ยา...น่าจะมีผลทั้งทางบวกและลบ

   ช่วงนี้อากาศเย็นทั้งเช้าและค่ำ สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้น เราต้องรักษาสุขภาพเพื่อต่อสู้กับอากาศเย็นทั้งเช้าและค่ำ

   เมื่อวาน หลังจากไปงานรับปริญญาตรีของเพื่อน โดยเป็นมือกล้องจำเป็นให้ แต่คงไม่เอาทะเลอ่าวไทยเท่าไร หลังจากกินอาหารตอนเย็นกันเรียบร้อย เพื่อนท่านนี้ก็ยังอุตส่าห์มาส่งถึงประตูน้ำพระอินทร์ เขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากหลักสี่ อันที่จริงไม่ลำบากเลยกับการที่จะต้องใช้รถโดยสาร

   หลังจากถึงห้อง ทำภาระกิจบางอย่าง ผมคิดว่า คืนที่ผ่านมาทำไมมันคันผิวเหลือกำลัง คืนนี้เห็นทีต้องกินยาแก้แพ้ เพราะคิดว่าน่าจะแพ้ จึงแกะยาออกจากแผงเป็นจำนวน ๒ เม็ด อมน้ำแล้วใส่ยาลงไปก่อนจะกลืนอย่างง่ายดาย ไม่นานนักก็สลึมสลือ จึงเข้านอนและตื่นจากภวังค์ด้วยเวลา ๖ โมงเช้า ตามเสียงนาฬิกาในโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ธรรมดาว่า การแช่เป็นปกติของคนขี้เกียจ จวบจน ๗ โมงเช้า อาบน้ำ แต่งตัว แต่ว่า.....ทำไมมันสลึมสลือแปลกๆ

  กินโลตีที่ซื้อมาจาก มสธ. เมื่อวานตอนเย็น ปั่นจักยานออกไปซื้อนมกล่องมาดื่ม และเตรียมตัวไปคุมสอบ ระหว่างคุมสอบในช่วงเช้า ก็ยังสลืมสลือ คิดว่า น่าจะเป็นฤทธิ์ยาที่ยังไม่หมด อันนี้ เขาน่าจะเรียกว่า "เมายา" แน่ๆ แต่ยังดีที่ควบคุมสติอยู่ ไม่ถึงกับบ้า (บิ่น) ไปทำอะไรที่เกินมนุษย์มนา อาการเมายานี่ ค่อนข้างจะทรมาน นั่นนะสิ เขาจึงบอกว่า ห้ามขับรถ อาการแบบนี้ ดูแล้วน่ีาจะอันตรายแน่ๆ หากควบคุมสติไม่อยู่ นั่นก็แสดงว่า เกือบไปแล้ว เมื่อเช้าปั่นจักรยานในมหาวิทยาลัย หากหลับในละก็ จักรยานคงลงข้างคูน้ำแน่ๆ

  สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ผมมีความเชื่อว่า ยาแต่ละตัว แม้ว่าจะให้ผลดีต่อร่างกาย ขณะเดียวกัน น่าจะมีผลร้ายในระยะยาว หรือไม่ก็ผลกระทบจากตัวยาในปัจจุบัน เช่น อาการง่วง เหงา ซึม เศร้า เป็นต้น แต่นั่นแหละ ยาบางประเภทกินแล้วเป็นบ้า ก็ต้องห่างไกลยาแบบนั้นเข้าไว้ เพราะมิฉะนั้น เราจะเป็นบ้า