แรงบันดาลใจ...ผลักดันให้เกิดสุข...

แรงบันดาลใจ (Inspiration)...แรงผลักดัน...อันเกิดสุข...

ในการหาสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเราได้พบกับความสำเร็จนั้น ตัวเราเองจะต้องค้นหาให้ได้ว่า อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จ หากแต่ด้วยความเพียรเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะไม่พอ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องหาคำตอบของสิ่งที่จะให้เราไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความหวัง…นั่นคือด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration)...

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับแรงบันดาลใจ อันเป็นแรงเสมือนดั่งไฟที่ลุกโชติช่วงอยู่ในห้วงของดวงใจ แรงโหมที่จะช่วยจุดและก่อประกายแห่งความหวังให้กับมวลมนุษยชาติเพื่อให้ประกอบกิจการงานที่มุ่งหวังได้สำเร็จลุล่วงลงด้วยดี...

หากแต่ทว่าแรงบันดาลใจของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันตามพื้นฐาน อันเกิดจากตัวตนของแต่ละคน ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องค้นหาให้พบแล้วลงมือทำ เพียงเท่านี้..ความสุขที่เรากำลังแสวงหาก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม..

มีตัวอย่างชีวิตของนักฟิสิกส์ที่ชื่อว่า “Stephen Hawking” ที่เรียนจบระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่อธิบายสภาวะของหลุมดำและการกำเนิดของจักรวาล เป็นการเปิดฉากจักรวาลวิทยาซึ่งเป็นหลักฟิสิกส์ยุคใหม่ของโลก

แต่ตัวของเขาเองเป็นคนพิการ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ขยับได้เพียงนิ้วสองนิ้วและซีกหน้าด้านซ้ายเท่านั้น เนื่องจากป่วยเป็นโรคประสาทกล้ามเนื้อเสื่อม (Motor Neurone Disease) ประสาทส่วนกลางส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อจะเสื่อมตายไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงสมองเท่านั้นที่ยังดีอยู่

เมื่อเขาเห็นความตายมารออยู่เบื้องหน้าแทนที่จะหมดหวังและนั่งรอความตาย แต่เขากลับเกิด ‘แรงบันดาลใจ’ ที่จะทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุดในทางวิทยาศาสตร์ที่เขาถนัด จนกลายเป็นนักฟิสิกส์อัจฉริยะของโลกและโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกในยุคนี้

สำหรับแรงบันดาลใจ (Inspiration) ที่จะทำงานที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตนั้นประกอบด้วยอย่างน้อย 2 แรงคือ

1. มีแรงผลัก (Drive) ให้ทำงาน ในกรณีของ “Stephen Hawking” เป็นแรงผลักที่มาจากความกลัวตายและยังไม่อยากตาย ทำให้เกิดเป็นความกร้าวแกร่ง (Aggressive Drive) ที่จะสู้กับความตาย โดยทำกิจกรรมให้เต็มที่ดีกว่าอยู่เพื่อรอความตาย

2. มีแรงจูงใจ (Motivation) ให้ทำงาน ด้วยความกระตือรือร้น ด้วยความรัก และรู้สึกสนุกกับงานที่ทำอยู่ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้นเมื่อแก้ปัญหาต่างๆได้ และอาจจะนึกไปถึงสิ่งดีๆที่จะได้รับในอนาคตด้วย

หลายท่านอาจเคยผ่านประสบการณ์..ทุกข์หรือท้อ..ต่อเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย วันนี้ถ้าลองมาฝึกคิดกันใหม่...สวมวิญญาณนักคิด..นักต่อสู้..เป็นผู้ที่ศรัทธา...และให้ความสำคัญกับแรงบันดาลใจ อันเป็นพลังที่จับต้องไม่ได้...หากแต่ใช้มันเป็นสิ่งขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าได้ค่ะ...

วันนี้น้องซิลเวียเลยขออนุญาตหยิบหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมาแนะนำค่ะ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายๆแต่ได้ข้อคิดที่จุดประกายความหวังและสร้างแรงบันดาลใจของแต่ละคนได้เป็นอย่างดีว่า...เป้าหมายและความสุขแห่งชีวิตของคนเราคืออะไร แล้วต้องทำอย่างไรให้ไปสู่ฝั่งฝันอันนั้น...

