ที่มาของ Competency
จุดกําเนิดของ Competency เกิดขึ้นในป ค.ศ. 1970 เมื่อบริษัท McBer ไดรับการติดตอจาก The US State Department ใหชวยเหลือเกี่ยวกับการคัดเลือก Foreign Service Information Officer (FSIOs) หรือ เจาหนาที่ที่ทําหนาที่เปน ตัวแทนของประเทศ สหรัฐอเมริกาในประเทศตางๆ ทั่วโลก มีหนาที่เผยแพรวัฒนธรรมและ เรื่องราวของประเทศสหรัฐอเมริกา ใหกับคนในประเทศเหลานั้น ซึ่งในขณะนั้นแทบทั้งหมดของเจาหนาที่เหลานี้ “เปนคนผิวขาว”
กอนหนานั้น The US State Department คัดเลือกเจาหนาที่ FSIOs ดวยการใชแบบทดสอบที่เรียกวา Foreign Service Officer Exam ซึ่งเปนแบบทดสอบที่มุงทดสอบดานทักษะ (Skill) ที่เจาหนาที่ระดับสูง (Senior Office) ของหนวยงานนี้คิดวาจําเปนสําหรับการปฏิบัติงานในตําแหนงนี้ แตแบบทดสอบดังกลาวนี้มีจุดออนคือ
1. เปนการวัดผลเรื่องวัฒนธรรมของชนชั้นกลางและสูง และยังใชเกณฑที่สูงมากในการวัดผล ทําใหชนกลุมนอยในประเทศ (Minority) หรือคนผิวดํา ไมมีโอกาสที่จะสอบผาน ซึ่งสะทอนใหเห็นวา การ คัดเลือกพนักงาน ของหนวยงานนี้มีลักษณะของ “การเลือกปฏิบัติ”
2. มีการคนพบภายหลังวา คะแนนสอบไมสัมพันธกับผลการปฏิบัติงาน กลาวคือ ผูที่ทําคะแนนสอบไดดี กลับไมไดมีผลการปฏิบัติงาน ที่ดีตามที่องคการคาดหวังเสมอไป
The US State Department จึงไดวาจาง บริษัท McBer ภายใตการนําของ David C. McClelland ใหเขามาชวยแกไขปญหา
ดังกลาวขางตน สิ่งที่ David C. McClelland ไดรับมอบหมายใหทําคือ การหาเครื่องมือชนิดใหมที่ดีกวา และสามารถทํานายผล การปฏิบัติงาน ของเจาหนาที่ FSIOs ไดอยางแมนยําแทนแบบทดสอบเกา ดังนั้น David C. McClelland จึงเริ่มตนดวยกระบวนการดังตอไปนี้
1) ทําการเปรียบเทียบเจาหนาที่ FSIOs ที่มีผลการปฏิบัติงานดี (Superior Performer) กับเจาหนาที่ที่มี ผลการปฏิบัติงานตามเกณฑเฉลี่ย (Average Performer)
2) สรางเทคนิคการประเมินแบบใหมที่เรียกวา Behavioral Event Interview (BEI) ซึ่งเปนเทคนิคที่ใหผูทําแบบทดสอบ ตอบคําถาม เกี่ยวกับความสําเร็จสูงสุด 3 เรื่อง และความลมเหลวสูงสุด 3 เรื่องเพื่อนําไปสูสิ่งที่ David C. McClelland ตองการคนหา คือ ผูที่มีผล การปฏิบัติงานดี (Superior Performer) มีลักษณะพฤติกรรมอยางไร
3) วิเคราะหคะแนนสอบที่ไดจากการทําแบบทดสอบ BEI ของเจาหนาที่ที่มีผลการปฏิบัติงานดี (Superior Performer) และผูที่มีผล การปฏิบัติงาน ตามเกณฑเฉลี่ย (Average Performer) เพื่อคนหาลักษณะของพฤติกรรมที่แตกตางกันของคน 2 กลุมนี้ ซึ่งลักษณะของพฤติกรรม ที่กอใหเกิดผล การปฏิบัติงานที่ดีหรือ Superior Performance นี้ David C. McClelland เรียกวา Competency
David C. McClelland ไดแสดงแนวคิดของเขาในเรื่อง Competency ไวในบทความชื่อ Testing for Competence Rather Than Intelligence วา “IQ (ประกอบดวยความถนัด หรือความเชี่ยวชาญทางวิชาการความรู และความมุงมั่นสูความสําเร็จ) ไมใชตัวชี้วัด ที่ดีของผลงาน และความสําเร็จโดยรวม แต Competency กลับเปนสิ่งที่สามารถคาดหมาย ความสําเร็จ ในงานไดดีกวา” ซึ่ง สะทอน ใหเห็นไดอยางชัดเจนวา “ผูที่ทํางานเกง” มิไดหมายถึง “ผูที่เรียนเกง” แตผูที่ประสบผลสําเร็จใน การทํางาน ตอง เปนผูที่มีความสามารถ ในการประยุกตใชหลักการ หรือวิชาการที่มีอยูในตัวเองนั้น กอใหเกิดประโยชนในงานที่ตนทํา จึงจะ กลาวไดวา บุคคลผูนั้นมี Competency จากจุดกําเนิด Competency ดังกลาวขางตนนี้ ทําใหนักการศึกษาและนักวิชาการหลายสํานักไดนําวิธีการของ McClelland มาเปนแนวทางในการศึกษาเรื่อง Competency ในเวลาตอมา
สุดยอดเลยพี่ชาติชาย ขอบคุณมากค่ะ บทความนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีมาก