๒๕ มกราคม ๒๕๕๓

          หนูตื่นขึ้นมาตอนตีสี่สิบห้านาทีค่ะ รู้สึกได้ว่า หนูฝันอุดตะหลุด แต่ก็บอกตนเองว่า ช่างมัน ฝันก็ฝัน ฟุ้งก็ฟุ้งสำรวจไปที่กายรู้สึกได้ว่าอ่อนเพลีย

หนูนั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วนั่งสมาธิภาวนาใจสบายขึ้น นั่งทบทวนการงานที่ผ่านมา นึกขึ้นได้ว่าประสบการณ์เก็บตัวอย่างเมื่อวันเสาร์เป็นสิ่งที่น่าเล่าหนูจึงค่อย ๆ ถอด ออกมา แล้วก็ต่อมาที่บันทึกเรื่องราวของวันอาทิตย์ด้วยค่ะ หนูดูเวลาไปพลางก็เห็นว่าเลยหกโมงแล้วเกินเวลาที่กำหนด แต่ก็เป็นความตั้งใจในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอย่างรู้ตัว หนูจึงบอกตนเองว่า ทำเต็มที่วิ่งเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ประมาณหกโมงกว่า ๆ

หนูออกไปวิ่งออกกำลังกาย เพราะเวลามีจำกัดจึงตัดสินใจวิ่งรอบเดียว แล้วก็มีคำถามให้ตนเองว่า "ที่วิ่งทุกวัน ๆ นี่ตกวันละกี่กิโลเมตรนะ"

หนูเดาเอาเองในใจว่า "รอบละประมาณสองกิโลเมตร รวม ๆ น่าจะตกครั้งละ หกกิโลเมตรได้"

 

คำถามของหนูมีอยู่ว่า “เท่าไหร่จึงจะพอดี”

คำตอบมันออกมาตอนวิ่งว่า “สามรอบกำลังโล่ง แต่ใช้เวลามากไป อาจจะปรับลดตอนเช้าลง แต่ตอนเย็นให้เต็มที่ อืม หนูได้คำตอบนี้ให้ตนเองมาค่ะ แต่จะขอลงมือทำดู ๆ ไปก่อน”

 

เพราะเช้านี้ไม่ใช่วิถีชีวิตปกติ แต่หนูก็พยายามรักษากิจวัตรตนเองให้ดีที่สุด ไปถึงที่ทำงานเก็บของทุกอย่างตามที่ตั้งใจ รถตู้ออกเดินทางประมาแปดโมงเช้า ด้วยความชำนาญเส้นทางของพี่ ท่านพาหลบเลี่ยงจุดต่าง ๆ ของรถติดใน กทม. ได้อย่างน่าทึ่งค่ะ แต่เราก็ใช้เวลาใน กทม. นานอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน รถตู้พาเราไปถึงจันทบุรีประมาณห้าโมงครึ่ง แวะทานข้าวเติมพลังงานกันก่อนที่จะลุย

 

อ๋อ หนูลืมบอกครูไปค่ะ พอจะขึ้นรถพี่เขาบอกหนูว่า "น่าจะเก็บต้นไม้ได้แค่ในสวน ไม่มีเวลาพาไปป่าชายเลนเพราะคนขับรถติดงาน"

หนูรู้สึกอึ้ง แต่ก็รับทราบ ตลอดทางก็ครุ่นคิดพิจารณา ว่าทำอย่างไร ลองหาลู่ทางแล้วเสนอพี่ ๆ ตอนแรกได้ประมาณว่า พี่ ๆ เก็บต้นไม้ไป หนูนั่งรถมอร์เตอไซด์กับเจ้าถิ่นแถวนั้นไปเก็บ

 

พอถึงเวลาจริง ๆ เราไปถึงสวนตอนเที่ยง แต่ต้องกลับมาขึ้นรถกลับตอนบ่ายโมง หนูพยายามถาม ๆ พี่ที่สวนท่านบอกว่า แถว ๆ นี้ไม่มีต้องออกไปไกล แต่มีแถว ๆ ทางกลับ ซึ่งเป็นจุดที่หนูเช็คข้อมูลมา แต่พี่ ๆ ท่านแจ้งหนูว่า ไม่สามารถแวะได้

