ชีวิตที่เหลืออยู่

ขอกราบเรียนทุกท่าน เราขอเล่าให้ฝัง ก็แล้วกัน สำหรับกระทู้นี้
ทั้งนี้เนื่องจากเราต้องการให้ทุกท่านทราบถึงที่มาที่ไปทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ หรือทั้งแต่เรารู้ว่าเป็น จนจากกับเจ้ามะ ไปนั้นเอง (ไม่ว่าเป็นหรือตาย  คงจากเป็นมากว่านะครับ อิอิ ) 

     "เริ่มเล่าเลยแล้วกัน"

เริ่มจาก เดือน ตุลาคม 2009 มีอาการป่วย ทอมซินโต

ไปพบแพทย์ กินยาไป 4 ชุด ก็ได้เวลา ต้นเดือน พฤษจิกายน 2009
 แพทย์ บอกต้องผ่า เช็ค 4 รพ.  นนทเวช  พยาไท รังสิต สถาบันบำราศ

เอกชนผ่าน ทอมซิน ก็หลายเหมื่อนบาท อยู่

สถาบันบำราศ 5 บาท ครับ เนื่องจากมีประกันสังคม ครับ อิอิ

เข้าผ่าตัดวันที่ 13 -15 ธันวาคม 2009 อยู่ ห้อง VIP ซะงัน
การให้บริการทั้ง แพทย์และพยาบาล ดีมากๆ เลยครับ (พยาบาลสวยด้วยครับ)
เสียเงินเพิ่มทั้งหมด ประมาณ 1,500 บาท (เครมประกันชีวิตได้อีกครับ)
หมดนัดฟังผม ตรวจชิ้นเนื้อ วันที่ 22 ธันวาคม 2009

 "ประกันสังคมช่วยได้จริงๆ นะครับ"

 

วันที่รอคอย
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2009 มาถึง
ก็ไป รพ.บำราศ ปกติ

แพทย์แจ้งให้ทราบว่า ผลชิ้นเนื้อไม่ค่อยดี

ก็เลยทรายเบื้องต้นว่ามี คุณมะเร็ง มาอยู่เป็นเพื่อแน่นอน
แต่แพทย์ ยังบอกว่าเพื่อให้ชัดเจน ส่งไปย้อมอีกทีหนึ่งแล้วแต่คุณหมอครับ
นัดฟังผลอีกครั้ง วันที่ 6 มกราคม 2010

"ส่งสัยเป็นมะเร็งแน่เรา"

 

ณ. วันที่ 22 ธันวาคม 2009 (รู้แล้วเราเป็นมะเร็งแน่)

สิ่งที่ทำประการแรก ทำตัวเป็นปกติ ตั้งสติแล้วก็บอกกับต้วเองว่า "รู้ช้าตายเร็ว รู้เร็วก็ตายช้า หรืออาจไม่ตาย" และ คิดต่อว่าเกิดตายขึ้นมาแล้วลูก ตูจำทำไง จะอยู่กันได้ไหม ซึ่งก่อนผ่านตัดวันที่ 13 ธันวาคม 2009
ผมได้ทำประกันชีวติ วันที่ 09 ธันวาคม 2009 ได้รับการอนุมัติจากบริษัทผู้รับประกัน
วันที่ 11ธันวาคม 2009 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร เลย
พอคำนวนเงินทั้งหมดว่าหากเสียชีวิตไป พอจะจ่ายหนี้ให้ครอบครังได้ไม่หมดก็ใก้ลเครียง
ส่วนเรื่องอื่น คงต้องให้ภรรยา จัดการต่อไป และกับเข้าที่ทำงานตามปกติ

ตกเย็นภรรยาสุดที่รักถามว่าเป็นไงบ้างหมอว่าไง
เราก็บอกว่าเป็น มะเร็งอย่างหน้าตาเฉย

ภรรยาสุดที่รัก หันมาทำตาเขียวใส่ แล้ว พูดว่า "จะบ้าหรือเรื่องอย่างนี้มาพูดเล่นกันได้ไง.

เราก็งงซิครับ ตูพูดเล่นตรงไหนหว่า แล้วตอบเขาไปว่าก็ไม่ได้พูดเล่นเป็นจริงไม่ต้องหว่ง
เรื่องหนี้สิน ทุกอย่างพี่ทำไว้ให้เกือบหมดแล้ว (ผมทำโดยปกติผมทำ บัญชีเกี่ยวกับการเงินออมและการใช้จ่ายทั้งหมดของผมไว้ใน File Excel อยู่แล้วแค่ Update นิดหน่อย)

ภรรยาสุดที่รัก หันมาพี่เป็นอะไรเป็นมะเร็งชนิดไหน

เลยบอกเขาไปว่าหมอส่งชิ้นเนื้อตรวจสอบต่อ แล้วถึงจะแน่ใจได้
และบอกไม่ต้องเป็นหว่งพี่ยังปกติดี แค่ต้องรักษาตัวให้ดีเท่านั้น

และคืนนั้นเอง ภรรยาไม่ยอมนอนด้วยเลย หันไปคุยกับ คอมพิวเตอร์ ซะงัน
เราก็ได้แต่ตบบ่าและกอดเข้า บอกว่าไม่ต้องกลัวเดียวพี่ก็หาย (ซึ่งยังไม่รู้เลยมันจะหายได้ไงวะ)
เธอก็พูดว่าพี่ต้องหาย เราตอบไปว่า อืม ไปนอนเทะ แล้วเราก็เข้านอน
ส่วนเธอก็ยังคุยกับ คอมพิวเตอร์ต่อไป

"และตั้งแต่อาหารมื้อเย็นวันนั้น ผมไม่เคยได้สำผัดกับ เนื้อแดงทุกชินอีกเลย
(รู้อย่างนี้ตูส่งหมูกะทะมากินก่อนแล้วค่อยบอกดีกว่า) กินแต่ข้าวโกดัก ข้าวโซนี่ และอื่นๆ (เรียกว่าข้าวกล้องนั้นเอง) และกับข้าวก็ ปลากับผักเท่านั้น ทั้งที่ยังต้องรอผลวันที่ 06 มกราคม 2009"

