ร่องรอยศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ดินแดนประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๘ ปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่มากกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค นอกเหนือจากการได้รับอิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์โดยการค้าขายกับอินเดียโดยตรงแล้ว ไทยยังได้รับอิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์มากจากแหล่งอื่น ๆ ด้วย หมายความว่า ถ้าดินแดนของประเทศไทยอยู่ใกล้กับดินแดนชาติใด ไทยก็รับเอาอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผ่านมาทางชาตินั้น ๆ ด้วย ดังนั้นร่องรอยของลัทธิทางศาสนาพราหมณ์ที่พบในประเทศไทยจึงมีรูปแบบที่ต่างกัน เมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาได้ปักหลักมั่นคงอยู่ในดินแดนประเทศเทศไทยเป็นการถาวรเป็นที่ยอมรับนับถือโดยทั่วไป รูปแบบของงานศิลปกรรมต่าง ๆ ในช่วงนี้จึงมีความคล้ายคลึงกันกับรูปแบบของอินเดียมาก (กนกวลี สุริยะธรรม, ๒๕๔๑ : ๗)
หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่บ่งบอกถึงศาสนาพราหมณ์ในดินแดนประเทศไทยคือ เทวรูปพระนารายณ์ศิลาค้นพบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี คาดว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียสมัยมถุราและอมราวดีตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๙) ปรากฏอยู่ โดยเฉพาะการถือสังข์ในพระหัตถ์ซ้ายล่าง และพระหัตถ์ขวาล่างแสดงปางประทานอภัย ยังค้นพบเทวรูปแบบนี้ในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีก ๒ องค์ (สุภัทรดิส ดิศกุล, หม่อมเจ้า., ๒๕๔๖ : ๑๑)
ร่องรอยของศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยปรากกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศดังเช่น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศาสนาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้าสู่ดินแดนแถบนี้โดยผ่านมาทางอาณาจักรเขมร (เจนละ) ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ ซึ่งมาพร้อมกับอำนาจทางการเมือง กษัตริย์องค์สำคัญคือ พระเจ้ามเหนทรวรมัน (จิตรเสน) ปรากฏจารึกที่พบที่ช่องสระแจง จังหวัดสระแก้วมีเนื้อความเกี่ยวกับเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ดังนี้
“พระเจ้าแผ่นดินองค์ใดปรากฏพระนามว่า ศรีมเหนทรวรมัน ทรงเป็นเสมือนพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้น ได้ทรงขุดบ่อน้ำนี้ อันมีชื่อว่าศังกร”
มีจารึกหนึ่งที่กล่าวถึงพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์คือจารึกวัดอูบมง พบที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ระบุพุทธศักราช ๑๕๓๖ ด้านที่ ๓ จารึกไว้ว่า
“ให้ถวายข้าวหนึ่งปรัสถะแก่พระศิวะ ครึ่งปรัสถะแก่พระพิฆเนศ ครึ่งปรัสถะแก่พระเทวี ครึ่งปรัสถะแก่พระวิษณุ 4 ปรัสถะแก่ผู้ที่บูชาพระศิวะ 4 ปรัสถะแก่ผู้ที่ตายแล้ว 7 ปรัสถะแก่พระคงคา 7 ปรัสถะแก่พระราชา 2 ปรัสถะในวันรุทระ 2 ปรัสถะแก่ชลหสกะ 2 ปรัสถะในวันสูรยะ 2 ปรัสถะแก่พระพรหม น้ำ 2 ขัน มะพร้าว 2 ผล หญ้ากลิ่นหอมสำหรับทำพิธีกรรม ทั้งหมดนี้พราหมณ์ผู้อยู่ในพิธีจัดไว้เรียบร้อยแล้ว” (อ้างใน บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๒๐)
จารึกสำคัญอีกชิ้นคือจารึกถ้ำเขาน้อย จังหวัดสระแก้ว ของพระเจ้าภววรมันที่ ๒ ถือว่าเป็นจารึกที่เก่าที่สุดในประเทศไทย กล่าวถึงการอ้อนวอนพระวิษณุในการทำศึกสงครามและยังกล่าวถึงเสนาบดีชื่อ เชยษฐปุรสวามีกล่าวคำบวงสรวงแก่พระวิษณุ ในการทำสงครามศรีมานิหะและศรีมนทาระในปี พ.ศ. ๑๑๘๐ (กนกวลี สุริยะธรรม, ๒๕๔๑ : ๘) ยังพบหลักฐานประเภทจารึกหลายหลักที่พบในเขตลุ่มแม่น้ำมูลของอิสานตอนล่าง และที่สระแก้ว นอกจากนั้นยังพบหลักฐานประเภทเทวรูป เช่นเทวรูปพระพิฆเนศที่พบในปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ และพระอรรถนารีศวร (พระศิวะรวมกับพระอุมา) ปางนั่งขัดสมาธิ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ พบที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
พราหมณ์ในยุคนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกเหนือจากทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมแล้ว ยังเป็นประกอบพิธีบรมราชาภิเษกด้วย ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกปราสาทหินเขาพระวิหาร จังหวัดศีรษะเกษ ระบุ พ.ศ. ๑๖๖๔ ความว่า
“ภควัตบาทกัมรเตงอัญดคุรุศรีทิวากรบัณทิต ได้รับอัญเชิญให้เป็นพระราชครูทำราชาภิเษก แล้วทำการบวงสรวงในการประกอบพิธีกรรมทั้งปวง (ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าแผ่นดิน) จึงพระราชทานนามว่า ภควัตบาทกัมรเตงอัญดคุรุศรีทิวากรบัณทิต ทรงถวายเสลี่ยงทองสำหรับเป็นที่นั่ง พร้อมทั้งผู้ชายเพื่อทำหน้าที่กางร่มและหาม (เสลี่ยงทอง) และทรงประสาทราชทรัพย์ เป็นต้นว่า หม้อทอง พาน ถ้วย กระโถน ช้าง ม้า ข้าทาส แก่พวกพราหมณ์ และพระราชทานสิ่งของแด่พวกบัณฑิตทุกชั้น ๆ พร้อมทั้งผู้เจ็บป่วยและผู้อนาถาทั้งปวง” (ศิลปากร, กรม, จารึกในประเทศไทยเล่ม ๔, ๒๕๒๙ : ๙๑)