 

ประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ เราทั้งหมดขึ้นรถ เพื่อกลับมานนทบุรี หนูเปิดแผนที่ครุ่นคิด

"ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้

อืม ทำไมหนูไม่เลือกเปลี่ยนแปลงตนเองหล่ะ"

 

คิดได้ดังนี้สำรวจเงินสดในกระเป๋าสตางค์ โอ้แม่เจ้ามีร้อยสี่สิบบาท เปิดดูหนูไม่ได้หยิบ ATM มาด้วย งานเข้าหนักกว่าเดิม ขณะที่หนูครุ่นคิด รถก็วิ่งไปเรื่อย ๆ พี่น้อยเห็นหนูครุ่นคิดท่านจึงเตือนขึ้นมาว่า "รีบ ๆ ตัดสินใจนะ เพราะว่ารถไม่ได้หยุดวิ่ง" หนูรู้สึกว่าใช่ "ช้าไม่ได้ ไม่ควรปล่อยโอกาสทิ้ง ถ้าปล่อยทิ้งถือว่าประมาท"

 

พี่น้อยที่เคยไปร่วมกิจกรรม ชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ ๓ : โง่อย่างเดียวไม่พอต้อง “บ้า” ด้วย...หน่ะค่ะครู และหนูได้เขียนเล่าในบันทึกนี้  เรื่องเล่าจากเตาเผาศพ (ชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ 3)

ท่านเอ่ยว่า “เธอนี่ทุ่มเทจริง ๆ”

หนูยิ้มให้ท่านแล้วบอกว่า “หนูแค่ทำให้ดีที่สุด”

ตอนแรกหนูจะตัดใจแล้ว ปล่อย ๆ ไป ไม่ได้ ก็คือไม่ได้ ทำไงหล่ะ ว่าจะอยู่เก็บเองแต่ตังค์ในกระเป๋าไม่มี แถมATM ก็ไม่อยู่ซะงั้น (เหตุการณ์นี้สอนหนูว่า ควรจะมีเงินสดติดตัวระหว่างการเดินทาง)

 

หนูถามตนเองจะปล่อยไปตามยถากรรมเหรอ?

อืม ไม่ใช่วิสัยของนักสู้นะ

 

เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมแพ้นะ

 ไม่ใช่สำหรับผู้ที่มีปัญญา

 

ถ้าหนูมาถึงที่แต่ไม่ได้ อืม นี่ถือว่าประมาทนะ เพราะว่ามาแล้วแต่ปล่อยโอกาสไปเฉย ๆ กับอุปสรรคเพียงเล็กน้อย ถือเอาสบายตนเองเป็นใหญ่

จึงพิจารณาหาช่องทางต่อ

 

พี่น้อยท่านแซวขึ้นมาว่า

“สมกับที่บอกว่าเป็นสมาชิกชมรมนักปั่นจริง ๆ โง่อย่างเดียวไม่พอ ต้องบ้าด้วย”

หนูหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ

 

 

แล้วนึกขึ้นได้อาจจะยืมพี่ ๆ ก่อน เรียนปรึกษาพี่อีกท่านหนึ่ง ถามว่ามีตังค์ให้ยืมสักพันไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้คืน คุยไปคุยมาท่านควักให้ สองพัน เอาหล่ะ หนูตัดสินใจทันที พร้อมลุยถึงไหนถึงกัน เต็มที่

 

ครานี้หนูควรจะลงตรงไหน เรื่องของเรื่อง เพราะไม่รู้ หนูจึงเอ่ยว่า

“ที่ ๆ น่าจะเป็นตลาด หรือไม่ก็ท่ารถค่ะ จะได้หารถเข้าไปได้"

หนูเดาว่าน่าจะไกลจากอ่าวไม่เกินห้าสิบกอโลเมตร หนูน่าจะกลับกรุงเทพทัน ถ้าไม่ทันก็จะนั่งรถไปนอนกับพี่ ๆ ที่สอน หรือ ไม่ก็ระยอง ว่ากันอีกที

