนาท ลุมพินีและไปลาสิกขาที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นแห่งสุดท้าย สารนาทจึงเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่สองที่ผมได้ไปเยือนในฐานะพระนวกะตระกูลโพธิ ในครั้งนั้น จำได้ว่าในวันที่เดินทางไปถึงวัดไทยสารนาทก็เป็นเวลาค่ำแล้ว จึงไม่ได้เห็นวัดมากนัก นอกจากอาคารห้องพักและโรงฉันอาหารเพราะวันรุ่งขึ้นต้องออกไปล่องแม่น้ำคงคาแต่เช้ามืด จึงไม่ได้รู้จักหรือรับรู้อะไรจากวัดไทยแห่งนี้มากนัก
อย่างไรก็ดี เหมือนว่าเป็นบุญของผม ครั้งเดียว....ไม่พอ ทำให้ต้องกลับไปเยือนวัดไทยสารนาทอีกครั้งและอีกหลายครั้ง จึงทำให้ได้รู้จักวัดนี้มากขึ้น ด้วยความประหลาดใจระคนกับความอัศจรรย์ใจ พบว่าเป็นวัดไทยที่สำคัญวัดหนึ่งในพาราณสีและจะว่าสำคัญในบรรดาวัดไทยในอินเดียและในต่างประเทศก็ว่าได้ เพราะวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณป่าอิสิปัตตนมฤคทายวันที่พระพุทธเจ้าโปรดปัญจวคีย์และแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก และก็ด้วยสถานที่แห่งนี้เอง ต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทรงส่งพระอรหันตสาวกจำนวน 60 รูปออกประกาศพระพุทธศาสนาจนแพร่หลายไปทั่วอินเดียและในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาจนทุกวันนี้
คงเป็นบุญ หนุนนำ ทำเอาไว้
จึงได้ไป สารนาท พาราณสี
พบตำนาน ขานเล่า เรื่องพระดี
วัดไทยนี้ พระครูประกาศฯ ท่านสร้างมา
มกราคม 2553
แต่ทำไมวัดไทยสารนาทจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ผมลองสันนิษฐาน ก็อาจจะเป็นไปได้ไหม ที่ว่าเนื่องจากสารนาทและพาราณสีเป็นเสมือนทางผ่าน ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่จากเมืองไทยจะไปตั้งต้นที่พุทธคยาซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด จากนั้นจึงไปยังสังเวชนียสถานอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งก็จะเป็นสารนาทที่เป็นจุดที่สอง ตามปรกติทัวร์แสวงบุญจะแวะไปสารนาทไปสักการะธรรมเมกขสถูป สถูปเจาคันที คันธกุฏี ชมเสาอโศก และพิพิธภัณฑ์สารนาทและค้างคืน 1 คืนที่วัดไทยหรือบางคณะก็ค้างโรงแรม จากนั้นไปล่องแม่น้ำคงคาในตอนเช้าตรู่ก็ถือว่าครบแล้ว ก็มักจะเดินทางต่อไปยังกุสินาราหรือลุมพินีต่อไป จึงไม่ค่อยได้มีเวลาสัมผัสกับวัดไทยแห่งนี้มากนัก และจะเป็นไปได้ไหมว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์วัดไทยแห่งนี้มากนัก ทำห้ผู้แสวงบุญชาวไทยมองวัดไทยสารนาทเพียงแค่ที่พักค้างคืนเท่านั้น.........