ภาคตะวันออก พบร่องรอยของศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญบริเวณเมืองโบราณศรีมโหรสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพบกลุ่มเทวรูปสวมหมวกทรงกระบอกมีลักษณะคล้ายกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่าทางภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบเทวรูปพิฆเนศศิลาขนาดใหญ่ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๒ (กนกวลี สุริยะธรรม, ๒๕๔๑ : ๙)
ภาคใต้ อิทธิพลลัทธิความเชื่อ และศาสนาที่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียที่แพร่หลายเข้ามายังดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนั้น โดยมากมักจะมาพร้อมกับเรือสินค้าที่เข้ามายังเมืองท่าต่างๆ
ดังนั้นบ้านเมืองที่เป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการติดต่อกับภายนอกไม่ว่าจะเป็น เมืองตรัง เมืองไชยา และเมืองนครศรีธรรมราช จึงเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญ โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ และอาจจะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ ขึ้นไป เป็นเมืองประวัติศาสตร์และเมืองที่มีวัฒนธรรมและมีอิทธิพลด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และศิลปกรรมต่อเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ด้วยเหตุที่นครศรีธรรมราชมีสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ และมีตำแหน่งที่ตั้งทาง ภูมิศาสตร์อันเหมาะสมคือ ตั้งอยู่กึ่งกลางคาบสมุทรมลายู มีชายฝั่งทะเล และมีอ่าวที่เหมาะแก่การจอดเรือสินค้า จึงพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญ ทำให้ชุมชนพื้นเมืองได้รับอิทธิพลทางด้านอารยธรรมและศาสนาจากภายนอก ผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จนกระทั่งมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ดังมีหลักฐานเป็นโบราณวัตถุ อันเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ จารึกเขาช่องหุบช่องคอย ต.ควนเกย อ.ร่อนพิบูลย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวถึงพราหมณ์ในลัทธิไศวนิกาย จารึกวัดเสมาเมือง พบที่เสมาเมือง อำเภอเมือง จารึกราว พ.ศ. ๑๓๑๘ เป็นจารึกของพระเจ้าศรีวิชเยนทรราชา แห่งศรีวิชัย ข้อความบางตอนในจารึก อุปมาพระองค์ว่า เหมือนพระวิษณุองค์ที่ ๒ (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๒๑) นอกจากนั้นยังพบเทวรูป และศิวลึงค์ มากมาย ยังมีการสำรวจพบแหล่งชุมชนโบราณที่นับถือศาสนาพราหมณ์บริเวณ อำเภอสิชล และอำเภอท่าศาลา ตลอดจนมีตระกูลโบราณสถานที่สำคัญเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์อีกแห่งหนึ่งคือ โบราณสถานเขาคา ซึ่งเป็นภูเขาลูกโดดกลลางที่ราบมีร่องลอยชิ้นส่วนของฐานรูปเคารพสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเทาวลัยลัทธิไศวนิกาย บริเวณชุมชนโบราณโดยรอบเทวสถานนี้กำหนดให้อยู่ใน “ไศวภูมิมณฑล” มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (วนกร ลออสุวรรณ, ๒๕๔๑ : ๕) ในปัจจุบันนครศรีธรรมราชยังคงมีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ มีเสาชิงช้า พราหมณ์ที่สืบสายสกุลมาจากพราหมณ์อินเดียฝ่ายใต้สืบทอดศาสนาพราหมณ์และวัฒนธรรมประเพณีมายาวนาน
-------------------------------------------------
บรรณานุกรม
กนกวลี สุริยะธรรม. “ร่องรอยหลักฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖ที่พบในบริเวณชุมชนเมืองโบราณเมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์.” รายงานการศึกษาเฉพาะบุคคลศิลปะศาสตร์บัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑
สุภัทรดิส ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มติชน.๒๕๔๓.
วนกร ลออสุวรรณ. “ร่องรอยหลักฐานการนับถือศาสนาพราหมณ์ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖ที่พบในบริเวณชุมชนเมืองโบราณเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี.” รายงานการศึกษาเฉพาะบุคคลศิลปะศาสตร์บัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๑.
บำรุง คำเอก. รายงานการวิจัยเรื่องอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดีได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.
ศิลปากร, กรม จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ – ๕. กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร. ๒๕๒๙.
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง