สวัสดีค่ะ รุ่น Young หลายๆท่านคนเจอปัญหานี้นะคะ ที่ว่าที่บ้านทำธุรกิจการค้าอยู่ ใช้ระบบบริหารแบบจัดการแบบเดิมๆ โดยใช้คนทำงานทุกอย่าง เช่น การนับสต๊อคสินค้า การเขียนข้อมูลออกบิลซื้อ-ขาย , จดบัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้, หรือเรื่องต่างๆ ด้วยมือนั่นเอง ( รุ่นพ่อ-แม่ท่านทำกันมาแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วนั้น คุณลูกๆ ที่ต้องการจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ computer นั้นพูดยังไงท่านก็ไม่ยอมเปลี่ยน )
วันนี้มีเคสนึงของคนรู้จักมาเล่าให้ฟังค่ะ คุณพี่ท่านนี้เพิ่งจบปริญญาโท MBA จาก USA กลับมาช่วยธรุกิจขายรถจักรยานยนต์ที่บ้านค่ะ มีหลายสาขา พี่เขาได้มารับผิดชอบที่สาขา 2 ค่ะ เขาขอพ่อแม่ให้นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในร้านไม่ว่าจะบรรยายว่ามันสะดวกและดีอย่างไร แต่ทางที่บ้านนั้นไม่เห็นด้วยค่ะ บอกว่ามันยุ่งยาก ใครจะใช้เป็น? ถ้าข้อมูลหายล่ะจะทำยังไง? (เรื่องนี้สำคัญตรงนี้แหล่ะค่ะ คุณพ่อคุณแม่กลัวข้อมูลหาย เพราะถ้าข้อมูลลูกหนี้หายล่ะก็ จะตามเก็บหนี้ได้ยังไง) ยังไงก็ไม่ยอมปลี่ยนเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ค่ะ

พี่เขาจึงตัดสินใจ ซื้อโปรแกรมบัญชีคอมพิวเตอร์มาใช้กับสาขาที่เขาดูแลค่ะโดยไม่บอกทางคุณพ่อคุณแม่ค่ะ พอผ่านไปสักพัก 1-2 เดือน พวกท่านทราบเรื่อง ท่านจึงมาตรวจดูงานที่สาขาค่ะ
ท่านถามผู้จัดการที่ท่านเชื่อไว้ ผจก.คนนี้ทำงานดูแลที่สาขานี้มาหลายสิบปี ว่าหลังจากเอาคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วเป็นยังไงบ้าง?
พี่ผู้จัดการคนนั้นบอกว่า "สะดวกมากค่ะ คอมพิวเตอร์คำนวนให้หมด ทั้งดอกเบี้ย รายการ stockสินค้า แถมบัญชีลูกหนี้ที่ค้างจ่ายไม่ต้องมาเปิดดูทีละหน้าด้วย ของขาด-ของเหลือก็เช็คได้หมด รู้อย่างนี้น่าจะเอามาใช้นานแล้ว ช่วยงานให้เยอะจริงๆ "
ท่านถามต่อว่า แล้วเธอใช้เป็นหรอ มันยากไม่ใช่หรอ? (พี่ผู้จัดการใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นค่ะ)
พี่ผู้จัดการก็บอกว่า " ตอนแรกก็นึกว่าจะยาก แต่เขามีบริการอบรมให้ ไปอบรมมา 3 วันก็ใช้เป็นแล้ว ไม่ยากเลยแค่กดๆเอง"
ท่านถามอีกค่ะว่า ถ้าข้อมูลลูกหนี้หายล่ะจะทำยังไงล่ะ?
พี่ผู้จัดการตอบว่า" ไม่ต้องห่วงเพราะว่าจะลงทั้งสมุดบัญชี แล้วก็ลงคอมด้วย 2 อย่างเลย ถ้าข้อมูลในคอมหายก็เอาข้อมูลในสมุดบัญชีมาตรวจสอบได้ "
จุดสำคัญคือตรงนี้ค่ะ ถึงท่านจะเชื่อแล้วว่ามันสะดวกช่วยงานได้เยอะ แต่ก็ยังกังวลเรื่องข้อมูลลูกหนี้ถ้าเกิดหายขึ้นมาล่ะ จึงต้องหาวิธีแสดงให้ท่านดูว่าตรงนี้ได้ป้องกันไว้แล้ว เพราะว่าจดลงสมุดบัญชีไว้ด้วย ถ้าข้อมูลในคอมหายก็ยังมีข้อมูลในสมุด !
