เมื่อเด็กยิ้ม ผมก็พลอยรู้สึกว่าโลกและชีวิตได้ยิ้มไปด้วย

เพราะชีวิตคลำหาวันหยุดไม่เจอ เลยพลอยให้หายหน้าหายตาไปจากโลกแห่งบันทึกนี้เสียนาน ขณะนี้เลยกำลังลุ้นตัวโก่งว่าเดือนนี้ทั้งเดือน จะมีวันหยุดให้ผมได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ บ้างหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่ปีใหม่เปิดตัวมา ยังไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน

ผมพูดทีเล่นทีจริงกับคนใกล้ตัวเสมอมาว่า ผมสามารถรู้ได้เลยว่าปีนี้ทั้งปีจะมีวันหยุดกับเขาหรือเปล่า โดยดูได้จากเดือนมกราคมนั่นแหละ หากเดือนมกราคม-ผมมีเสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดจริงๆ ก็แสดงว่า ปีนั้นทั้งปี ผมมีโอกาสได้หยุดพักกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่หากเดือนมกราคมเต็มไปด้วยการงานและราชการ นั่นก็เป็นเสมือนสัญญาณที่สื่อมายังผมกรายๆ ว่า ปีนั้นทั้งปี ผมจะมีวันหยุดตลอดปีที่เป็นเสาร์และอาทิตย์อย่างมากรวมแล้วก็ไม่ถึง 10 วันเป็นแน่

และนี่ก็ยังต้องลุ้น เพราะผ่านมาแล้วเกือบเดือน ตารางชีวิตในวันเสาร์และอาทิตย์ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้หยุดการเดินทางในโลกแห่งการงานเลยสักวัน !

แต่ก็โชคดีหน่อยที่ผมยังพลอยรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการงานเหล่านั้นเรื่อยมา

...



ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต : อธิการบดี มอบรางวัลให้กับเด็กและผู้ปกครอง


ย้อนกลับไปสู่วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา วันนั้น, ครึ่งเช้าผมท่องสัญจรอยู่กับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีนี้เป็นปีที่ไม่ค่อยได้ร่วมคิดร่วมสร้างกับบรรดาผู้นำนิสิตเท่าไหร่นัก แต่ก็พยายามเฝ้าสังเกตวิถีความคิดและกระบวนการทำงานของนิสิตอยู่เป็นระยะๆ พร้อมๆ กับการมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงอย่างพอดีพองาม เพราะไม่อยากให้เกิดอาการก้าวล้ำบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษาของนิสิต

แต่อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเองได้ฝากนโยบายไปกับนายกองค์การนิสิตในทำนองว่า-ให้องค์กรนิสิต ทุกองค์กรเข้าร่วมออกซุ้มให้บริการกิจกรรมกับเด็กๆ อย่างครบครัน องค์กรใดไม่เข้าร่วม ขอให้องค์การนิสิตกำหนดมาตรการรองรับ หรือบังคับใช้ตามเห็นสมควร



ครับ,ฟังดูเป็นการบังคับโดยปริยายนั่นแหละ แต่ผมก็ยังอยากจะอธิบายว่า ระยะหลังเห็นได้ชัดว่ากิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของมหาวิทยาลัยฯ กลายเป็นงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้คนในละแวกมหาวิทยาลัย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างเห็นได้ชัด




ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้เข้าร่วมประชุมวางแผนงานวันเด็กแห่งชาติในระดับจังหวัด ซึ่งส่วนราชการได้ร้องขอให้มหาวิทยาลัยเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับทางจังหวัด ซึ่งผมได้ชี้แจงไปสองประเด็น นั่นคือ (1) จะให้ผมทิ้งชุมชนในเขตเทศบาลขามเรียงและเทศบาลท่าขอนยาง รวมถึงลูกคนงานก่อสร้าง หรือแม้แต่ลูกหลานบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ มาได้อย่างไร (2) ดีที่สุดก็ได้แค่แบ่งนิสิตส่วนหนึ่งมาช่วยงานจังหวัดเท่านั้น



ด้วยเหตุนี้ ระยะหลัง ผมยืนยันแนวคิดเกี่ยวกับการปักหลักจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการพยายามสะท้อนให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ต้องให้บริการแก่ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนั่นเอง ...