สำหรับผม การได้ไปเยือนวัดไทยสารนาทอีก ในครั้งต่อๆ มา ทำให้ได้ทราบถึงความเป็นมาที่สำคัญที่น่าอัศจรรย์และโดยเฉพาะได้พบของดีต่างๆ มากมายที่วัดนี้ จนต้องขอใช้คำจากภาพยนตร์อวตารที่ว่า I see you มาใช้กับการไปเห็นวัดไทยสารนาทในครั้งนั้นของผม (ต้องขอกราบขอบพระคุณพระครูศาสนรัศมีเจ้าอาวาส พระมังคลิโกรองเจ้าอาวาส พระชำนาญวิทย์ ชนาสโภและพระมหาทองเชิดเป็นอย่างสูงที่ได้ต้อนรับในการไปเยือนเมื่อเดือนมกราคม 2553)
กำเนิดของวัดไทยสารนาท

อนุเสาวรีย์พระครูประกาศสมาธิคุณ
ชื่อของพระครูประกาศสมาธิคุณ (สังเวียน ญาณเสวี) เป็นชื่อที่ต้องถือว่าสำคัญที่สุดที่วัดไทยสารนาทเพราะท่านเป็นผู้ริเริ่มและก่อตั้งวัดไทยแห่งนี้ ประวัติของท่านผูกพันกับวัดมหาธาตุและมีส่วนสำคัญในการสอนกรรมฐาน ท่านเป็นพระที่มีความรู้ความสามารถทั้งในทางธรรมและวิชาการโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ เป็นพระนักเขียนที่มีผลงานมากมาย เท่าที่ผมค้นดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ต พบว่าท่านเป็นพระที่ดังรูปหนึ่งของวัดมหาธาตุ ข้อมูลหนึ่งระบุว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ และพระครูประกาศสมาธิคุณ ได้เป็นกำลัง สำคัญในการฝึกสอนวิปัสสนากรรมฐานในวัดมหาธาตุจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา
วัดไทยสารนาทหรือชื่อทางการมฤคทายวันมหาวิหาร Mrigadayavana Mahaviharaไม่ใช่วัดที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่เลย แต่ตั้งมานานเกือบ 40 ปีแล้ว ประวัติมีอยู่ว่า สืบเนื่องจากการที่ได้ไปจาริกแสวงบุญสู่แดนพุทธภูมิของพระครูประกาศสมาธิคุณ (สังเวียน ญาณเสวี) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเจ้าคณะ 25 วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กทม.และคณะ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2511 ได้แวะสักการะสารนาทเช่นคณะแสวงบุญทั่วไป ท่านพระครูได้เกิดความปีติใจอย่างสุดซึ้งถึงกับตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า “จะต้องกลับมาฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้จงได้” พร้อมกับอธิษฐานจิตขอถวายชีวิตแก่พระพุทธศาสนาทุกชาติทุกภพ จะทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจเพื่อพระพุทธศาสนาตลอดไป และก่อนเดินทางกลับท่านพระครูได้มอบหมายให้ท่านศาสนรัศมีภิกขุซึ่งเป็นชาวอินเดียเตรียมหาที่สร้างสถาบันพระพุทธศาสนา
ครั้งเดินทางกลับประเทศไทย ได้มีการประชุมกับคณะศรัทธาและเกิดทัศนคติตรงกันว่า พระพุทธศาสนานั้นถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย ปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยแห่งความรุ่งโรจน์ในอดีตเท่านั้น จึงมีกุศลเจตนาในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียและต่อมาได้รับรายงานจากท่านศาสนรัศมีว่าพบสถานที่เหมาะสมแล้วที่ตำบลสารนาท ใกล้บริเวณองค์ธัมเมกขสถูป เจ้าของที่ดินคือเศรษฐีปริซปันดาส นายกเทศมนตรีสารนาทซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ มีธุรกิจมากมายในพาราณสี และด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาด้วยดีและคงจะเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย ทำให้ในที่สุด ยอมขายที่ดินจำนวน 32 ไร่เพื่อสร้างเป็นวัดไทย ใน พ.ศ. 2512 ซึ่งประเด็นเรื่องการยอมขายที่ดินนี้ก็เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ประการหนึ่ง เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นฮินดูจะยอมขายง่ายๆ
วันที่ 27 กค. 2513 ได้มีการประชุมคณะกรรมการและพิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ประชุมลงมติเอกฉันท์ให้ตั้งมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารขึ้นในประเทศไทย พร้อมกับจัดตั้งสถาบันเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนามมฤคทายวันมหาวิหาร ณ ตำบลสารนาท เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
มฤคทายวันมหาวิหารหรือวัดไทยสารนาทจึงได้รับการตั้งขึ้นตั้งแต่นั้น มีการสร้างอาคาร เสนาสนสงฆ์และ อุโบสถและขยายพื้นที่เรื่อยมาจนปัจจุบันวัดมีเนื้อที่ 45 ไร่