 

พอหนูเห็นสี่แยกไฟแดง ป้ายเขียนว่า "หนองสีงา"  ที่ข้าง ๆ เป็นตลาดนัด จึงบอกคนขับว่าเลยไฟแดงแล้วจอดด้วย ทุกคนทำหน้างง ๆ และเป็นห่วง

 

หนูถามตนเองอีกครั้ง หนูประมาทขาดสติหรือไม่

คำตอบคือ “ตั้งใจทำ ทำเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถและมีสติทำ”

ฟ้าก็ยังไม่มืดพึ่งบ่ายโมงกว่า ๆ เอง

 

ครูรู้ไหมค่ะ หนูรู้สึกว่าการตัดสินใจที่ใคร่ครวญในหนทางต่าง ๆ อย่างตั้งใจ แล้วตัดสินใจ โชะ ออกมา หนูรู้สึกว่า หนูได้รับการฝึกฝน มาจากครูแบบเต็ม ๆ มันถูกดึงใช้แบบอัตโนมัติก็ตอนนี้แหละเจ้าค่ะ

 

 พอหนูลงจากรถเดินไปถามว่า “ถ้าหนูจะเข้าไปอ่าวคุ้งกระเบน ควรจะไปอย่างไร”

ท่านชี้บอกถนนตรงสี่แยกที่หนูลงรถให้ หนูยิ้มแล้วบอกว่า

 “ถ้าจะนั่งรถโดยสารหรือ จ้างรถเข้าไปหล่ะค่ะ”

พี่เขายิ้มแล้วบอกว่า

“ไปที่สี่แยก ที่ร้านค้าเขาจะโทรเรียกมอร์เตอไซพาเข้าไป ประมาณ ยี่สิบสามสิบกิโลเมตรได้”

 

ตอนที่เดินไปที่ร้านใจหนูไม่ได้ร้อนรนค่ะครู ไม่มีความขุ่นมัว ไม่ว่อกแวกมุ่งมั่นที่จะไปเก็บตัวอย่าง ให้ได้อย่างตั้งใจ ไปถึงร้านหนูถามเรื่องรถเข้าอ่าว และลองเกริ่น ๆ รถที่จะกลับเข้าไป กรุงเทพด้วย ท่านบอกว่า

 “มีรถตู้ไปอนุสาวรีชัยฯ มีเรื่อย ๆ แต่ต้องโทรไปจอง ราคา 200 บาท มีรถทัวร์แต่ต้องไปขึ้นที่อีกอำเภอหนึ่งหรือตัวจังหวัดราคา 198 บาท”

ท่านให้เบอร์ติดต่อไว้ด้วย หนูรู้สึกขอบพระคุณท่านมาก

 

เป็นความแปลกประหลาดของการเดินทางที่หนู มาลงถูกจุด ถูกแยกมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ แถมมีผู้บอกทางและอำนวยความสะดวกเป็นระยะ ทุก ๆ คน ยิ้มแย้มเบิกบาน คุยสนุกสนานมาก ๆ ค่ะ

 

พอตกลงราคาได้คนขับชื่อน้องปุ้ย ตอนแรกรู้สึกได้ว่า น้องเกร็ง ๆ กังวล ๆ หนูจึงชวนคุยไปเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ คุยเก่งทีเดียวค่ะ และรู้สึกทึ่งในความเป็นนักสู้ของเขาคือ

 

น้องเขาจบช่างไฟฟ้าแล้วก็ไปต่อปริญญาตรีการจัดการ รู้สึกจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จบแล้วไม่อยากทำงานไกลบ้าน ตอนนี้เลยทำสวนช่วยพ่อแม่และขับรถรับจ้างไปพราง ๆ

 

หนูประทับใจในความเป็นนักสู้ที่ไม่ยึดติดใบปริญญา แถมเป็นคนที่มีน้ำใจและอ่อนน้อมมาก ๆ ค่ะ จากการที่เราได้ร่วมทางกันเกือบ ๆ สองชั่วโมง

 