ด้วยเหตุเช่นนี้ ระยะหลังจำนวนเด็กๆ จากหมู่บ้านต่างๆ จึงทยอยเข้าร่วมกิจกรรมที่เราจัดขึ้นอย่างเนืองแน่น จนแต่ละปีผมต้องบันทึกข้อมูลไว้ว่าปีหน้าจะต้องปรับแต่งอะไรขึ้นมาบ้าง



ปีนี้,ก่อนเริ่มงานเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ผมเชิญเจ้าหน้าที่และผู้นำนิสิตมานั่งจับเข่าคุยกัน ย้ำแนวคิดการนำพาองค์กรนิสิตต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้ โดยฝากให้องค์การนิสิต กระจายงบประมาณให้กับทุกชมรม ขณะเดียวกันก็มอบหมายเจ้าหน้าที่ทำหนังสือไปยังผู้บริหารในมหาวิทยาลัย ทั้งระดับอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี เพื่อขอความอนุเคราะห์การสนับสนุนเงินรางวัล หรือแม้แต่ของรางวัลมาให้กับเด็กๆ ซึ่งปรากฏว่าได้รับความอนุเคราะห์จากทุกท่านอย่างล้นหลาม จนนำพามาสู่ของรางวัลที่เป็นชิ้นเป็นอันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นต้นว่า หม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า รถยนต์บังคับ และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าแจกกันสนั่นหวั่นไหว บางกิจกรรมก็แจกฟรีแบบไม่ต้องมีกิจกรรมเสริม แต่บางซุ้ม ก็มีกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองได้ออกแรงแสดงความสามารถด้วย




เช่นเดียวกันนั้น ผมยังย้ำแนวคิดว่า “ปัญหาเก่าห้ามเกิด...ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน” โดยชวนเจ้าหน้าที่และผู้นำนิสิตถอดบทเรียนว่าปีที่แล้วมีอะไรที่บกพร่อง หรือมีอะไรที่ดีงามควรต่อการต่อยอดบ้าง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายใต้การเปิดใจคุยกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับนิสิต พร้อมๆ กับการมอบหมายให้แต่ละคนได้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลัง เรียกได้ว่า ทั้งเจ้าหน้าที่และนิสิต ก็กลายเป็นเจ้าของร่วมกับกิจกรรมนี้ไปในตัว



ปีนี้ หากไม่นับเรื่องกิจกรรมนันทนาการทั่วไปๆ กิจกรรมอื่นๆ ก็ยังมีให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การประกวดวาดภาพ การประกวดสุนทรพจน์ การประกวดหนูน้อยสุขภาพ การเปิดเวทีให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถของตนเองแบบไร้กรอบกติกา ใครใคร่ร้องก็ร้อง ใครใคร่เต้นก็เต้น ใคร่ใครเล่านิทาน ก็เล่า-

นอกจากนั้น ยังมีนิสิตจากชมรมต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นเวทีแสดงให้เด็กๆ ได้ดูได้ชมอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นก็หมายถึงการที่นิสิตได้แสดงศักยภาพของตัวเองต่อสาธารณะด้วยเหมือนกัน โดยหวังว่า บางทีมันอาจเป็นแรงจูงใจให้เด็กตัวเล็กๆ มีแรงบันดาลใจในการที่จะพัฒนาตัวเองเหมือนพี่นิสิตด้วยก็เป็นได้