ณ.วันที่ 28 ธันวาคม 2009 "วันที่รอคอยมาถึงแล้วกว่ากำหนด"

วันที่ 28 ธันวาคม 2009 เป็นวันที่ผมต้องไปทำงานนอกสถานที่
โดย ต้องไปช่วยหน้าร้าน ห่อของขวัญ เนื่องจากเป็น นโยบายของบริษัท

ไปถึงเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ 10.00 น. ห้างเปิด 10.30 น. คงเป็นวันที่
บริษทและ สถานที่ราชการแถว แจ้งวัฒนะ จัดงานปีใหม่กันพบดี เลยงานเข้า
ตั้งแต่เช้า มาห่ออะไรกันมากมาย ก็ไม่รู้ เวลาประมาณ 15.00 น. ทาง รพ.บำราศ
โทรมาแจ้งให้ทราบว่าผลตรวจมาแล้วขอให้มาฟัง วันที่ 29 ธันวาคม 2009 เลยได้หรือไม่
เราตอบทันทีได้ครับ (ชีวิตสำคัญกว่างานที่ทำงานนี่หว่า) การห่อของขวัญเลยถือเป็นเรื่องเล็กไปเลย

กับถึงบ้าน 3 ทุ่ม บอกภรรยาให้ทราบว่าหมอนัดพรุ่งนี้ เธอบอกว่าพรุ่งนี้ หนูไปด้วยพี่
(เธอคงคิด สามี สำคัญกว่างานนี่หว่า)
 เราตอบก็ดีจะได้รู้ไปเลยว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 

ณ.วันที่ 29 ธันวาคม 2009 "ความชัดเจน 100% เกิดขึ้นแล้ว"

ความชัดเจน 100% เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ทั้งที่ ปากยังไม่หายเจ็บจากการผ่าทอมซิน
เช้าวันนี้เราส่งลูกขึ้นรถตู้รับ-ส่งนักเรียน เหมือนทุกวันที่ลูกทั้ง 2 ไปเรียน

จากนั้นเราทั้งคู่ก็ไปหาหมอด้วยกัน หมอแจ้งให้ทราบว่าเป็น "มะเร็งต่อมน้ำเหลือง"
ตามผลตรวจ จะส่งตัวไปที่ ร.พ.ราชวิถี ผมจึงถามหมอว่าไป สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เลยได้หรือไม่
คุณหมอและ พยาบาลแสนดี ช่วยตรวจสอบให้ทั้นที แล้วแจ้งว่าได้ เลยส่งตัวไปที่สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ
จากนั้น ก็ลาคุณหมอ ซึ่งเป็นเวลา 09.30 น.
ภรรยาบอก พี่ไม่ต้องกลัวพี่ต้องหาย (ยังส่งใสอยู่กลัวตรงไหน หว่า)
ภรรยาโทรหาเพื่อนที่กรมสุขภาพจิต และบอกเพื่อให้ช่วยติดต่อเพื่อนของเพื่อที่สถาบัน เพื่อจะได้เข้าไปทันที
และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ทำงานภรรยา เราทั้ง 2 ไปสถาบันมะเร็งทั้นที่ และทั้ง คู่แจ้งให้ที่ทำงานทราบว่าไม่สามารถไปได้ เนื่องจากต้องไปอีก ร.พ. หนึ่งซึ่งยังไม่บอกรายละเอียดให้ที่ทำงานทราบ (เลขาเจ้านาย เสีงเขียวเล็กน้อง คงคิดเจ้านายไม่อยู่เลยถือโอกาส หยุดอีกแล้วแน่นอน)

ไปถึงสถายันมะเร็ง เวลา 10.00 น. กำลังเล่นกีฬาสีกันอยู่ ดังมากๆ แต่เจ้าหนี้ที่ก็ยังมาทำงานให้เราอยู่ นะตอนนั้นไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ใครเป็นพยาบาลหรือหมอแล้วเนื่องจากใส่เสื้อยืดเหมือนกันหมด แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถรู้ได้ว่าในเป็นคนที่ทำงานอยู่ใน สถาบันมะเร็ง

หมอสั่งตรวจเป็นหางเว้า เมื่อเข้าถานตอน หา RC ใน แลนลี้ เลยพี่น้อง ครับกว่าจะเสร็จก็ 12.00 น. พอดี
คุณพยาบาลแจ้งว่า ให้ไปเขา ชิบ และ ฟีลม์ การตรวจจาก กรุงเทพพยาธิ อีก แล้วก็กับไปให้ ร.พ.ช่วยเอ็ก ช่องท้องให้ด้วยเนื่องจาก ทางสถาบันต้องรอคิวประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย (ในใจคิดขืนรอตูตายแน่)

ออกจาก สถาบันมะเร็ง วิ่งไปไม่ใช่ไปรถรับจ้าง ครับ กรุงเทพพยาธิ บอกว่าให้มารับ ชิบ และ ฟีลม์ ในวันที่ 6 มกราคม 2010 จากนั้นกับไปที่ ร.พ.บำราศ แจ้งให้ทราบว่า ทาง สถาบันขอให้เอ็กช่องท้องให้ พอดีคุณหมอท่านยังอยู่พบดีจึงดำเนินการทำเรื่องและเซ็นให้ ทันที แต่พี่น้องครับ คิดได้วันที่ 22 มกราคม 2010 ซึ่งเราถามว่าเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ตรวจสอบแล้วได้วันที่ 13 เวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นเวลานอกเวลาทำการของ รพ.บำราศแล้ว จะคิดเงิน 100 บาท เลยต้องไปว่าได้เลยไม่มีปัญหา