เมื่อท่านพระครูมรณภาพแล้ว ท่านพระครูเมธีวรานุวัตร พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิได้สนองงานสืบทอดเจตนารมณ์ของพระครูประกาศสมาธิคุณมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันพระราชวิสุทธิโมลี (มนู สุมโน ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์และรองเจ้าคณะภาค 9 เป็นประธานกรรมการมูลนิธิมฤคทายวัน พระอธิการสมชาย พุทธสโร เจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ จ.ฉะเฉิงเทราเป็นรองประธานกรรมการ พระครูสรวุฒิพิศิษฐ์ (เฉลียง จิตตธมโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ เป็นกรรมการและเลขานุการ นางศศิธร ธนานาถ เป็นกรรมการผู้จัดการและมีพระครูสรวิชัย (ศาสนรัสมี) ชาวอินเดียเป็นเจ้าอาวาส
การจะสร้างวัดไทยในต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำตามกฏหมายและระเบียบของประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินเพราะหากเป็นต่างชาติคงไม่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ ยกเว้นจะจัดตั้งเป็นสมาคม สถาบันการกุศลเท่านั้น เมื่อตั้งเป็นสมาคมดังกล่าวได้แล้วจึงสามารถซื้อที่ดินเพื่อสร้างเป็นศาสนสถานหรือวัดได้
บุคคลสำคัญในเรื่องนี้น่าจะเป็นคุณอรุณ เฉตตีย์ซึ่งในขณะนั้นทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ได้เข้ามาช่วยงานท่านพระครูประกาศสมาธิคุณในการประสานงานซื้อที่ดินสร้างวัดจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์และน่าชื่นชมยิ่งนัก จากที่อ่านเรื่องเล่าในนิยตสาร”อาณาจักรพระพุทธองค์” ฉบับปฐมฤกษ์ มิถุนายน 2548 การดำเนินการในเรื่องซื้อที่ดินนี้ยุ่งยากและซับซ้อนแต่ก็ด้วยบารมีของท่านพระครูประกาศสมาธิคุณและความร่วมมือร่วมใจอย่างแข็งขันของทุกฝ่าย ทำให้ลุล่วงไปด้วยดี ขั้นตอนก็คือจดทะเบียนมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารในประเทศไทยก่อน จากนั้นซื้อที่ดินในนามท่านศาสนรัศมีซึ่งเป็นชาวอินเดีย ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ง่ายขึ้น จากนั้นจึงไปจดทะเบียนมฤคทายวันมหาวิหารเป็นสมาคมตามกฏหมายอินเดียและให้ท่านศาสนรัศมีโอนที่ดินให้สมาคมมฤคทายวันมหาวิหาร ซึ่งถือเป็นสาขาของมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารแห่งประเทศไทย ในที่สุดการดำเนินการในเรื่องการจดทะเบียนก็สามารถจดทะเบียนสมาคมมฤคทายวันมหาวิหารได้ในวันที่ 6 พย. 2518 เป็นที่น่าปลาบปลื้มยินดีของทุกฝ่าย
ตั้งแต่นั้นมา มูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารแห่งประเทศไทยได้เป็นสำนักงานใหญ่ของสมาคมมฤคทายวันมหาวิหาร สารนาท พาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดียและได้ดำเนินการสร้างเสนาสนสงฆ์และอาคารต่างๆ เรื่อยมาอย่างถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับของกฏหมายอินเดียและที่ดินของวัดไทยสารนาทเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหารแห่งประเทศไทยทุกประการ คุณอรุณ ฉัตตีย์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า “มฤคทายวันมหาวิหารมิใช่ตำนานแต่เป็นเรื่องจริงที่คนไทยเป็นผู้รองรับผืนแผ่นดินที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทไว้ ณ บริเวณที่ดินของวัดไทยสารนาท พาราณสี ประเทศอินเดีย ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้แม้กาลเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 2000 ปี ก็ตาม”
ผมถือว่าเป็นบุญมหาศาลของคนไทยและประเทศไทยที่มีท่านพระครูประกาศสมาธิคุณมองการณ์ไกลในประเด็นนี้ รวมทั้งโชคดีที่มีกรรมการมูลนิธิที่เข้มแข็ง เสียลสะเช่นนี้ ขอกราบนมัสการและคารวะทุกท่านมา ณ ที่นี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
I see you จริงๆค่ะ
อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
น้องแพรภัทร
จากที่เคยเป็นเพียงทางผ่าน
ผู้แสวงบุญจะตื่นตาตื่นใจกับแม่น้ำคงคามากกว่าสิ่งอื่นใด
วัดไทยสารนาทคือการประกาศความตั้งมั่นของพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่งที่จะฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียอีกครั้งหนึ่ง
และได้ต่อสู้มาเอง อย่างน่าสรรเสริญ
อยากให้คนไทยได้รับรู้
สวัสดีครับท่านพลเดช วรฉัตร ..เข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ครับ
ดร. เมธา สุพงษ์ ครับ
วัดไทยสารนาทเป็นวัดไทยอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจครับ
เป็นการดำเนินการของพระสงฆ์ไทยในระดับประชาชนกับประชาชนที่น่าทึ่งครับ
วัดอยู่มาได้โดยอยู่กับชุมชนอย่างแท้จริง มีโรงเรียนที่สร้างประโยชน์ให้กับเด็กๆ ที่นั่น
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