วันก่อนได้หนังสือเวียน ชวนให้อบรมเพิ่มเติม ความรู้เรื่องการวิจัย เขาทำเป็น Research zone ณ ศูนย์การเรียนรู้ทางการวิจัย ของ วช. (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ) ค่ะ ซึ่งมีการแบ่งเป็น 3 ส่วน ก็คือ ฝ่ายบริการทางการวิจัย พิพิธภัณฑ์เสมือน และนิทรรศการหมุนเวียน ... สถานที่สวยงามน่าไปเยี่ยมชมมากเลย
วันนี้ (22 มค.53) ไปฟังส่วน Research Zone Phase 8 เรื่อง "เทคนิคการเขียน และผลิตตำรา" โดย ศ.กิตติคุณ ปรีชา ช้างขวัญยืน ค่ะ
มีเคล็ดไม่ลับจากอาจารย์มาฝากค่ะ
อาจารย์เริ่มด้วยสิ่งนี้เลยค่ะ ... คนเขียนตำรา ต้องเขียนของยากให้ง่าย เพราะว่าเราเอาของยากมาสอน เพื่อที่จะทำให้เข้าใจง่าย ... แสดงฝีมือของคนเขียน
มาตรฐานของหนังสือวิชาการ ประกอบด้วย มาตรฐานด้านเนื้อหา ด้านรูปแบบ และด้านภาษา
โครงสร้างของหนังสือ
หนังสือทุกเล่มต้องมีประเด็นหลัก ความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้าง มีคำเฉยๆ ไม่รู้หรอกว่ามีความหมายอะไร จะบอกได้ต่อเมื่อมันไปปรากฏอยู่ในประโยค เพราะฉะนั้น หน่วยเล็กที่สุดที่เราจะสื่อความหมายก็คือ ประโยค แต่ประโยคแต่ละประโยค ก็จะมี 1 ความหมาย หรือถ้าประโยคเชื่อมก็จะมี 2-3 ความหมายอยู่ในนั้น
เราจะสื่อความคิด ด้วย "ย่อหน้า" 1 ย่อหน้า จะแสดง 1 ความคิด ... แต่ละประโยค มีความสัมพันธ์กัน เพื่อที่จะแสดง 1 ความคิดใหญ่ คือ ประโยคหลักของย่อหน้า
ย่อหน้า หลายๆ ย่อหน้า ความคิดใหญ่ๆ ของย่อหน้าเหล่านั้น มันสัมพันธ์กันเป็นความคิดใหญ่อีกอันหนึ่ง คือ "หัวข้อ"
หลายๆ หัวข้อ สัมพันธ์กัน ก็เป็น "บท"
บททั้งหลายสัมพันธ์กันเป็น "เรื่อง"
และเราก็ตั้ง "ชื่อหนังสือ" ตามเรื่องนั้น
ทำให้ ทุกคำในหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ จะมีความมีความสัมพันธ์กัน
... เรามีเทคนิคที่อยากอธิบายตรงนี้ แต่ไม่มีความสัมพันธ์กัน ถ้าสั้นๆ ก็อาจจะอธิบายในเชิงอรรถ ถ้ายาวๆ ก็เพิ่มในภาคผนวก เพื่อที่จะรักษาเนื้อหา และทำให้คนอ่านไม่ต้องไปค้นต่อ ...