จากนั้นก็กับบ้านเข้าหาอาจาร์  Google เลย ได้มามากมายครับ ทั้งชนิดของมะเร็ง วิธีการดำเนินชีวิตทั้งหลาย พร้อมสมุนไพรที่พบจะช่วยได้
ชนิด ขอมะเร็งต่อน้ำเหลื่องที่ "รู้ว่าเราเป็นแบบ Non - Hodgkin's Lymphoma"

 

ณ.วันที่ 30 ธันวาคม 2009 "สื่อความรักจากแม่ที่มีให้ลูก"

เช้าขึ้นมา ส่งลูกและมาทำงานปกติ เย็นกับบ้าน เวลาประมาณ 18.00 น.
ถึงบ้านเวลา 18.50 น.เร็ว โคต รถไม่ติด

เวลาประมาณ 19.00 น. แม่ผมโทรมาหาแล้วถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า
รู้สึกไม่ค่อยดีเลย

เราก็ตอบไปไม่ให้ท่านเป็นหว่าง ไม่มีไรครับแม่ สะบายดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหานะครับ

แม่บอกว่า ให้ระวังต้วนะ จะไม่สะบาย หรืออาจต้องเปลี่ยนงานในเร็วๆ นี้ จากนั้นก็ไม่มีอะไรว่าสายไป

และก็ถามภรรยาว่าคุณโทรไปหาแม่มาหรือเปล่า ภรรยา ตอบว่าไม่ได้โทร เลย

เลยตัดสินใจโทรไปหาพี่สาวคนที่1 ที่อยู่กับแม่ และบอกว่าเราเป็นอะไร พี่สาว คนนี้เป็นคนใจเย็นและมีความคิดที่รอบคอบมาก(ยกให้เป็นแม่คนที่ 2 ได้เลย ครับ) พี่บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวนี้รักษาได้อยู่แล้ว (ในใจคงคิดอยู่ว่าจะช่วยน้องอย่างไรดี )
เราเลยคุยกับพี่ว่ายังไม่ได้บอกใครและไม่อยากบอกแม่กลัวแม่เสียใจ พี่จึงบอกว่าแม่ ร้องไห้มาประมาณ 2 สัปดาแล้วและบอกว่าจะมีเรื่องร้ายกับตัวเราในไม่ช้านี้ ซึ่งยังไม่รู้จะช่วยเราได้อย่างไร ทำให้เราตกใจมากและบอกพี่สาวว่าจะบอกพี่สาวคนที่2 อีกคนเท่านั้น และอย่าเพิ่งบอกใครเพื่อไม่ให้จิตใจ คนที่ทราบเรื่อง แย่เดี๋ยวจะไม่สะบายกันเปล่า จนกว่าหาช่องทาง ได้ชัดเจนก่อน

"น่าส่งสัยมากที่ แม่รับรู้ได้รวดเร็ว กว่าเราเสียอีก"

 

"แล้ววันปีใหม่ก็มาถึง"
วันนี้ไปพบ เพื่อนที่ทำงานภรรยา ทุกท่านถามเหมือนกันหมด อ่อนเพลียไหม
ตอบเหมือนเดิมเลย เฉยๆไม่มีไรบอกติครับผม

และแล้ววันนี้ก็ได้รู้จักสมุนไพรว่าน พญาวานร เลยตังใจจะหามากินไปก่อนไปพบหมอ
ก็ดีว่ารอเวลาไปเฉยๆ นะครับ แต่หาไม่ได้ง่ายๆ เนื่องจากไม่รู้แหล่ง

อืมลืมบอกไปปีใหม่ปีนี้ ไปกินข้าวกับใครก็กินแต่ ปลากระพงหนึงมะนาว ครับท่าน

ก็ดียังมีความสุขในวันปีใหม่ได้ตามปกติหรืออาจจะดีกว่าทุกปีด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่ภรรยารู้ว่าเป็นอะไร เลยไม่ค่อยโบ่นเท่าไร กลัวเราเคลียด นะครับ
"ในวิกิตย่อมมีโอกาสเสอม"
 

วันที่ 2 มกราคม 2010 "เหมือนชะตาพาให้พบกัน"

ณ.หลังวันปีใหม่ ไปบ้านภรรยาที่ ลพบุรี เมืองลิง

ณ.ที่นั้นเองไม่น่าเชื่อ ใต้ต้นไม้ที่ผมชอบไปผูกแปนอนนั่นเอง มีต้นพญาวานร อยู่ เต็มเลย
ซึ่งผมก็ไม่เคย เห็นดูแต่ในรูปตาม Wap และแล้วก็คุยกับ คุณอาเล็ก และแก่ก็ถามว่าเป็นอย่างไร ไปผ่าทอมซินมาหายยัง เราเลยบอกว่าหายแล้ว แก่ถามต่อว่าแล้วผลการตรวจชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร จึงบอกแกไปตามตรงว่าเป็น
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งภรรยาผมก็ถามคุณอาเล็ก ต่อว่ารู้จัด ต้น "ฮวาน-ง๊อก" หรือไม่ซึ่งผมต้องบอกว่า เป็นสมุนไพร เรียกว่า "พญาวานร" ซึ่ง คุณอาเล็ก ก็เลยคุยกับคุณอา อีกท่านจำชื่อไม่ได้ ซึ่งเป็นท่านบอกว่านั่นไงที่ข้างๆนั้นละ เราเลยหันน่าไปมองแล้วก็คิดถึงภาพในน่าจอคอมพิวเตอร์ ใช้ด้วย เลยถามคุณอา ว่าได้มาอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าใช้แน่ ท่านบอกว่าก็ พี่นี พี่สะใภ้คนดี นำมาปลูกไว้หลายปีแล้ว และยังมี ใส่กระถางไว้อีก ด้วย 555 งานนี้ ยกกระถาง กับนนทบุรีเลย ไม่พบครับ ตัดใบจากต้นที่อยู่กับพื้นดินกับมากินได้อีกประมาณอาทิตย์ เลยครับพี่น้อง
เท่าที่อ่านสรรพคุณก็ใช้ได้เลบที่เดียว
ตอนนี้ทานทุกวันเลย 7 ใบก่อนอาหาร เช้าและเย็น
หากทานแล้วได้ผลดีจะบอกนะเพื่อนๆ
และเราก็ได้มันมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนได้ อิอิ "ไม่รู้มีใครอิจาหรือเปล่านะ"

