เสรีเกินไป ก็พัง
ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ที่คะแนนนิยมกำลังตกต่ำ เพราะมัวแต่ผลักดันเรื่องประกันสุขภาพ แต่ไม่เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคนอเมริกัน ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเงินด้วยการ ประกาศกฎใหม่ เพื่อ จำกัดขนาดใหญ่ของแบงก์ และ ห้ามแบงก์ซื้อขายหุ้นเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นต้นตอ "วิกฤติซับไพร์ม" เมื่อสองปีก่อน
กฎใหม่ของผู้นำสหรัฐฯ มีทั้งเสียงขานรับและเสียงคัดค้าน
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ โกลด์แมนแซคส์, มอร์แกน สแตนเลย์ และ เจพี มอร์แกน เชส เป็นต้น ล้วนเป็น วานิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่เป็นต้นตอการซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้แบบพิสดาร จนนำไปสู่ความล่มสลายของระบบการเงินสหรัฐฯและยุโรป
จนถึงวันนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯก็ยังง่อย คนว่างงานกว่าร้อยละ 10 ยังไม่ดีขึ้น หนี้สินรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นไม่รู้กี่ล้านล้านดอลลาร์จนนับไม่ถูก ธนาคารกลางสหรัฐฯ แบกหนี้สินอยู่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 47 ล้านล้านบาทไทย ใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่หมด
วันนี้สหรัฐฯเริ่มตระหนักแล้ว การปล่อยให้สถาบันการเงินใหญ่เกินไป จนกลายเป็นยักษ์ เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เวลายักษ์ล้ม มันก็ล้มทับเศรษฐกิจของประเทศพังไปด้วย การมีสถาบันการเงิน "ขนาดใหญ่พอดี" สู้กับต่างชาติได้ ไปจนถึงธนาคาร "ขนาดกลาง" และ "ขนาดเล็ก" จำนวนมากๆน่าจะดีกว่า ล้มก็กระทบไม่มาก ไม่ลามเป็นลูกโซ่ แก้ปัญหาก็ง่าย
ผมก็ขอฝากเป็นข้อคิดไปยัง รัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช และ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ธาริษา วัฒนเกส ที่มีนโยบาย ขายธนาคารและสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็กของไทย ให้กับ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ต่างชาติ เพื่อให้เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ แทนที่จะให้มีสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็กมากๆ
สหรัฐฯเป็นบทเรียนที่ดี และไม่ควรเดินตาม
ผมยังเห็นว่า นโยบายการเงินไทยในอดีต โดยเฉพาะ ธนาคารท้องถิ่นในภูมิภาค น่าจะมีการปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ เพื่อสร้างสถาบันการเงินให้หลากหลาย มีความใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น และกระจายความเสี่ยงไปในตัว
นอกจากจำกัดความใหญ่ของธนาคารแล้ว กฎใหม่ของโอบามา ยัง ห้ามสถาบันการเงินลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นตราสารหนี้คอมโมดิตี้ อนุพันธ์ และตราสารการเงินอื่นๆในลักษณะ Proprietary trading หรือ Prop Desk ซึ่งเป็นการ เอาเงินของธนาคารไปลงทุนซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้เพื่อแสวงกำไร ไม่ใช่การซื้อขายตามคำสั่งลูกค้า เพื่อให้ธนาคารมีกำไรมากๆ แล้วเอากำไรเหล่านั้นมาแบ่งปันกันเอง เป็น "โบนัสก้อนโต" ให้ผู้บริหารธนาคาร ผู้บริหารบางคนได้โบนัสถึงปีละ 100 ล้านเหรียญ 3,300 กว่าล้านบาท
เมื่อนายแบงก์เหล่านี้ลงทุนผิดพลาด ทำให้แบงก์เจ๊ง เช่นกรณีซับไพร์ม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย นายแบงก์เหล่านี้กลับไม่ต้องรับผิดชอบ รัฐบาลกลับต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มธนาคารเหล่านี้หลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ยุติธรรม
ผมเห็นด้วยกับนโยบายของโอบามาว่า แบงก์ควรทำหน้าที่แบงก์ คือ รับฝากเงินแล้วนำเงินไปปล่อยกู้ กระจายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้บริษัทร้านค้าต่างๆนำเงินไปขยายธุรกิจ แบงก์ไม่ควรจะเอาเงินไปเล่นหุ้นเพื่อหากำไรมากๆ เพื่อโบนัสก้อนโตของผู้บริหาร กำไรควรมาจากดอกเบี้ยและค่าบริการ ต้องแยกหน้าที่ของสถาบันการเงินให้ชัดเจน
ความล่มสลายของสถาบันการเงินและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็น "บทเรียน" ที่ดีว่า การปล่อยให้เสรีเกินไปเป็นเรื่องอันตราย ทุกอย่างต้องมีขอบเขตและข้อจำกัด
เรื่อง "ประชาธิปไตย" ก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยให้ใช้กันอย่างเสรีอย่างไร้ขอบเขตข้อจำกัด จนไม่รู้ว่าอะไรคือประชาธิปไตย อะไรคือการละเมิดสิทธิผู้อื่น กฎหมายก็ไม่เป็นกฎหมาย ใช้กันหลายมาตรฐาน ใส่เสื้อสีแล้วละเมิดกฎหมายได้ ตำรวจไม่กล้าจับ วันหนึ่งบ้านเมืองก็จะพินาศเหมือนธนาคารสหรัฐฯ.
"ลม เปลี่ยนทิศ"

มาร่วมแสดงความห่วงใยในทุกข์ของประชาชนด้วยคน