พอไปถึงอ่าวคุ้งกระเบน แม้หนูจะมาที่นี่เป็นครั้งที่สาม แต่ทุก ๆ ครั้งหนูก็ไม่เคยสนใจมองหาต้นนี้ แต่ทราบคร่าว ๆ จากน้องใน Lab ว่าอยู่แถว ๆ บ่อบำบัด พอมาถึงน้องพาจอดแบบโชะ ตรงจุดเป๊ะเลยค่ะ แบบว่า เป็นดงเลย พุ่มสูงใหญ่ หนูรู้สึกตื่นเต้นประทับใจ น้องลงมาช่วยหนูเก็บตัวอย่างด้วย เสียดายอย่างเดียว่า ช่วงนี้ดอกวาย มีแค่ผลและใบ แต่เพียงเท่านี้หนูก็รู้สึกประทับใจ เหมือนได้กำไรชีวิต ได้รู้จักคนน่ารัก ๆ และได้งานที่ตั้งใจ มันแทบไม่ต้องบรรยายความรู้สึกเลยค่ะ ว่า

“คนไทยน้ำใจงามจริง ๆ”

 หนูเอ่ยขอบคุณน้องแทบจะตลอดทาง

 

ขากลับ หนูเริ่มมองไปรอบ ๆ ข้างทาง เห็นต้นนี้ เต็มริมคลอง เราสองคนจึงพูดกันว่า สงสัยตอนขามา พี่มุ่งมั่นจนมองไม่เห็นข้างทาง ฮา ดูซิเต็มเลย หนูจึงลงเก็บข้างทางอีก สองต้น โชคดีที่พอจะมีบางกิ่งที่มีดอกตูมติดมาด้วย

 

ขากลับน้องพาแวะซื้อสละ แล้วมาส่งหนูที่จุดรอรถตู้ หนูจ่ายค่าจ้างเหมาน้องไปสามร้อยบาท ด้วยความประทับใจและรู้สึกขอบคุณ   

 

ครูค่ะ วิธีที่หนูปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนี่ตอนนี้ หนูย้อนทบทวนในตนเองเหมือนหนูโคลนนิ่งอาจารย์มาแบบเป๊ะ ๆ แบบที่เห็นท่านคุยกับแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง แล้วแต่ละคนก็ฉายแววแห่งความสุขออกมา รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแนะนำหนูด้วย เป็นการเดินทางที่ประทับใจมาก ๆ ค่ะ

 

ณ จุดรอรถเป็นร้านขายข้าวกับก๋วยเตี๋ยว คำนวณจากเวลาหนูจึงตัดสินใจสั่งมาทาน ลักษณะของคนในร้านเหมือนเป็นเพื่อน ๆ มานั่งคุยกัน ดูแล้วเป็นธรรมชาติมา ท่านสอบถามหนู ถามถึงต้นไม้ที่หนูนำมา ขอดูแล้วก็บอกว่า คนแถวนี้เขาเรียก ชื่ออะไร ทำให้หนูได้ข้อมูลชื่อพื้นเมืองเพิ่มขึ้นมา ลุงท่านคุยเหมือนเรารู้จักกันมานาน แถมมีพี่ชายท่านหนึ่งมาจากอุบล มานั่งทานข้าวแล้วคุยจ้อ แล้วบอกว่าหนูเหมือนน้องอีกคนหนึ่งที่ทำงานของท่าน ท่าทาง บุคคลิก ทรงผม ถอดแบบมาเลย หนูหัวเราะเบิกบาน

 

พอรถตู้มาหนูจึงอำลาทุกคน ด้วยความรู้สึกประทับใจ คนที่สี่แยกหนองสีงา จังหวัดจันทบุรี ขอบพระคุณทุก ๆ คนที่ให้ประสบการณ์ดี ๆ ที่แสนจะประทับใจค่ะ

 