วันที่ 5 หรือ 6 มกราคม 2010 "วันที่เพื่อ MLW รับรู้เป็นคนแรกและคนที่สอง"

จำไม่ได้ว่าวันไหนแน่ คืออันนี้มั่วไม่ได้เนื่องจาก เป็นวันที่ บอกให้เพื่อน MLW รู้เป็นคนแรกเมื่อเจอที่สีลมวินเร็ด
และก็คนที่ สอง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการใช้สิทธ์ประกันสังคมของเรา และสิทธิ์ราชการที่ภรรยามีอยู่ หากต้องการเข้ารักษาตัว

เพื่อนคนแรก พี่ต้นครับ เนื่องจากเราทำงานอยู่ตึกเดียวกัน เมื่อไปทานสุกี้ ได้พบพี่ต้น เลยคุยกันตามภาษา เพื่อแก่ เพื่อเก่า พบพี่ต้นถามว่าเป็นไงบ้างก็บอกพี่ต้น น่าตาเฉยว่าเป็นมะเร็ง พี่ต้น ทำถ้าตกใจ และบอกว่าเพื่อเราที่จากไประหว่างเรียนจำกันได้ไหมครับ ก็คุณโอ๊ด (ที่ถือว่าเป็นอาจารย์คนหนึ่งของผมนั้นเอง) เป็นโรคเดียวกับผมเลย แต่เป็นก่อนผม 3 ปีนะ พี่ต้นบอกว่าให้สู้ เราก็ตอบพี่ขอไปว่าอยู่แล้วพี่ลูกยังเล็ก อยากเห็นทั้ง 2 คนเติบโต สู้อยู่แล้วพี่ เดียวรักษาตัวก็หายพี่

เพื่อนคนที่สอง เพื่อนเฟิลน์ ผู้ข้ำวอดอยู่ใน ร.พ. จุฬา ทั้งนี้เนื่องจากภรรยาผมได้ คุณกับอาจารย์ คู แล้วพบว่าที่จุฬาถึงขนาดมีชมรม คนที่เป็นโรคมะเร็งต่อน้ำเหลืองเลยที่เดียว ส่งใสว่าที่นี้ต้องแจ้ว แน่นอน เมื่อผมทราบจากภรรยา เลยโทรหา เพื่อนเฟิลน์ เพื่อสอบถามถึงสิทธ์ราชการของภรรยา เพื่อนตอบได้ดีมากเลยครับ "หนูไม่ทราบเหมือนกันพี่พบดีหนูอยู่ฝ่ายงบประมาณค่ะไม่ได้อยู่ ฝ่ายออกสิทธ์ แต่เดียวหนูถามให้นะพี่ และพี่ต้องการให้หนูช่วยอะไรพี่บอกได้เลยค่ะถ้าหนูช่วยได้หนูทำให้ทุกอย่าง" (พี่เขียนเว้อไปเปล่าน้องเฟิลน์)  สู้ๆนะพี่

เราสู้อยู่แล้วน้องพี่เต็มที่เลย (ไม่มีทางเลือกแล้วนี่หว่า  แลบลิ้น )

"ขอบคุณกำลังใจจากเพื่อทั้งรุ่น MBA MLW 1 "

วันที่ 7 มกราคม 2010 "หลังจากพี่สาวทั้งสองของผมเงียบไปหลายวัน"

วันนี้แต่เช้าซึ่งกำลังไปทำงานพี่สาวคนทีสอง(พี่ดี)โทรมาหาบอกว่า มีแพทย์ที่มีฝีมือในเรื่องมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่หนึ่งท่านซึ่งตรวจสอบแล้วรักษาหายมาหลายคนแล้ว (เป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้ทันทีเนื่องจาก พี่ดีมี คอนแนกชั่น ดีที่สุดในจำนวน 3 คน พี่น้อง) และอีกหนำซ้ำเป็นข้อมูลเดียวกับที่ภรรยาผมได้มา เลย ท่านอยู่ที่จุฬาครับ พี่สาวแจ้งให้ทราบว่าตั้งแต่ที่ทราบเรือง พี่ทั้งสองของผมไม่ได้หลังได้นอนกันเลยทุกคนหาข้อมูล ไอ้เจ้า มะเร็งต่อมนำเหลืองกันใหญ่ ซึ่งไม่หน้าเชื่อครับผมมีข้อมูลน้องกว่า พี่ทั้ง 2 ท่านของผมอีก

พี่ดีบอกว่านัดหมอให้แล้วได้วันที่ 22 มกราคม 2010 ที่จุฬา และพบว่าหมอจะเข้าเซ็นหลุยในวันที่ 10 มกราคม 2010 และบอกผมว่า ให้ไปเซ็นหลุยในวันที่ 10 เพื่อเข้าพบหมอ หากไม่พบก็ต้องลงวันที่ 22 ผมตกลงทันทีที่จะไปเซ็นหลุยในวันที่ 10 มกราคม 2010 ครับ

