ลังเลใจอยู่พอสมควรว่าจะเขียนเรื่องประสบการณ์ฝึกปฏิบัติการเจริญสติต่อดีหรือไม่ดีค่ะแต่บันทึกตอนนี้ขอยกให้เป็นเรื่องหนังสือตามวิถีแห่งชีวิตติดหนังสือของฉันก่อนนะคะ

         การมีโอกาสไปเรียนรู้เข้าถึงรสพระธรรมของฉันครั้งแรกก็เลือกใช้เวลาเจ็ดวัน  คนที่รู้ว่าฉันจะไปถามว่าทำไมไม่เริ่มที่สามวันล่ะ ไหวหรือ  แต่คนที่รู้อีกบางคนพูดว่าขอให้ผ่านสามวันแรกของเจ็ดวันนี้ให้ได้แล้วจะสบาย  ซึ่งคนที่รู้และพูดก็ถูกของเขาทั้งหมด ฉันผ่านประสบการณ์สามวันแรกมาได้แบบทุลักทุเลแถมบางเวลารู้ด้วยว่าสติเตลิด อย่างไรก็ตามหลังจากไปและกลับมาแล้ว เจ็ดวันนับเป็นเจ็ดวันที่ให้อะไรที่เป็นกำไรแก่ชีวิตฉันมากมาย จากจิตของเราที่ไม่เคยฝึกฝนถือว่ายังเป็นจิตระดับทารกหรือเตรียมอนุบาล จากคนธรรมดาใช้เวลาในวันๆ แบบธรรมดาสามัญ มีคุณค่าหรือไร้คุณค่าก็ไม่รู้ว่าแตกต่างกันอย่างไร เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ที่หลายคนคิดว่ามันเป็นสุภาษิตบาดใจลึกๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนบางคน เมื่อถึงเวลาผู้เป็นใหญ่ในรัศมีรอบข้างจะพิจารณาความดีงามให้ได้รับโบนัสพิเศษ ฉันเองยอมรับกับข้อกล่าวอ้างนี้ เช่นเดียวกับที่เคยรู้สึกไม่ค่อยดี ถึงความไม่เท่าเทียมกัน(พลเมืองชั้นที่หนึ่งเอย ชั้นที่สองเอย เฉลี่ยสิบปีได้สองขั้นบ้างล่ะ) ชนิดที่ผู้ใหญ่เคยปรารภสองคนกับฉันว่าฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย. (นี่ฉันกล้ามากเลยนะคะที่เปิดเผยสิ่งที่รู้มา ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริงสิคะ)

เอาล่ะ...รสชาติแห่งชีวิต มันผ่านไปแล้ว ^^ อีกไม่นานเราก็จากกันไป^^ไม่มีอะไรเที่ยง เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น

เจ็ดวันของฉันเป็นวันมหัศจรรย์คุณเชื่อไหมคะ

         ใครๆ ที่มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมแล้วกลับมาเล่าว่าได้เรียนรู้การปฏิบัติโดยการนั่งสมาธิ หลับตา เดินจงกลมอย่างช้าๆ มีจังหวะ หายใจเข้าหายใจออก พุทธโธ หรือยุบหนอพองหนอต่างๆ นั้น ทำให้ฉันเตรียมตัวเตรียมใจไปพบกับความเจ็บปวด (เอ๊ะ ทำไมคิดเช่นนั้น) การนั่งสมาธิทำให้เกิดเหน็บชา และฉันไม่เคยนั่งนิ่งได้เกินสามนาทีค่ะ ฉันก็นึกไปตามประสาว่า ไปแล้วต้องเตรียมใจนะ ถ้าจะเจอกรรมเก่าที่ตัวเองเคยทำไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหน ยิ่งเป็นคนที่อ่านหนังสือแนวนี้ไปล่วงหน้าเยอะมากแล้ว (นึกว่าเป็นคนกลัวผีใช่ไหมคะ กลัวเหมือนกันนะคะ) จะได้พบอะไรบ้างสุดแท้แต่คนๆ นั้นทำกรรมอะไรไว้ ปรากฏว่าฉันไม่พบอะไรน่ากลัว นอกจากอาการเจ็บกาย เจ็บกาย(เหน็บชาที่ฉันวิตกกังวลเป็นอันมาก) แล้วหายไป เพราะฉันเกิดความคิดแว้บขึ้นมาว่า เอาล่ะเป็นไงก็เป็นกัน ฉันคิดถึงคำสามคำ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กายไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็เหมือนไม่ใช่ของเราจริงๆ ในชั่วเวลาขณะหนึ่งนั้น มันเป็นอาการที่...(ไว้จะเล่าในรายละเอียดค่ะ)

         จึงนับได้ว่าเจ็ดวันของฉันเปิดโอกาสให้ฉันไปรู้จักการเจริญสติ พัฒนาจิตใจที่มีสติระดับเด็กอนุบาลขึ้นสู่ชั้นประถม และรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ให้รู้ตื่นรู้เบิกบาน มีสติในขั้นที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไปได้อย่างไร ที่พระอาจารย์ท่านบอกว่า พัฒนาให้จิตอยู่เหนือเวทนา ฉันยังจำบทสรุปในท้ายชั่วโมงของวันสุดท้ายได้ถึงสิ่งที่พระอาจารย์ยกตัวอย่างจากสิ่งของต่างๆ ให้แทน ใจ กาย หู(ได้ยินได้ฟัง) ตา(มองเห็น) จมูก(ได้กลิ่น) ลิ้น(ได้รับรส) และการปรุงแต่ง และเราควรอยู่ตรงไหน