ถ้าเขียนหนังสือวิชาการ ถ้าจะกว้างก็กว้างในแง่ของมีความสัมพันธ์กับความรู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นก็ต้องลึกลงไป ลึกจะเขียนได้อย่างไร ก็ต้องไปวิจัยมาก่อน หนังสือที่จะเขียนได้ลึก ต้องเป็นหนังสือที่มาจากงานวิจัย ... การวิจัยจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ แต่อาจจะสร้างมานิดหน่อย และคนหลังๆ มาอ่าน อาจจะเห็นภาพว่า ความรู้เหล่านี้ทำให้เราคิดอะไรได้ ก็คือ concept คือ ตัวมโนทัศน์ ไม่ว่าเขียนอะไรต้องมี concept ที่จะเขียน
เวลาเขียนเราต้องจับ concept ให้ได้ แล้วจึงเอา concept เหล่านี้มาเชื่อมโยง ว่า อะไรก่อนอะไรหลัง อะไรโยงกับอะไร ในแง่มุมไหน จึงจะเขียนได้
ส่วนที่เป็นเนื้อหา จะมีเรื่องที่เป็นแก่น กับส่วนประกอบ
ลักษณะการประกอบกันขึ้นนี้ อ.เปลื้อง ณ นคร พูดถึงคำ 3 คำ คือ เอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ (เนื้อหาสาระ)
เนื้อหาสาระมีความสัมพันธ์กัน คือ ประโยคต้องไม่สามารถตัดอะไรออกไปได้เลย และสัมพันธ์กันในลักษณะที่ นำไปสู่จุดสุดท้ายจุดเดียวกัน ... ในหนึ่งย่อหน้า ต้องหาให้ได้ว่า มีประโยคไหนที่เป็นใจความ ถัดไปคือ ประโยคไหนที่จะมาเสริม และอีกประโยคมาเสริมต่อ คือ ขยายออกไปเหมือนใยแมงมุม
... ประโยคหลักคือ ศูนย์กลางของย่อหน้า วงถัดไป คือ ประโยคที่สัมพันธ์กันโดยตรง เหมือนนักข่าวเขียนข่าว ที่เรียกว่า ปิรามิดหัวกลับ ก็คือลักษณะใยแมงมุมนี่เอง
ปิรามิดหัวกลับ ... เป็นการอธิบายในหลักการ (ไม่ได้อธิบายใจความและขยาย) หลักการคือ ฐานสำคัญที่สุด มีน้ำหนักมากสุด
ปิรามิดหัวกลับ จึงหมายความว่า ถ้ามีเนื้อที่น้อย เอาใจความสำคัญมาพูด 1 ประโยค เหมือนพาดหัว แต่ถ้ามีเนื้อที่มากขึ้น ขยายความ ถ้ามีเนื้อที่มากกว่านั้น มีรายละเอียด ถ้ามากกว่านั้นไปสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้อง ถ้ามากกว่านั้น มีสัมภาษณ์และมีการวิจารณ์ ถ้ามากกว่านั้น เล่าประวัติอีกว่า ก่อนที่จะมาถึง มีเรื่องราวอะไร เพราะฉะนั้น ข่าว เวลาลงหนังสือพิมพ์ ที่มีข่าวมาก ก็จะสั้น ถ้ามีเนื้อที่เยอะ ก็จะขยายยาว ถ้าเป็นเบื้องหลังข่าว จะยิ่งยาว … เพราะฉะนั้น หัวกลับไม่ได้แปลว่า เขียนแล้วจะน้อยลง มันแปลว่า จากน้ำหนักมาก ไปหาน้ำหนักน้อย
เช่นเดียวกัน ... ตรงกลางของใยแมงมุม คือ ตัวสาระหลัก ถัดออกไปเป็นสาระสำคัญ ถัดออกไปเป็นส่วนที่สำคัญน้อยลงไปตามลำดับ แต่ยังมีความเชื่อมโยงกันเป็นประเด็นเดียวกัน
ตรงความสัมพันธ์ เขาเรียกว่า สัมพันธภาพ
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหนึ่งย่อหน้า ในระหว่างย่อหน้า ในหนึ่งหัวข้อ ระหว่างหัวข้อในหนึ่งบท ระหว่างบทในหนังสือหนึ่งเล่ม เรียกว่า เอกภาพ
... จะเขียนหนังสือต้องถามอยู่เสมอว่า มันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า เนื้อหาอันที่หนึ่งครบถ้วนไหม ถ้าเนื้อหาไม่ครบถ้วน แปลว่า สารัตถภาพบกพร่อง ถ้าไม่สัมพันธ์กันตรงไหน แปลว่า สัมพันธภาพไม่ดี อาจมีอะไรที่นอกประเด็น และเวลาสัมพันธ์แล้วดูว่าอะไรหลัก อะไรรอง และอะไรต่อไป ... ถ้าเรามีความสำนึกอยู่อย่างนี้ เราจะเขียนหนังสือไม่หลุดประเด็น เราจะรู้ว่า หัวข้อนี้ มันครบถ้วนหรือไม่ ...