จากนันพี่สาวคนโตโทรเข้ามาหาอีกซึ่งท่านรู้อยู่แล้วว่าผมมีภาระมาก พี่หน่อยบอกว่าให้ไปหาเลยไม่ต้องห่วงเรืองค่าใช้จ่าย เท่าไหรก็ได้แต่เธอต้องหายพี่ยอม เราก็ขอบคุณพี่ไปตามธรรมเนียม และบอกไปว่ามีประกันสังคมอยู่ไม่น่าห่วง แต่พี่หน่อยก็ยังหว่างอยู่ดีเนื่องจากมันช้ามาหากใช้สิทธิ์ ประกันสังคม เลยคุยกันว่า หากจำเป็นต้องการความเร็ว แล้วค่อยจ่าย จะดีกว่า (พีหน่อยเป็นคนดีจริงๆ คอยช่วยเหลือผมตั้งแต่เล็กจนโต)

พอว่างสายจากพี่หน่อยแม่โทรมาพูดเหมือนรู้ทุกอย่างละบอกว่า เองต้องหายลูก (ทั้งที่ท่านยังไม่รู้เลยว่าผมเป็นอะไร) น่า งง มากๆ ครับ เลยบอกแม่ไปว่าวันที่ 10 มกราคม 2010 ได้นัดกับพี่ทั้ง 2 เพื่อไปตรวจสอบว่าเป็นอะไรให้ชัดเจน จากนั้นแม่ก็ให้พร ผมก่อนที่ผมจะรับพร และว่าสายไป
หลังเลิกงานเพื่อนเฟลิน์ โทรกลับมาแจ้งเรื่องสิทธิ์ ว่าต้องใช้สิทธิ์ตัวเองก่อน ไม่สามารถใช้สิทธิ์ของภรรยาได้
จากนั้นก็ขอบอกขอบใจน้องเฟลิน์ไป ก็ทำใจแล้วงานนี้หมดตัวแน่นอน แต่ก็สู้นะ

"เพราะเงินทองหาใหม่ได้แต่ถ้าลูกไม่มีเรา ลูกจะไปหาพ่อที่ไหนได้ จริงเปาะ"

วันที่ 10 มกราคม 2010 "วันที่เสียตุยเป็นครั้งแรกก็มาถึง"

วันนี้เป็นวันที่ภรรยาผมต้องไปราชการต่างจังหวัด ตั้งแต่ เวลา 4.00 น. ตั้งแต่ภรรยา ผมทราบว่าผมเป็น มะเร็ง เธอบอกว่าจะไม่แล้ว ผมบอกเธอว่าให้ไป ไปทำงานให้เต็มที่ก่อนที่จะกลับมาลำบากด้วยกันอีกพี่ยังต้องรักษาตัว ช่วงนั้นเธอคงไม่สามารถไปไหนได้อีกนานแน่นอนตอนนี้ เธอจึงยอมไปราชการต่างจังหวัด


แต่เช้าไปส่ง ภรรยาที่ทำงานเพื่อขึ้นรถบัสไป ช.ม.
จากนั้นกับบ้าน อาบน้ำ หุงข้าว อุ่มกับข้าว เตรียมพร้อมให้ลูก
ปลุกลูกชาย คนโต อาบน้ำ ทานข้าว
ปลุกลูกชาย คนเล็ก อาบน้ำ ทานข้าว
โชคดีมากครับ วันนี้ไม่งองแง (เนื่องจากผมบอกว่าเร็วเดียวไปเที่ยวกัน)
จากนั้นเวลา 06.00 น. ออกจากบ้านไปบ้านพี่ดี เพื่อรับพี่เขาไปด้วยกัน
แล้วก็ไป รพ.เซ็นหลุย และวันนี้ผมยังไม่ทานอะไรเลย เนื่องจากคิดว่าต้องเจะเลือดแน่นอน และก็ใช้ครับ
หลังจากรอคิว เจะเป็นที่เรียบร้อย ก็ไปหาไรกินกับพี่ดี ดูแล้วกินได้แค่สลัดอย่างเดียวครับ
ส่วนพี่ดีก็กิน แซนวิดไป และพี่หน่อยก็ตามมาสมทบทีหลัง ในขนาดที่ เจ้าลิง 2 ตัวของผมวิ่งเล่นไปทั้ง ร.พ. แล้ว อิอิ

จากนั้นนั่งคอยคุณหมออยู่สักพัก ก็ได้พบกับท่านซึ่งผมเข้าไปกับพี่ดี และส่งผลตรวจชิ้นเนื้อให้คุณหมอ ดู
คุณหมดบอกว่า เราเคยพบกันหรือยัง ผมบอกว่ายังครับผมมาพบคุณหมดเป็นครั้งแรก คุณหมอไม่พูดกับผมแล้ว
ท่านให้ พยาบาล ส่งกระเขียนจดหมายให้ทาง ร.พ.จุฬา รับตัวผมเข้า ร.พ. ในวันที่ 20 มกราคม 2010 และหันมาถามผมว่ามีอะไรเบิกได้หรือไม่ ผมได้แต่บอกว่ามีประกันสังคมอยู่ที่ สถาบันบำราศ ที่ผ่านตัดทอมซินไป ครับ ทันใดนั้นคุณหมอ บอกพยาบาลว่าขอกระดาษอีกผ่าน ท่านเขียนจดหมาย ไปขอให้ทาง สถาบันบำราศ ส่งตัวผมมาที่ ร.พ.จุฬา ทันที  และบอกถึงขั้นตอนทุกอย่างที่ต้องทำการรักษา ซึ่งผมตกใจมากเนื่องจากผมต้องทำการรักษา 6 ชุด ซึ่ง แต่ละชุดต้องหยุดอยู่กับบ้าน เป็นอาทิตย์เนื่องจากหลังให้ยาแล้ว ภูมิคุ้มกันจะต่ำมาก ทำให้อาจติเชื้อได้ง่าย และโดยปกติการรักษาแต่ละชุดไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่ก็ต้องสู้ครับทำไงได้
และคุณหมอสั่ง ทำ CT Scan ทันที เนื่องจากหากทำที่ ร.พ.จุฬา ต้องรอนานมาก ได้ครับคุณหมอ