ชื่อหนังสือ: นักสร้างแรงบันดาลใจขั้นเทพ

เขียนโดย: นายแพทย์ โหว เหวิน หย่ง

แปลโดย: อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี

สำนักพิมพ์: เนมแอนด์โนเบิ้ล

พิมพ์ครั้งที่ 2 : ตุลาคม 2552

ราคา: 159 บาท

จากหน้าปกของหนังสือเล่มนี้เขียนว่า "หนังสือที่ประธานาธิบดีของไต้หวันแนะนำให้ทุกคนอ่าน – ยอดพิมพ์กว่า 300,000 เล่มในไต้หวัน" อันเป็นเหตุจูงใจอันหนึ่งให้หยิบขึ้นมาพลิกอ่านและซื้อกลับมาอ่านต่อที่หอพัก

ผู้เขียนคือ "โหว เหวิน หย่ง" เป็นวิสัญญีแพทย์ระดับปริญญาเอก ที่ผันบทบาทจากผู้เยียวยาคนไข้มาสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับเขา….นั่นคือการเป็นนักเขียนและกลายเป็นนักเขียนอันดับ 1 ของไต้หวันที่การปรากฏตัวแต่ละครั้ง ต้องขอกำลังตำรวจมาจัดระเบียบ และแฟนคลับต้องเข้าแถวนานถึง 6 ชั่วโมงกว่าจะได้ขอลายเซ็น

น้องซิลเวียขออนุญาตเล่าเฉพาะเหตุการณ์ในชีวิตช่วงปฐมวัยต่อแรงจูงใจในงานเขียนดังนี้..ค่ะ (ส่วนที่เหลือ ถ้าได้อ่านด้วยตัวเองแล้วจะสนุกมาก)

เขาเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็กแสนซนปนอัจฉริยะและอาศัยจินตนาการมาตลอดชีวิตว่า “สำหรับผม... อะไรก็ตามที่มองไม่เห็น...จงนึกขึ้นเอง” สมัยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ สิ่งที่เขาชอบที่สุดคือ การตอบคำถามของคนแปลกหน้าที่หลงทางเข้ามาในซอยที่เขากำลังเล่นกันอยู่ และเขาจะบอกทางให้กับผู้ที่หลงทางอย่างเป็นตุเป็นตะโดยการนึกภาพเอา ทั้งๆที่เขาก็ไม่เคยไปตามทางดังกล่าวนั้น...อิอิ..(คิดได้ไงเนี่ย..)

เขาเป็นคนช่างสังเกตตั้งแต่อนุบาล โดยพ่อได้บอกเขาว่า ถ้าเขาพบตัวอักษรที่หน้าโรงภาพยนตร์เขียนคำว่า “เจิ้งเพ่ยเพ่ย” (เป็นชื่อนักแสดงคนหนึ่ง) ให้รีบมาบอกพ่อแล้วเราจะมาดูภาพยนตร์กัน เขาจึงเริ่มสนุกกับการสังเกต รูปทรงตัวอักษรเป็นครั้งแรก และหัดเดาความหมายของคำที่ปรากฏ จนเมื่อเข้าเรียนระดับประถมเขากลายเป็นคนที่รู้จักหนังสือมากกว่าใครเพื่อน

ชีวิตในสมัยประถมเป็นเด็กที่ชอบการแต่งเรื่องและเขียนบทความหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มจากการเขียนเรียงความแล้วได้รับรางวัลเป็นคูปองห้าเหรียญทำให้มีสิทธิจับจ่ายใช้สอยสินค้าในสหกรณ์ได้อย่างสบาย...อันเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้เขาผลิตงานเขียนต่อในเวลาต่อมา..

แม้ว่าผลงานของเขายังถูกนำไปติดบอร์ดอยู่เสมอๆแต่แทนที่จะได้รับค่าตอบแทนแบบเดิมกลับกลายเป็น สมุด ดินสอ ยางลบหรือไม้บรรทัด เขาก็เลยหาวิธีการใหม่โดยการส่งบทความไปสู่ภายนอกโดยให้พ่อสนับสนุนค่าแสตมป์ให้ โดยเขียนบทความลงคอลัมน์ “รอบรั้วโรงเรียน” เป็นการรายงานข่าวตลกๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียนลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่ค่าต้นฉบับที่ได้รับกลับเป็นแสตมป์เสียนี่ (ไม่ได้เป็นตัวเงินอย่างที่หวังไว้)

เขาก็ใช้วิธียิ่งได้แสตมป์มาก็ยิ่งส่งผลงานออกไปเรื่อยๆ โดยเพิ่มไปเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ และพัฒนาตัวเองโดยการผลิตนิตยสารด้วยตัวเองชื่อว่า “เอ๋อถงเทียนตี้” แปลว่า"โลกกว้างของเด็กน้อยมีขนาด" มีขนาด 32 หน้าและตั้งตัวเองเป็นบรรณาธิการ ผู้สัมภาษณ์ คัดสรรต้นฉบับจนกระทั่งพิมพ์เข้าเล่ม โดยการคัดซ้ำไปซ้ำมาด้วยตัวเองถึง 160 ครั้ง (คงเมื่อยมือน่าดู..อิอิ) และวางแผงราคาฉบับละเหรียญ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วปรากฏว่าได้กำไรจำนวน 2 เหรียญและคิดว่าต้องขยายกิจการ.. ฮา..แน่จริงๆตัวแค่เนี่ย..