ซึ่งหลังจากนั้น พอท่านกลับไปท่านก็สั่งเอาโปรแกรมบัญชีคอมพิวเตอร์ มาใช้กับทุกสาขาค่ะ ซึ่งผลก็คือท่านพอใจมาก บอกว่า"ถ้ารู้ว่าดีอย่างนี้เปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว"
สรุป นี่เป็นการใช้จิตวิทยาการขอ แบบทำก่อนขอค่ะ
ในเมื่อขอแล้วไม่ได้ ก็เลยทำให้ดูเลยว่าผลที่ได้นั้นมันดียังไงโดยที่ไม่ได้บอกก่อนแต่เอาผลลัพธ์ที่ได้มาให้ชมเลยว่าเป็นอย่างไร อีกอย่างคือให้บุคคลที่เป็นที่เชื่อถือของฝ่ายที่ถูกขอเป็นคนให้ข้อมูลตามความเป็นจริง เป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้อีกค่ะ
เป็นไงคะ ถ้าใครเจอปัญหาแบบนี้อยู่ ขอคุณพ่อคุณแม่แล้ว ท่านไม่ยอมเปลียนใจสักที ลอง ทำให้ท่านเห็นเลยสิคะ ทำแล้วค่อยพูด ดีกว่ามีแต่พูดแต่ไม่ทำค่ะ ^^
จิตวิทยาการขอ แบบทำก่อนขอ
ดีมากเลยครับ ประมาณว่า ทำ "หน้าที่" ก่อนใช้ "สิทธิ์"
ผมว่านำไปใช้ได้หลายๆเรื่องเลยนะครับ อยากให้ใครเขาให้อะไร ต้องทำให้เขาเห็นผลก่อน
ในวงการการบริหารโรงเรียน ผู้บริหารบางท่านพอไปอยู่โรงเรียนก็เริ่มขอตังค์ชาวบ้านก่อน โดยยังไม่เริ่มทำอะไรเลย หลักการบริหารเขาบอกว่าควรจะทำอะไรให้ชาวบ้านเห็นก่อน เขาศรัทธาเขาก็จะให้ตังค์เอง
ขอบคุณบันทึกดีๆครับ
เห็นด้วยกับคุณsmall manค่ะ
มาเรียนรู้ครับ ขอบใจมาก
คนหัวโบราณมักจะปฏิเสธในสิ่งที่ตนเองไม่รู้และไม่คุ้นเคยค่ะ
นึกถึงสมัยก่อนตอนที่คุณแม่ใช้โทรศัพมือถือใหม่ๆเลยค่ะ
ตอนนั้นคุณแม่จะปฏิเสธไม่ยอมใช้ บอกว่าใช้ไม่เป็นบ้างล่ะ กลัวทำหาย ทำพังบ้างล่ะ
ไม่ว่าที่บ้านจะช่วยกันพูด ช่วยกันอธิบายยังไง แกก้ไม่ใช้ซะที เฮ้อ!!
น้องชายก็เลยแอบหยิบโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าสะพายของคุณแม่ก่อนที่แกจะออกไปทำงานค่ะ
จากนั้นที่บ้านทั้งพ่อ น้องชาย และตัวชามเองก็พากันโทรเข้า เพื่อให้คุณแม่เกิดความเคยชิน
หลังจากนั้นคุณแม่ก็ยอมรับและยอมใช้เลยค่ะ
ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันนะคะ ^^
ติดต่อทางเมล์แล้วค่ะ แต่เมล์มันดันตีกลับมาค่ะ
ขอบคุณค่ะที่แวะไปเยี่ยมที่บล็อก
เป็นเทคนิคการขอที่น่าสนใจมากครับ
เพราะบางคนเขาต้องการผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง
ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
"ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ครับ"
เห็นชื่อเรื่องแล้วต้องรีบเข้ามา เพราะบ่อยครั้งมักทะเลาะกับคอมพ์ หากแต่ถูกชะตากท่านสว.หัวโบฯ อิ อิ ... หากแต่จริงๆแล้ว ท่านสว. ทั้งหลายนี่ น่ารักซะ นะคะ แค่รู้ทริคนิดหน่อยก็พอรับมือไหวค่ะ
อ่านแล้วนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งกรณีศึกษาเอ็มยัง มีเรื่องราวประมาณนี้เวลา แนวคิดนี้น่าสนใจค่ะ
จิตวิทยาการขอ แบบทำก่อนขอ
เคยนำมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าเป็นทฤษฎีค่ะ
รู้แต่ว่าถ้าฉันคิดว่าดีก็ทำแล้วลงมือ นึกว่าทำให้เด็กน้อย
เคยซื้อพัดลมติดเพดานห้องเรียนเพราะเด็กน้อยร้อนมากๆ
พอติดเสร็จผอ.ก็สั่งซื้อพัดลมมาติดให้ห้องอื่นหมดทุกห้อง
ก็ดีใจที่เราได้จุดประกายนี้
หลังๆตัดสินใจทำDay Camp [hk' English Camp ใช้งบทางบ้านทำไป ก็ 7 ครั้ง
พอครั้งที่ 8 สพท.ให้งบ ดีใจมาก
ปีต่อมาปีที่แล้ว โรงเรียนเพิ่งให้งบจริงๆ แต่ก็อึกอัดไม่สนุกกับมันเลย ออกจะเคลียด
พอใช้งบโรงเรียนต้องทำตามระเบียบที่ประชุม เซ็งเป็ดเลย เพราะเด็กน้อยบ่จอยค่ะ
สู้ใช้เงินเราของเราไม่ได้ อยากให้เด็กน้อยได้รับอะไรก็ได้
เด็กๆมีความสุข และรักการเรียนรู้มากขึ้นๆก็เป็นกุศลแล้วค่ะ
ขอบคุณค่ะ