อย่างไรก็ดี ในห้วงท้ายของกิจกรรม เรามีของรางวัลเหลือจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสมุด หนังสือ ปากกา ดินสอ กระเป๋า กระปุกออมสิน ดินสอสี สมุดวาดเขียน ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งดูเหมือนพี่นิสิตก็เหนื่อยและอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะจัดกิจกรรมใดๆ อีก ผมเลยกระซิบให้เด็กๆ ช่วยกันเก็บขยะร่วมกับพี่นิสิต โดยให้เอาขยะที่ว่านั้น มาแลกเป็นของรางวัล ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า ชั่วพริบตา ขยะในบริเวณงานที่เป็นประเภทถุงพลาสติก หรือแม้แต่เศษกระดาษต่างๆ ก็หายวับไปราวกับต้องมนต์เสก และผมก็เห็นกับตาด้วยเหมือนกันว่า เด็กๆ ยิ้มร่ากับการทำเช่นนั้นอย่างแสนสนุก และเมื่อเด็กยิ้ม ผมก็พลอยรู้สึกว่าโลกและชีวิตได้ยิ้มไปด้วย

ท้ายที่สุด เราเหนื่อยเกินกว่าที่จะมาถอดบทเรียนถึงกระบวนการต่างๆ อย่างละเอียด แต่ที่แน่ๆ ผมรู้แต่เพียงว่านิสิตที่เป็นคนจัดกิจกรรมมีความสุขกับการทำงานในครั้งนี้เป็นยิ่งนัก ถึงแม้เราจะไม่มีรถถังและเครื่องบินมาจอดโชว์ แต่กิจกรรมทั้งปวงที่เกิดจากนิสิตคิดเองนั้น ก็มีพลังพอที่จะสร้างความสุขอันง่ายงามให้กับเด็กๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน และที่สำคัญ มันก็มากพอต่อการที่จะให้บริการกับชาวบ้านที่อยู่ละแวกมหาวิทยาลัยฯ ได้อย่างไม่เขินอายเมื่อเทียบกับในตัวชุมชน หรือในตัวเมือง



เช่นเดียวกันนี้, ผมคิดว่าปีหน้า คงได้เวลาที่จะต้องเชิญชวนให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยมาเป็นส่วนหนึ่งกับการเป็น “เจ้าภาพ” ในกิจกรรมนี้ รวมถึงการเชื้อเชิญเทศบาลทั้งสองแห่งเข้ามาจัดกิจกรรมนี้ร่วมกันอย่างเป็นทางการเสียที เพราะนี่คือกระบวนการหนึ่งของการคืนทุนให้กับลูกบ้านของตัวเอง...

รวมถึง การชวนให้เด็กๆ ได้ออกมาร่วมกันเล่าเรื่องอันแสนรักในหมู่บ้านของตัวเองบ้างด้วยก็เป็นได้ ทั้งในรูปของการเล่านิทาน การเขียนรูป เขียนเรียงความ ฯลฯ โดยแทนที่จะประสานงานผ่านโรงเรียนโดยตรง ก็อาจปรับแต่งเป็นการประสานงานผ่านหมู่บ้านต่างๆ จะได้กระตุ้นให้บรรดาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างๆ ลงมาสู่การสร้างและการสอนลูกหลานด้วยวิธีของตัวเองอีกสักรอบสองรอบ

แต่สำหรับบรรดาผู้นำนิสิตนั้น ผมถือว่า พวกเขาทำเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม...กิจกรรมถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยพลังอย่างน่ายกย่อง และที่สำคัญพวกเขาก็สัมผัสได้ด้วยตัวเองถึงแนวคิดที่ผมพยายามสื่อสารไปในเชิงบังคับกรายๆ ว่าให้มา “ร่วมด้วยช่วยกันทุกองค์กร” บ้างแล้วกระมัง และคงชัดเจนในคำพูดของผมที่พูดเสมอมาว่า “เราทิ้งชุมชนแถวนี้ไม่ได้จริงๆ”


อาคารพลศึกษา
วันเด็ก-มมส