จนกระทั่งวันหนึ่ง “เอ๋อถงเทียนตี้” ฉบับที่ 3 มาตกอยู่ในมือของคุณครูประจำชั้นและครูได้พูดประโยคหนึ่งกับเขาในแบบอารมณ์ที่ไม่เข้าใจว่า "เธอฉลาดออกอย่างนี้ ทำไมไม่หาสิ่งที่มีประโยชน์กว่านี้ทำ" ด้วยความเกรง เขาจำเป็นต้องหยุดการผลิตนิตยสารลง ทำให้ความฝันที่จะทำนิตยสารต่อของเขายุติลงไปโดยปริยาย

แม้เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม...เขาก็ไม่ลดละความพยายามคือหันไปจับ “หนังสือพิมพ์ครอบครัว” แทน โดยกลุ่มเป้าหมายคือสมาชิกทุกคนในบ้าน กำหนดวางแผงแบบรายสะดวก โดยมียอดพิมพ์ครั้งละ 1 ฉบับติดที่ฝาข้างบ้าน โดยไม่ต้องคัดสำเนา และสมาชิกในบ้านช่วยกันอ่าน สอบถามปัญหาแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคักและอบอุ่น...

.

.

.

หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยม เขาต้องต่อสู้ต่อความรู้สึกในสิ่งที่เขาอยากเป็นกับความต้องการของครอบครัวโรงเรียนและสังคมรอบด้านที่ต้องการจะให้เขาเป็น...เขาสอบแพทย์ได้ตามที่ทุกคนคาดหวัง ทำงานเป็นวิสัญญีแพทย์ มีครอบครัว และยังเขียนหนังสือไปด้วยในเวลาเดียวกัน เขาเป็นคนสาธารณะที่ดังจนฉุดไม่อยู่ แต่เวลาแห่งความสุขแม้กระทั่งเวลารับประทานอาหารของเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน..

ในที่สุดเขาเลือกที่จะทำตามความฝันโดยมีภรรยาคู่ใจชื่อ “หย่าลี่” เป็นผู้ให้การสนับสนุน เขาบอกกับภรรยาว่า “หลังจากอายุ 36 ผมอยากมีความสุขกับสิ่งที่ผมรักและพรที่ผมปรารถนา”

ภรรยาของเขาอวยพรวันเกิดเขา และบอกกับเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ คุณก็ไปยื่นใบลาออกสิ”

เขาสะดุ้งด้วยความตกใจและถามต่อว่า “คุณเห็นด้วยแล้วหรือ”

ภรรยาของเขาตอบว่า “ฉันว่าคุณเองก็พูดหลายครั้งแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันไม่อยากนั่งคุยกับคุณในเรื่องเดิมๆ จนกระทั่งแก่เฒ่า..ไม่ได้สงบสุขเสียที”

เขาก็ถามภรรยาต่อเพื่อให้เกิดความมั่นใจ “แต่คุณเป็นคนหาคำถามมาคัดค้านตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือ”

ภรรยาก็ตอบว่า “ฉันถามคำถามพวกนั้น ก็เพื่อเตือนสติคุณเท่านั้นเอง ในเมื่อคุณไตร่ตรองมันครบแล้ว ฉันก็ไม่มีคำถามอะไรอีก อันที่จริงฉันเองก็สนับสนุนให้คุณเขียนหนังสือตังแต่แรกอยู่แล้ว ไม่เคยคิดคัดค้านเสียหน่อย”

“ตั้งแต่แรก” เขาฉงน “ตั้งแต่เมื่อไร”

“หย่าลี่” หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “สิบปีที่แล้ว ตอนที่คุณได้รางวัลชมเชยแล้วเลี้ยงข้าวฉัน ฉันรับปากคุณว่าจะสนับสนุนให้คุณเขียนหนังสือ ไม่มีวันบ่นและไม่มีวันเสียใจ..ก็นับตั้งแต่นั้นแหละ”

ที่เหลือขอให้ท่านทั้งหลายไปอ่านกันต่อค่ะ เล่าหมดเดี๋ยวอ่านเองไม่สนุก ดูๆไปชีวิตของคุณหมอที่ผันตัวเองมาเป็นนักเขียน นอกจากมีความรัก ความฝัน และแรงบันดาลใจต่างๆแล้ว ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างและคนในครอบครัวอีกด้วย..

ขอให้พลังแห่งแรงบันดาลใจได้ก่อเกิดกับทุกท่านและผลักดันชีวิตให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปค่ะ...