อั้นไว้หลายวันครับ ไม่ได้แวะมาเขียนบันทึกเลย เพราะกำลังเร่งอีกหนึ่งภารกิจสำคัญให้แล้วเสร็จ ไม่ใช่เพื่อให้ทันเวลาครับ เพราะมันเลยเวลามาเกือบสองสัปดาห์แล้ว ภารกิจนี้มันเรื่องใหม่ของผมครับ พยายามแสวงหาความรู้จนก้าวหน้าที่ดีละนิดครับ เครื่องมือสำคัญคือ google และสุดท้ายก็ต้องใช้แบบสำเร็จรูปครับคือ เมลไปขอข้อมูลจากเพื่อนพ้องน้องพี่ครับ ฮาฮา ได้ข้อสรุปหลักๆ คือ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่โตมากครับ เรียนไม่จบแน่ๆ แต่หัวใจสำคัญคือ บนโลกใบนี้ อยู่คนเดียว เก่งคนเดียวไม่ได้ครับ 

สองสามวันมานี้ ทำงานล่วงหน้า ประเภทเบิกค่าแรงไม่ได้ครับ (รอเพียงการตอบแทนจากอัลลอฮ์เท่านั้น) วันอาทิตย์ เป็นผลพวงจากการประชุมคณะกรรมการที่ผมเรียกว่า อนุ กพว. ครับ เนื่องจากการประชุมวันก่อน เราได้ลิสต์รายชื่อของคนที่พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการแล้วครับ เมื่อวานก็เลยเชิญท่านสำคัญเหล่านี้มานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อจะตั้งคำถามท่านเหล่านั้นว่า ได้เวลาที่ท่านจะยื่นแบบเสนอขอตำแหน่งวิชาการได้แล้ว ฮือ ทีแรกผมคิดว่าจะหาคนให้ครบตามเป้าเป็นเรื่องยากครับ ที่ไหนได้ อาจารย์หลายท่านมีผลงานพร้อมแล้ว เพียงแต่ยังไม่ยื่นเท่านั้นเอง การพูดคุยจึงเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีมากจริงๆ ครับ นับนิ้วไปนับนิ้วมา เกินเป้าที่เคยเรียนท่านอธิการบดีไว้ด้วยซ้ำไป

บทเรียนที่เกิดขึ้นคือ "เพราะเราไม่คุยกัน ถ้าเราคุยกันเยอะๆ อะไรดีๆ ก็มีอีกเยอะที่เราจะได้เรียนรู้มัน"

การนั่งคุยวันก่อนทำให้ผมเห็นภาพของคู่มือที่ผมจะต้องทำชัดมากขึ้นครับว่า มันควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ระหว่างคุย ผมก็ต้องลุกออกจากที่ประชุมไปพริ้นท์เอกสารเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าประชุมครับ อันนี้ความผิดพลาดเล็กน้อยครับ เลยทำอะไรโง่ๆ ไปก่อนเข้าประชุม ที่โง่คือ โน้ตบุ๊คของผมๆ ติดตั้งไดรฟเวอร์เครื่องถ่ายเอกสารไว้เรียบร้อยแล้วครับ สามารถสั่งพริ้นท์ได้โดยตรง แต่ดันไม่ทำครับ ไปพริ้นท์ลงกระดาษก่อนแล้วเอามาถ่ายเอกสารอีกที ปรากฏมันติดๆ ขัดๆ จนถึงเวลาประชุมแล้ว เอกสารประกอบการประชุมก็ยังไม่เสร็จ ฮา (คนจะช่วยก็ไม่มี เลยต้องทุกอย่างด้วยสองมือและหนึ่งหัวใจ ฮิฮิ ลิเกจริงๆ)

บทเรียนที่ได้คือ "การตัดสินใจต้องใช้ความรอบคอบ ทำอะไรไม่คิด สูญเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุ"