และที่สำคัญก็คือ ถ้าเราจะแบ่งหัวข้อ น้ำหนักของแต่ละหัวข้อ ควรจะพอๆ กัน
เคล็ดเล็กๆ สำหรับการเขียนเรื่องหนึ่งๆ
-
ให้เขียนด้วยภาษาของเรา
-
ถ้ามีข้อคิดเห็นอะไร ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร มีหลักฐานอะไรที่ไหน ทำให้สำเร็จเลย
-
เพราะฉะนั้น ใน 1 แผ่นที่เราเก็บก็จะแปลว่า เรื่องนี้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทั้งเนื้อหา ภาษา การอ้างอิง และของพวกนี้ เวลาเอามาเรียงก็อาจยังไม่เรียบ แต่ถือว่า ระดับมันดี แล้วก็ปรับลำดับเนื้อหา แล้วค่อยมาปรับภาษา
-
พอเราปรับไปถึงระดับหนึ่ง คนที่เก่งภาษาก็จะมาช่วยเราปรับได้

อย่าไปเริ่มเขียนที่คำนำ ... !!! ... คำนำต้องเขียนหลังสุด
คำนำ เป็นการนำเข้าสู่เรื่อง
สรุป (conclusion) คือ เนื้อหาทั้งหมด ได้อะไร ในที่สุดได้ความรู้อะไร ได้ความคิดอะไร ได้ข้อพิสูจน์อะไร ... พูดมาทั้งหมดนี้ ได้อะไร คิดอะไร จะเสนออะไร พิสูจน์อะไร สำเร็จแค่ไหน ได้มากน้อยแค่ไหน เป็นจริงแน่นอน หรือน่าจะเป็นไปได้ คือ สรุป
... เพราะฉะนั้น คำนำ เขียนทีหลัง อาจเขียนหลังสุดเสียด้วยซ้ำ เพราะว่า จะบอกได้ว่า หนังสือนี้มีขอบเขตอย่างไร สิ่งที่ต้องการนำเสนอเรื่องใหญ่คืออะไร มีส่วนประกอบย่อยๆ อะไร วิธีที่จะอ่าน หรือศึกษา คือ อะไร ... เป็นเรื่องที่จำนำเขาไป ทำให้เขาสามารถอ่านหนังสือนั้นๆ ได้ตรงกับที่เราต้องการ ... เหมือนกับเป็นข้อตกลงระหว่างเรา กับผู้อ่าน
ก่อนเขียนต้องมีโครงเรื่อง หรือโครงสังเขป เช่น บทที่ 1 เรื่องนี้ หัวข้อย่อยนี้ ถ้าเก่ง ก็จะมีหัวข้อย่อยของย่อยคืออย่างนี้
วิธีการเขียนของผม เนื่องจากการที่เราไม่ได้มีความรู้ทุกเรื่อง แต่อยากจะเขียน แต่มีบางอย่างที่เรารู้ว่าเรารู้ และพอจะเขียนได้ ก็เขียนตรงนั้นเลย ยังไม่ต้องไปรู้ว่า บท 1 คือ อะไร 2 คืออะไร 3 .... รู้เรื่องอะไรเขียนไว้ก่อน ทำให้ดีได้เท่าไรทำไป บางบทได้น้อย ไม่มี ขาดตรงไหนก็ไปหาเอา มันก็จะได้ และที่มันกระท่อนกระแท่น นั่งอ่านใหม่ เรียนใหม่ ศึกษาใหม่ ค้นข้อมูลใหม่ เดี๋ยวมันก็ได้ ... ค่อยๆ ทำทีละบท บทที่ได้ทำก่อน เพื่อให้มีกำลังใจ
โครงเรื่อง (โครงสังเขป) – เป็นเครื่องมือช่วยจำ แล้วเป็นเครื่องมือสำหรับที่เราจะปรับปรุง
อย่าให้โครงสังเขปเป็นห้องขังเรา ให้โครงสังเขปเป็นเครื่องมือช่วยเตือนความจำ ... เวลาเขียนบทหนึ่ง หรือหัวข้อหนึ่ง เรายังไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ทิ้งมันไปก่อน ทำอันนี้ให้ดีที่สุด
ของฝากสุดท้ายก็คือ
สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับตัวผู้เขียนก็คือ
-
ความรู้ - รู้สิ่งที่คนอ่านไม่รู้ มีแง่มุมการตีความใหม่ ติดตามความรู้ มีมุมมองใหม่ มโนทัศน์ใหม่ ภาษามีสไตล์ของตนเอง มีความรู้ทางภาษาดี แม่นยำ ราบรื่น ฯลฯ
-
ความรัก
... รักวิชา (สนใจ เอาใจใส่ อยากทำให้ดีที่สุด ไม่อยากมีข้อบกพร่อง)
... รักตัว (เขียนแล้วได้ตำแหน่ง รางวัล เงินทอง ชื่อเสียง
... รักคนอื่น (ลูกศิษย์ ผู้อ่าน ครอบครัว สถาบัน) -
ความทุ่มเท - มีใจ ไม่ขี้เกียจ ครุ่นคิด ทุ่มเท

เป็นประโยชน์มากค่ะ แม่หมอ
พอลล่ากำลังจะทำงานวิจัยและกำลังจะบันทึกเรื่องวิจัยอยู่พอดีคะ
ขอบคุณมากครับ
แวะมารับความรู้ด้วยคน
เป็นประโยชน์มาก
สรุปอ่านง่าย เข้าใจดี ขออนุญาตนำไปใช้ด้วยคน ขอบคุณ ขอบคุณ