เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพภายในตัวเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการปรับตัวที่จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตขึ้น ศักยภาพของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้
ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence) ของดร.โฮเวิร์ดการ์ดเนอร์ (Dr.Howard Gardner) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) กล่าวว่า คนเรามีอัจฉริยะภาพหรือปัญญาอย่างน้อย 8 ด้าน และในคนหนึ่งก็มีครบทั้ง 8 ด้าน เพียงแต่ว่าจะมีบางด้านที่เด่นกว่าด้านอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชีววิทยาของบุคคล สภาพแวดล้อม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ครอบครัว และการฝึกฝนแต่วัยเยาว์ ปัญญา 8 ด้านมีดังต่อไปนี้
- ด้านภาษาและการสื่อสาร (Linguistic) คือ ความสามารถในการใช้ภาษาเช่นการพูดการเขียน การใช้คำ ลำดับเรื่องราวจับใจความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง
- ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematic) คือ ความสามารถในการเข้าใจเหตุและผล การคิดเชิงเหตุผล การคำนวณ มีความสนใจตัวเลข
- ด้านมิติสัมพันธ์และจินตภาพ (Spatial) คือ ความสามารถในการสร้างภาพจากภายนอกขึ้นในจิตใจตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้จากสายตาและนำไปสร้างเป็นภาพในสมองได้ รวมไปถึงการจดจำสถานที่หรือทิศทางได้อย่างแม่นยำ
- ด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Bodily-Kinesthetic) คือ ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนเองแสดงความคิด ความรู้สึก การใช้ทักษะทางกาย มีความสามารถในการประดิษฐ์สิ่งของด้วยมือได้อย่างปราณีต รวดเร็ว ชอบปีนป่าย เต้นรำ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา รวมทั้งมีฝีมือในการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ
- ด้านดนตรี (Music) คือ ความสามารถในการเข้าใจดนตรี ฟังรูปแบบ จำได้ ปฏิบัติได้ ลักษณะของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ มีความสามารถด้านดนตรี เช่น การร้อง การเต้น การเขียนเพลง
- ด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น (Interpersonal) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น สามารถตอบสนองได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ มีความเป็นมิตร ช่างพูดช่างคุย ปรับตัวเข้ากับคนอื่นง่าย มีความสุขกับการทำกิจกรรมกลุ่ม
- ด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) คือ ความสามารถในการเข้าใจตนเอง รู้เท่าทันอารมณ์ ภูมิใจในตนเอง มีความมั่นใจในตัวเอง ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
- ด้านการเข้าใจธรรมชาติ (Natural) คือ สามารถแยกแยะธรรมชาติ เข้าใจลักษณะธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์ ก้อนเมฆ ก้อนหิน รักสัตว์ รักต้นไม้ ชอบท่องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติ
ในที่นี้ขอยกตัวอย่างด้านดนตรี ดนตรีเป็นสื่อภาษาสากล ทุกคนเข้าถึงง่าย ดนตรีมีอิทธิพลต่อร่างกาย จิตใจและสังคม ดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนานทำให้เด็กกระโดดโลดเต้น เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสนุกสนาน ดนตรีที่มีจังหวะช้าทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิ
นอกจากนี้ดนตรีที่เป็นแบบกลุ่ม เช่น การร้องเพลง เต้นรำ ละครเพลง วงโยธวาทิต จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นๆได้อย่างดี ดนตรีจึงเป็นวิชาที่ทำให้เด็กมีความรื่นเริงสนุกสนาน และสามารถเชื่อมโยงหรือบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น วิชาภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา ฯลฯ
ดร.แพง ชินพงศ์ และ ดร.สุภาพร เทพยสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี กล่าวถึงดนตรีกับพัฒนาการเด็กในการประชุมคณะทำงานประสานนโยบายการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2552 ณ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ว่า ดนตรีมีผลต่อพัฒนาการเด็กอย่างมาก แต่ไม่ใช่ว่าดนตรีทุกประเภทจะเหมาะสมกับเด็ก ดนตรีที่เหมาะสมกับเด็กคือ มีองค์ประกอบที่ดี มีความไพเราะ มีการใช้บันไดเสียง (Major หรือ Minor) มีเสียงประสาน (Harmony) มีความสดใสและจริงใจ (fresh and sincere) ดนตรีที่มี เสียงดัง จังหวะเร่งเร้า รุนแรงมีผลทางลบกับเด็กทำให้เด็กเกิดความก้าวร้าว อารมณ์ร้อน นอกจากนี้ดนตรียังส่งผลไปถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาด้วย ซึ่ง นพ.อุดม เพชรสังหาร จากสถาบันรักลูก กล่าวว่า เสียงที่มีความดังเกิน 80 เดซิเบล จะมีผลทำให้เด็กที่อยู่ในครรภ์หูดับ ได้
โครงสร้างของสมองแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วน ที่ 1 Brain stem เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร การเคลื่อนไหว ส่วนที่ 2 Limbic system เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก ส่วนที่ 3 Neo Cortex เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ แนวทางการพัฒนาสมองด้วยเสียงดนตรี ให้ความสำคัญกับจังหวะของเสียงดนตรีแต่ละชนิด เพื่อให้เหมาะสมกับการเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ดนตรีจังหวะเคาะ เช่น กลอง ฉิ่ง ฉาบ มีผลต่อสมองส่วนที่ 1 ดนตรีประเภทเครื่องเป่า เครื่องสาย เช่น ไวโอลิน มีผลต่อสมองส่วนที่ 2 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เมื่อหญิงตั้งครรภ์เมื่อฟังไวโอลิน ลูกที่อยู่ในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหว ดนตรีประเภทเครื่องดีด เครื่องตี เช่น เปียโน ระนาด มีผลต่อสมองส่วนที่ 3 เพราะดนตรีประเภทนี้สามารถทำเสียงได้หลายจังหวะ หลายรูปแบบ หลายทำนองจึงทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์
จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก กิจกรรมทางดนตรีมีหลายอย่าง เช่น การฟัง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การพัฒนาเด็กด้วยดนตรีจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่เด็กเกิดการเรียนรู้มากที่สุดคือช่วงอายุ 0-6 ปี เนื่องจากเป็นเวลาที่สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง ความสามารถในการเรียนรู้ก็จะถูกยับยั้งหรือหยุดชะงักได้
แนวทางเสริมศักยภาพสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดนตรีกับพัฒนาการในเด็กเริ่มตั้งแต่ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในการระบบบริการสาธารณสุข ครูและสถานศึกษาทุกระดับชั้น รวมถึงอปท. ผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐ
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรวมพลังเพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนาดนตรีให้เข้าถึงเด็กปฐมวัยมากขึ้นเพื่อผลักดันศักยภาพในตัวเด็กได้เต็มที่ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาด มีความสุขและเป็นคนดีของสังคมเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป
ตาม 1168 มาค่ะ
อ้าวจบไปตอนไหนค่ะ
กำลังสนุกกับการเดินทางโดยรถไฟ
เพราะอยากมาเที่ยวเชียงใหม่ เชียงรายด้วยค่ะ
เรื่องของพหุปัญญาเป็นเรื่องที่พี่สนใจมาก
จากการนำแนวคิด ทฤษฎีนี้มาใช้ทำให้พี่ได้มีโอกาสพบ
น้องนนท์ เด็กริมเล ผู้มีความสามารถในการพูด
และความสามารถในการร้องเพลงให้คนฟังมีความสุข
ถึงกับกระโดดเข้าร่วมได้อย่างน่าอัศจรรย์
โดยที่นนท์นั้นอ่านหนังสือไม่ออก
แต่หลังจากได้รับโอกาส และการสนับสนุน
ท่ามกลางเสียงคัดค้านที่พี่ให้นนท์ขึ้นเวทีร้องเพลงให้แม่ฟัง
ในวันแม่ หลายคนเริ่มเห็นด้วยกับพี่ค่ะ
นนท์เริ่มหันมาหัดอ่านเนื้อร้องจากคาราโอเกะ
และเริ่มอ่านได้บ้างแล้วค่ะ
เสียดายที่พี่เจอนนท์ช้าไปนิดหนึ่งแต่
ปีหน้านนท์ได้เลื่อนชั้น และจะมาเรียนกับพี่
(นนท์ต้องเรียนซ้ำชั้นเกือบทุกชั้น จนเพื่อนๆรุ่นเดียวกันย้ายไปเรียนม.1กัน หมดแล้ว)
ก่อนสอบนนท์มากระซิบว่า
"ม่ามี๊ครับ ปีหน้าผมจะมาเรียนทุกวันครับเพราะผมอยากเรียนแล้ว
และผมจะตั้งใจเรียน ผมมาแอบดูเพื่อนๆเรียนแล้ว สนุกครับ"
เล่ามาเสียยาว..อิอิ
ขอบคุณค่ะ
เดี๋ยวมาต่อกันค่ะ
ยังไม่จบ แต่ยุ่ง ๆ เลยลืมเอาขึ้นค่ะ