         เจ็ดวันระหว่างศึกษาปฏิบัติ ไม่ได้เป็นตามที่เตรียมใจไว้เลยสักนิดเดียว ฉันไม่เคยรู้เห็นมาก่อนว่าการปฏิบัติธรรมมีมากกว่าวิธีที่เคยอ่านหนังสือ หรือที่เคยเห็นตามสื่อประชาสัมพันธ์ นี่ฉันไปหลบอยู่ที่ไหนมานะ ถึงเพิ่งจะได้พบและทำความรู้จักกับการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติแบบยกมือสร้างจังหวะ และการเดินธรรมดาๆ แต่มีสติ (ต้องรู้อิริยาบถย่อยด้วย ให้มีสติไปกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้งสี่ ยืน ดิน นั่ง นอน :- จากหนังสือ งานของมนุษย์ และวิธีการของท่านผู้รู้ หน้า51)

         ฉันไม่เคยเห็นหนังสือธรรมะที่สอนวิธีการนี้มาก่อนทั้งที่อยู่เฝ้าขุมทรัพย์มากมายมหาศาล ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน แต่ในระหว่างการฝึกฝนการเจริญสติ ซึ่งก็ทราบว่าเป็นการมาเพาะเมล็ดพันธุ์ของการเรียนรู้ทางพุทธศาสนา กลับไปแล้วจะต้องศึกษาเพิ่มเติม

         อันดับแรกฉันตั้งใจไปร้านหนังสือ เพื่อหาซื้อหนังสือที่สอนแนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ บนความเชื่อว่าฉันมาถูกทางและถูกจริตกับการปฏิบัติที่เป็นธรรมชาติกลางๆ และเป็นเรื่องแปลกมาก เมื่อกลับจากการไปปฏิบัติธรรม ฉันกลับพบว่าในบ้านของคุณแม่มีหนังสือ ชื่อ “สติเคล็ดลับมองด้านใน” เป็นหนังสือคู่มือเจริญสติ ที่ถอดเทปคำบรรยายของหลวงพ่อพุทธยานันทภิกขุ ที่ได้เทศนาในโอกาสต่างๆ  ซึ่งจัดพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2538 ส่วนเล่มที่คุณแม่ฉันมีและท่านให้ยืมมาอ่าน เป็นฉบับพิมพ์ใหม่เดือนธันวาคม 2550 โดย กองทุนเผยแพร่ธรรม วัดแพร่แสงเทียน จ.แพร่

         และจากร้านหนังสือ ฉันพบหนังสือสองเล่มที่เลือกนำมาประกอบการปฏิบัติต่อค่ะ  เล่มหนึ่งคือ “งานของมนุษย์ และวิธีการของท่านผู้รู้” พิมพ์ครั้งที่ 6 โดยสำนักพิมพ์ธรรมดา เป็นหนังสือที่ถอดความจากแถบบันทึกเสียงที่หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เทศน์อบรมพระภิกษุ-สามเณร และญาติธรรม เล่มต่อมาคือ "ศรัทธา หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง" ซึ่งสำนักพิมพ์ธรรมดาได้รวมคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ส่วนอีกเล่มหนึ่งคือ “เคลื่อนไหวไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(ภายใน 7 วัน)”เป็นบทบรรยายธรรมโดย พุทธยานันทภิกขุ พิมพ์ครั้งที่ 6 โดย กองทุนเพื่อนสติ ภายในสองปี (พ.ศ. 2551-2552) เช่นเดียวกับเล่มแรกที่คุณแม่ฉันให้ยืมมา ทั้งนี้และทั้งนั้นฉันยังได้พิสูจน์กับตัวเองด้วยว่าการอ่านหนังสือธรรมะเพื่อการปฏิบัติ หากผ่านการฝึกมาบ้างจะทำให้เข้าใจเข้าถึงรายละเอียดต่างๆ ในหนังสือมากขึ้น

การเจริญสติเจริญสมาธิ ก็เพื่อที่จะพัฒนาให้เกิดตัวรู้ตื่นตัวเบิกบาน ให้เข้ามาแทนที่ของความรู้สึกที่เป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นความรู้ตื่นเบิกบาน เพราะเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า เวทนาก็คือตัวทุกข์นั่นเอง (จากหนังสือเคลื่อนไหวไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม)

          หนังสืออยู่ในมือฉันอย่างน้อยสี่เล่มแล้วนะคะ เมื่อกลับมาแล้วมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานที่สนใจศึกษาปฏิบัติธรรมในแนวทางเดียวกัน พูดคุยกันแลกเปลี่ยนทรัพยากร(สารนิเทศ)ที่มีอยู่ในมือ ฉันจึงได้รับซีดีเสียงบรรยายธรรมที่มีเผยแพร่ทั่วไป รวมถึงแหล่งที่จะเข้าไปอ่าน ฟัง ดาวน์โหลดเสียงเพื่อเก็บไว้ฟังเวลาไม่ได้เข้าอินเทอร์เน็ตด้วยอีกมากมาย

บันทึกนี้จบด้วยเรื่องหนังสือธรรมะที่เพิ่งพบเจอเท่านี้ก่อนนะคะ.