ออกจากห้องคุณหมอมา เช็คว่าสามารถทำ CT Scan ได้เลยหรือไม่ ตรวจสอบแล้วว่าสามารถทำได้ห้องว่างอยู่พอดี เลยทำเลยครับ พยาบาลถามว่าแล้ววันนี้ทานอะไรมาแล้วหรือยัง "555 จะไปหรือครับยังคิดว่าเดียวต้องไปหาของเสริมอีกทีหนึ่งแล้วหลังจากตรวจเสร็จเนื่องกจากมีแค่ สลัดจานเดียวหิวจะตายแล้ว" ทางแล้วครบประมาณ 7.30 น พยาบาลบอกว่าต้องรอ 6 ช.ม. ค่ะเนื่องจากต้องให้ท้องว่างก่อนถึงจะทำได้ค่ะ
(โอ่ แม่เจ้ารู้อย่างนี้ไม่กินแค่สลัดแน่ครับ พูดง่ายๆ ว่าต้องอดอาหารและกับมาทำ CT Scan ในเวลา 13.30 น.)
ได้ครับ

จากนั้นพี่เขยตามมาสมทบกับหลานสาว ไปไหนดีหว่ากว่าถึง 13.30 น. ไปเซ็นทรัลเวล์น ดิดีสุด
ไปก็ไป พบดีงานวันเด็กของ รัฐบาลยังไม่เลิกพบดี ถือโอกาศพาลูกเที่ยวันเด็กเสียเลย

ถึงเวลาเที่ยงต้องพาเด็กกินข้าว กินอะไรดีลูกๆ ป้าๆ และ ลุง ลงความเห็น สุกกี้ ได้เลย
 อุ๋ย เรากินไม่ได้นี่หว่า เป็นที่หัวเราะของพี่ทั้ง 3 ไป ลูกก็ยังงง ว่าทั้ง 3 ท่านหัวเราะอะไร
ก็คุยกันว่าจะบอกแม่ให้ทราบได้หรือยังเนื่องจากมีช่องทางการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้ไม่กังวน
ตกลงบอกได้แล้ว ผมโทษบอกแม่ให้ทราบว่าเป็นอะไรแต่บอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะมีช่องทางรักษาเป็นที่แน่ชัดแล้ว แม่ทราบเรื่องก็สบายใจขึ้น

หลังจากทานกันเสร็จ (ยกเว้นผม) ผมให้พี่ดีและพี่เขย(พี่เต๋ย)พาเด็กเทียวอยู่ก่อนส่วนผมกับพี่หน่อยกับมาที่ ร.พ.เซ็นหลุย เพื่อทำ CT Scan 

เมื่อถึง ร.พ. พยาบาลพาไปห้อง CT Scan เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ไปเปลี่ยชุดเอาเสื้อผ้าออกให้หมดยกเว้นกลางเกงใน และไม่ให้มี โลหะอยู่ในตัวเลยนะครับ

ผมเปลี่ยนชุดและฝากขอทุกอย่างไว้กับพี่หน่อย แล้วเดิมเข้าห้อง CT Scan ไป เจ้าหน้าที่อธิบายขั้นตอนให้ฟังว่าครั้งแลกจะ ทำประมาณ 5 นาที

และให้ออกไปกินน้ำ เคลือบรังสี ประมาณ 1 ลิตร ประมาณ 1 ช.ม ห้ามปัสวะ เด็จขาด และจะสวน(ตุย) ด้วยเพื่อให้เห็นระบบทางเดินอาหารทั้งหมด

แล้วการทำครั้งแรกก็เกิดขึ้น รอบที่ 1 ผ่านไป รอบที่ 2 ผ่านไป นึกได้รอบที่ 3 แหวนยังไม่ได้ถอด เลยถอดแหวนว่างไว้ที่หัวเครื่อง CT Scan เสร็จพบดี "ทำไงได้ใส่แหวนไปแล้วนี่หว่า"

จากนั้นก็นำแหวนฝากพี่หน่อยไว้แล้วก็เริ่มกินน้ำเครือบรังสี 1 ช.ม หมด 1 ลิตร พบดี แต่ปวดฉี่ พบดีต้องอั้นไว
เดินเข้าห้อง CT Scan นอนลงเจ้าหน้าที่บอกว่าหันข้างครับ จะสวนทวาน และเธอก็เอาแท่ง"อะรูบอไร" เสียบ
เข้าไปอืมเลยพี่น้องเอ๋ย ไม่พบครับมืออีกข้าง เสียเข็มฉีดยาเตรียฉีดสี แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าจะสวนแล้วนะ พี่น้องครับ ฉี่ก็จะจุดๆอยู่แล้วยังเอาเข้าทาง...อีด้วยแล้ว ก็บอกเราว่าประมาณ 1 ลิตรครับเดียวจะเย็นช่องท้องนะครับ
แล้วความสุขก็เล่มต้น (สุขตรงไหนไม่รู้ งง)

พอทำเสร็จก็รีบเข้าห้องน้ำทันที่ไม่ ต้องเล่าต่อแล้วนะมันน่าเกลียดแล้ว

จากนั้นก็แต่ตัวไปกินข้าวแล้วก็กับมาเอาผลเพื่อนำ ไป ร.พ จุฬา วันที่ 20 มกราคม 2010
ค่าความสุขในครั้งนี้ ประมาณ 2,3000.00 ครับ

ผมก็ไปรับลูกที่เซ็นทรัลเวอร์ กลับบ้าน และพี่หน่อยก็แยกกับบ้านไปก่อนที่ เซ็นหลุย

 


“วันนี้มีความสุขที่สุดที่เห็นลูกทั้ง 2 เที่ยวอย่างสนุกสนาน”

 

 

วันที่ 11 มกราคม 2010 "ความแตกในที่ทำงาน"

เป็นวันที่ ผมตัดสินใจแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา ทราบ
เพื่อเตรียนรองรับสถานะการที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับงาน ในช่วงรักษาตัว

มาถึงก็มีแต่คนตามตัวให้ไปประชุม ต้องบอกปัดให้เด็กไปแทนหมด หรือเลื่อนได้ก็เลื่อน
เดินเข้าหาลูกพี่ (ไม่ใช้หลานผมนะ) เปลี่ยนเป็นหัวหน้าแล้วกัน แจ้งให้ทราบและเตรียม
หาคนมาเป็นทำงานแทนและให้เราถอยเป็นที่ปรึกษา

ซึ่งหัวหน้าไม่พูดเรื่องงานเลยบอกว่าให้รักษาตัวให้มากไม่ต้องสนใจงานมากนัก
แล้วจะรีบหาคนมาช่วย
แล้วก็คุยกัน และก็พยายามให้กำลังใจเรา อย่างมาก หัวหน้าบอกว่ากำลังใจสำคัญมากนะ
อย่าให้มันตกเด็จขาด

และตั้งแต่วันนั้น ห้วหน้ายิ้มให้ผมทุกครั้งที่พบกัน ตลอดเลยไม่ว่าจะมาถามเรื่องงานหรือไม่ก็ตาม


"หากหัวหน้าทุกท่านทำได้อย่างนี้ตลอดโดยไม่ต้องคอยลูกน้องป่วยก็จะดี นะทุกคน"

วันที่ 12 มกราคม 2010 "วันแห่งการปรับเปลี่ยน ร.พ."

เช้าวันนี้ผมลางานไป สถาบันบำราศ เพื่อขอให้ส่งตัว ไป ร.พ.จุฬา ตามจดหมายของ คุณหมอ
ที่ไปหาที่ ร.พ.เซ็นหลุย  และจะได้ขอยอเลิกการ Scan ช่องท้องในวันที่ 13 มกราคม 2553 ตามที่ได้นัดไว้ด้วย

พอพบน่าคุณหมอ ที่สถาบันบำราศ ท่านถามว่า "อ้าววันนี้มีอะไรทำไมถึงมา"

เราตอบว่า พอดีไปหาคุณหมอที่ ร.พ.เซ็นหลุย มากท่านแจ้งว่าต้องรีบดำเนินการรักษา จึงเขียนจดหมายมาให้คุณหมอ ช่วยทำใบส่งตัวของประกันสังคม เข้าไปที่ ร.พ.จุฬา เพื่อทำการรักษาในวันที่ 20 มกราคม 2553
แล้วผมก็ส่ง จดหมายให้คุณหมอ ท่านเปิดอ่านแล้วก็ถามว่า ร.พ.จุฬา รับแน่นอนนะ แล้วก็รีบเขียนใบส่งตัวให้ และบอก พยาบาลว่าให้ไปแจ้งยกเลิกการ Scan ช่องท้อง ในวันที่ 13 ด้วย

ออกจากห้องคุณหมอมา ต้องไปจุดงานประกันสังคมเพื่อลงทะเบียนการส่งตัว ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่า
จะทำการส่งตัวให้ 1 เดือน เท่านั้น (เราก็ งง เพราะโรคที่เราเป็นนั้นต้องรักษาตัวเกือบปี) เลยแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าเราเป็นโรคอะไร เจ้าหน้าที่ตอบว่าเป็นระเบียบ ค่ะ เนื่องจากเคยมีผู้ป่วย ย้าย ร.พ. ประกันสังคม แต่ยังนำใบส่งต้วไปใช้อยู่ จึงทำให้เกิดความไม่ไว้ว่างใจขึ้น แต่สามารถมาหาคุณหมดเพื่อขอใบส่งตัวใหม่ก็ได้ หรือพูดง่ายๆ มาขอทุกเดือนเลยแล้วกัน จะดำเนินการให้เป็นเดือนต่อเดือน
ก็เลยบอกเขาไปว่าระเบียบที่ออกมามันแปลกอยู่นะครับ น่าจะพิจารณาจากโรคด้วยครับ และหากได้รับการส่งตัวไปแล้วควรแจ้งที่สำนักงานประกันสังคมได้เพื่อไม่ให้เปลี่ยนสถานพยาบาล (ด้วยความคิดในการพัฒนาชาติ ของมหาบัณฑิต แห่งรามคำแหง "มันทำงานกันอย่างไรว่ะ) ไม่มีคำตอบจากเจ้าหน้าที่
เลยถามใหม่ว่าแล้วถ้าเดือนน่าผมต้องนอนอยู่ที่ ร.พ.จุฬา แล้วผมจะมาหาเพื่อขอใบส่งตัวใหม่ได้ไง
เจ้าหน้าที่ตอบว่า ก็ให้ใครมาหาคุณหมดก็ได้เพื่อออกใบส่งตัวให้ใหม่ไม่ต้องมาเองก็ได้ (งง ครับ)
ก็เลยไม่ถามแล้วเดื่อนน่าค่อยว่ากันใหม่แล้วกัน มันเป็นระเบียบนี้ไม่รู้ทำไงแล้ว

เลยถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการให้เสนอความคิดเห็นเพื่อแก้ไขระเบียบหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทำน่า งง และบอกว่าไม่มีค่ะ

วันนี้จึงจบด้วยการ ยกเลิกการ Scan ช่องท้อง และ
ได้ใบส่งตัว ตั่งแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2553 ไป ร.พ.จุฬา

"หนี้ละครับการแก้ไขปัญหาของคนไทย เมื่อไหรจะคิดแก้ไขปัญหาโดยการเห็นคุณค่าของชีวติ มากกว่าเงินทอง" ที่ ร.พ. ต้องศูนย์เสียไป (น่าจะจับไปเรียน MBA จริงๆ นะ คนคิดนโยบาย นี้นะ) แล้วเขาจะรู้ไหมว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตั้งแต่จุด งานทะเบียน พยาบาลหน้าห้องคุณหมอ และ คุณหมอ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ออกสิทธ์ และผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยต้องเสียเวลากันอีกเท่าไหร และค่าเดิมทางเท่าไหร "รวมแล้วชาติต้องศูนย์เสียกับเรื่องอย่างนี้ไปเท่าไหร่" (ไม่ได้เครียดนะ แต่คิดได้นะ เลยอยากเล่าให้ฟัง)