หนูมาถึงอนุสาวรีชัยประมาณทุ่มกว่า ๆ ก็เป็นธรรมดาของการเดินทางในเมืองหลวง หนูนั่ง ปอ. ๕๒๒ อืมจะว่านั่งก็ไม่ถูกค่ะ เพราะหนูยืนเกาะราวอยู่หลังคนขับ ด้วยกระเป๋าเป้ใบหนักที่แบกมาตลอดบ่าย สละที่ตั้งใจซื้อมาฝากพี่ ๆ สามกิโลกรัม  ถุงตัวอย่างพันธุ์หลายถุงทีเดียว รถจอดรอผู้โดยสารนานพอควรค่ะ

หนูรู้สึกได้ถึงกายที่อ่อนล้า ลมหายใจหนูแผ่ว แรงกดของกระเป๋าเป้ใบเขื่องที่กดมาตรงกล้ามเนื้อไหล่ทั้งสองข้าง หนูยืนดูไปเรื่อย ๆ แต่พอเผลอวูบ จะรู้สึกว่ามันหนักมาก ๆ แต่พอรู้ตัวก็ดูมันใหม่

 

พอรถออกวิ่งหนูรู้สึกดีใจขึ้นมา เพราะยืนอยู่หลังคนขับหนูจะเห็นท่านจ่ายค่าทางด่วน ตอนปกติหนูจะดูความปวดที่วิ่ง ๆ อยู่ในกาย เป็นเหมือนการยืนดูเฉย ๆ ค่ะ แต่พอหนูเผลอหันไปสนใจท่านจ่ายค่าทางด่วนเหมือนมันหนักมาก ๆ ทั้งร่างกายและของจนต้องขยับ มารู้สึกตัวว่าเผลอก็ดูมันใหม่ สลับไปเรื่อย ๆ ตลอดทางค่ะ

 

หนูตัดสินใจนั่งแท็กซี่เข้ามาหอพัก มาถึงหอพักประมาณสองทุ่มค่ะ หนูระลึกขึ้นมาว่า อืม มาทันเวลาทำวัตรเย็นพอดี แต่หนู มอมแมมมาทั้งวัน มีเสียงว่าเมตตาตนเองด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย เหมือนเป็นประโยคที่ครูเคยสอนมา หนูจึงเปิดแอร์อาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วก็มาทำวัตรเย็น ใจสบายแต่ก็รู้สึกได้ว่ากายอ่อนล้าค่ะ นั่งภาวนาเสร็จหนูก็มานั่งถอดบทเรียนถึงครูค่ะ

 

อืม หนูใช้เวลากับจดหมายฉบับนี้ชั่วโมงกว่าค่ะครู

 

ศีล

 

  1. วันนี้จะว่าไปหนูใช้ร่างกายหนูหนัก ถือว่าเมตตาต่อร่างกายนี้น้อย แต่ก็พยายามปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่ข้อจำกัดมี ส่วนผู้อื่น วันนี้หนูเพ่งโทษคนอื่นน้อย พยายามหาช่องทาง และความลงตัวที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด หนูระลึกถึงคำนี้ค่ะครู
  2. หนูทำร้ายของรักของใครไหมนะวันนี้ รู้สึกจะไม่นะคะครู แล้วจะว่าไป เหมือนหนูได้มีโอกาสเติมพลังใจให้ตนเองแบบเต็ม ๆ ด้วยเจ้าค่ะวันนี้
  3. ข้อนี้ หนูรู้สึกว่าคนขับรถของสำนักงานหน้าตาดีค่ะครู แล้วเขาก็มีเมียแล้วด้วย ดูเหมือนว่าข้อนี้จะด่างพร้อยเจ้าค่ะ
  4. พูดโกหกไหม หนูพยายามจะเลี่ยง แต่วันนี้หนูพูดมาก พูดเยอะเจ้าค่ะ บางที่ก็เหมือนเผลอเพ้ดเจ้ออยู่เหมือนกันเจ้าค่ะ ข้อนี้ด่างพร้อยเจ้าค่ะ
  5. ความประมาท หนูพยายามระลึกถึงเรื่อย ๆ ว่า ประมาทหรือ ไม่ หนูรู้สึกว่า วันนี้หนูมีสติมากขึ้นค่ะ มีพลังในการลุยงานเต็มที่ แต่ก็บางทียังเผลออยู่เจ้าค่ะ

 

 

กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