ส่วนเช้าวันนี้ บุกไปเยี่ยมสำนักวิทยบริการครับ ดูๆ ทางทีมงานเครียดๆ นิดหน่อย คุยกันตั้งแต่เก้าโมงเช้าครับ ทบทวนการเขียนรายงานการประเมินตนเองปี 51 ทำไมคะแนนยังไม่กระเตื้อง (อันนี้คำถาม) คำตอบที่ได้หลังจากไปสัมผัสมาหลายหน่วยงานแล้ว คือ เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่า อะไรคือหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงาน? ซึ่งอันนี้ชี้ไปยังจุดอ่อนสำคัญว่า ระบบการประเมินภายในในอดีตของเรามีแต่การประเมิน ขาดการติดตาม การควบคุม ซึ่งเป้าหมายหลัง 1 กพ. ที่ผมจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ คือสร้างระบบให้มีการดำเนินงานครบทั้งสามด้านครับ ตอนนี้กำลังติดต่อทาบทามทีมงานมาช่วยอยู่ครับ แฮะแฮะ แต่รอแล้วรอเล่า ตอนนี้ตอบรับมาเพียงสองท่านเท่านั้นเอง ฮือ

ตอนนี้โครงการในสมองเกิดขึ้นเริ่มจะเยอะแล้วครับเพื่อขับเคลื่อนอีกหลายๆ จุดอ่อนของการสร้างประสิทธิภาพการทำงาน คิวงานตอนนี้บอกได้ว่า เต็มทุกๆ วันจริงๆครับ ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกดีมากขึ้นครับ เพราะนั่นหมายถึงว่า ทุกฝ่ายตื่นตัวและพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าครับ เพราะหากความผิดพลาดที่ผ่านทำให้หลายๆ คนหมดกำลังใจ เขาคงไม่อยากคุยกับผมหรอกครับ แต่นี้ยืนยันได้ว่า "ไม่มีความพ่ายแพ้สำหรับผู้ศรัทธา" จริงๆ ครับ อีกหนึ่งที่น่าประทับใจของคนทำงานคือ ทุกคนพร้อมจะกลายมาเป็นผู้เดินในแถวหน้าครับ 

วันนี้ประเด็นหนึ่งที่คุยที่สำนักวิทยบริการคือ การจัดการความรู้ และอีกหลายๆ เรื่องที่น่าประทับใจครับ ได้ข้อสรุปว่า ถ้าคนในหน่วยงานมีความรู้ เขาก็ทำได้ครับ แต่ประเด็นนี้เราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญไปในครั้งกาลเก่า

คำถามที่ผมเล่าไปตอนต้นที่ว่า "ทำไมทำคะแนนได้เพียงเท่านี้" คำถามนี้ไม่ใช่ "คำตำหนิ" ครับ เพราะผมพูดต่อว่า ผมคิดว่าเราทำคะแนนได้มากกว่านี้ ดังนั้นวันนี้เรามาเช็คงานเช็คหลักฐานกันใหม่ อะไรคือความผิดพลาด

ผมเชื่อว่า ทีมงานเหนื่อยเหมือนกันครับว่า รายงานฉบับนี้จะเสร็จ ทั้งคุ้ยทั้งมุดหาหลักฐานยืนยันกันจ้าละหวั่น (ขอพูดแบบลิเกหน่อยนะครับ ฮิฮิ) แต่พอได้นั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องหลักฐานอ้างอิง ก็พบได้ในบัดดลครับว่า มันยังมีหลักฐานอีกเยอะที่ไม่ได้หยิบมาใส่ไว้ในแฟ้ม

สำหรับข้อผิดพลาดละครับ เราได้อะไรจากข้อผิดพลาด คำตอบคือ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเตือนใจเราว่า ปีนี้เราจะปรับปรุงกระบวนการอย่างไร ข้อสัญญาสำคัญคือ "เราจะไม่ผิดซ้ำๆ ในความผิดเดิมๆ อีกต่อไป" ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เจอปัญหาหรือความผิดอีก เพียงแต่มันน่าจะเป็นปัญหาอื่น ไม่ใช่ปัญหาเดิม