 

15 มกราคม 2010 "เมื่อเพื่อนอยากรู้"

วันนี้เราได้คำถามจากเพื่อน ซึ่งถามว่า "พี่อาการเริ่มแรกมันเป็นอย่างไร จะได้เช็คตัวเองได้"

เริ่มเลยแล้วกัน ในระยะปีที่ผ่านมาหลังที่ พวกเราได้เป็น มหาบัณฑิต แล้วมีอาการ เป็นแผลร้อนในบ่อยมากครับ
หา หมอ ร.พ. ...  ประจำ ทุกเดือน และถี่ขึ้น เป็นเดือนละ 2 ครั้ง หรือพูดง่ายๆว่า ยาหมดก็เป็นอีก นะครับ

เคยส่งสัยและถามคุณหมอ ที่ไปรักษาว่า จะเป็นมะเร็งหรือเปล่า
คุณหมอบอกว่า ไม่ใช้เนื่องจากแผนไม่ซ้ำที่กันเลย นอนดึงและ เครียด นะสิ

เราคิดว่าก็คงใช้ (ก็มันจริงๆ หนี้ หว่า) และอีกอาการที่มีร่วมด้วยเป็น พักๆ คือปวดศีษะอ่อน ข้างหนึ่งนะครับ

พอเดือน ตุลาคม 2009 มีอาการเป็นแผลร้อนในเมื่อเดิม และมี ทอมซิมอับเสบร่วมด้วย ครับ

คราวนี้ แผลหายครับแต่ ทอมซิมไม่ยุบครับ เลยไปหาคุณหมอ อีก ถึง 3 ครั้ง กินยาหมดไป 3 ชุด

ไม่หาย แม่เจ้าทำไงดี หมอ บอกว่า ตัดออกอย่างเดียว
เริ่มไม่มั่นใจในตัวคุณหมอ จากที่เดิมแล้วครับ
เราเลยไปหา รพ.ที่ 2 พูดเหมือนกันเลย (สงใสได้ยินตอนหมอที่ รพ.แรกพูดกับเราหรือเปล่า)
ไปหา รพ. ที่ 3 ลงความเห็นเป็นเสียเีดียวกันครับ

และด้วยความที่ต้องใช้เงินในการผ่าตัดอยู่หลายบาท (ไม่มีเงินจ่าย) เลยตัดสินใจไปใช้สิทธิ์
ประกันสังคม นั่นละครับ พี่น้อง


"แต่จากการอ่านข้อมูลและศึกษาจากที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นผมเลย ที่เหมือนกันแค่ทอมซินโตไม่ยุบเท่านันนะครับ"
 

 วันที่ 19 มกราคม 2510 "วันเกิดลูกชายคนเล็ก"

น้องเก่ง สุวิจักขณ์ ครบ 4 ควบเต็มแล้ว

เนื่องจากลูกชายคนนี้เกิดมาได้ ไม่ถึงปี พ่อก็ไปเรียน ป.โท แล้ว ผมเลยไม่ได้สัมผัด กับความรักที่มีให้ลูกในช่วงที่เรียนมากนัก ตั้งแต่เรียนจบ เลยรู้ว่าลูกคนนี้มีนิสัยคล้ายภรรยาผมมาก (ยกเว้นท่าทางและจิตใจนะ ชายเต็ม 200% ครับ)ช่วงปีที่ผ่านมาผมให้ความรักกับเขาเต็มที่ และวันนี้เป็นวันที่ ครบ 4 ควบของเข้า

เราตื่นกันแต่เช้า ตามปกติ ผมตื่นก่อน ประมาณ 5.00 น. อาบน้ำเสร็จ ก็เรียกลูกคนโต ลูกเพชร อาบน้ำ ภรรยาสุดที่รักก็ตื่น ทำกับข้าว ให้ผมและลูกๆ
วันนี้น้องเก่งไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ว่าไม่ใช้เพราะเป็นวันเกิดนะครับ เนื่องจากไม่สบายนะ เป็นหวัด อีกแล้ว
ผมกับลูกเพชร รับประทานอาหารกัน ภรรยาพาลูกเก่งอาบน้ำ แต่งตัวเพื่อไปที่ทำงานภรรยาแม่ไง (วันนี้ภรรยาไม่ต้องทำงานแน่เลยเพราะน้องเก่งป่วนแน่นอน) และวันนี้ผมไม่ต้องป้อนข้าวน้องเก่ง เดี่ยวภรรยาไปจัดการที่ทำงาน เลย ซำบายไป อิอิ

หลังจากส่งลูกเพชร ขึ้นรถตู้ ก็รับเดินไปดู พระเพื่อให้ลูกเก่งได้ใส่บาท ทำบุญ และแล้วก็มีพระมาพบดีครับ
ผมได้อุ่มลูกเก่งใส่บาทและสอนให้เขารู้ว่า การใส่บาทต้องถอนรองเท้า แล้วก็รับพร พระด้วย
คืนนี้ผมคงต้องพาลูกเก่ง สวดมนต์และกวนน้ำตาม ธรรมเนียมของบ้านผม

ยังไม่รู้ว่าจะมีวันเกิดของน้องเก่ง อีกกี่ครั้งสำหรับพ่อหรือไม่ ขอให้ทุกท่านตนักว่า "ในโลกความเป็นจริงไม่มีอะไรแน่นอน อยากทำอะไรดีดีก็ทำซะ ก่อนที่ไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆ (ต้องใช้วิชาการบริหารการเปลี่ยนแปลง มาช่วยเป็นอย่างมาก)"