• ตลอดเวลาประมาณ ๔ ปี ระหว่างเรียนชั้น ม. ๖ – จุฬาฯ ปี ๑ ผมเรียนลูกเดียว    ตั้งหน้าตั้งตามุมานะเรื่องเรียนวิชาความรู้จากครู จากโรงเรียน และจากมหาวิทยาลัย   เรียกว่าชีวิต ๔ ปีนี้ผมมีวิชาเป็นสรณะ 
• ตอนอยู่ ม. ๗  หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ชั้นเตรียมอุดมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ผมก็แอบไปดูหนังสือและสมุดเรียนของพี่วิรัช ซึ่งเรียนอยู่ก่อนผมหนึ่งปี   ผมไปหาซื้อหนังสือกวดวิชา เฉลยข้อสอบ ตำราเรียนเสริม ฯลฯ ทุกเล่มเท่าที่มี เอามาอ่านหมด   เพื่อนๆ แนะว่าน่าจะไปกวดวิชาเรียนควบ และสมัครสอบเทียบ ม. ๘ แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเลย   มีการพูดถึงคนที่ทำแบบนี้แล้วสอบเข้าแพทย์เชียงใหม่รุ่นแรกได้   ถูกพูดกรอกหูเข้าบ่อยๆ และหลายๆ ตัวอย่าง ผมก็ไปเรียนกวดวิชา   ที่โรงเรียนกวดวิชาสหบัณฑิต   อยู่ที่วัดมหรรณพาราม    ซึ่งเขาบอกว่าเป็นโรงเรียนกวดวิชาที่ดีที่สุด อำนวยการสอนโดย อาจารย์ (พันเอก) คณิต มีสมมนต์ จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า    อาจารย์สอนส่วนใหญ่มาจากโรงเรียนนายร้อยฯ    จากโรงเรียนเตรียมฯ ผมนั่งรถเมล์บุญผ่องสาย ๑๗ ไปลงที่สี่แยกคอกวัว   แล้วจึงเดินไปที่วัดมหรรณ์   เข้าใจว่าเรียนระหว่าง ๕ โมงเย็นถึงสองทุ่ม   ชั้นเรียนห้องผู้ชายแน่นมากและไม่เป็นระเบียบ   มีเพื่อนมาชวนบอกว่าห้องผู้หญิงคนน้อยและเป็นระเบียบกว่า    เราไปนั่งเรียนข้างหลังก็ดีกว่าจริงๆ แต่ก็ตกเป็นเป้าสายตาสาวๆ    เด็กนักเรียนที่เครื่องแบบติดตราพระเกี้ยวนี่เป็นเป้าสายตาคนที่รู้ความยากในการสอบเข้า    ยิ่งเขาไปลือกันว่าผมเป็นเด็กห้องคิงก็ยิ่งเป็นที่น่าสนใจ
• ในห้องเรียนผู้หญิงมีนักเรียนโรงเรียนอัมพรไพศาลกลุ่มใหญ่ เจี๊ยวจ๊าวพอสมควร   ตอนหลังก็มีคนหนึ่งมาบอกว่าเพื่อนของเขาคนหนึ่งชมว่าไม่น่าเชื่อว่าคนรูปหล่ออย่างผมจะเรียนเก่งด้วย    ผมก็เคลิ้มไปเหมือนกัน   ตอนหลังภรรยาผมบอกลูกๆ ว่าตอนหนุ่มๆ พ่อเขารูปหล่อมากนะ    ลูกๆ ไม่เชื่อ เอารูปให้ดู ลูกก็ว่านี่หรือพ่อ   แม่ผมบอกว่าเป็นธรรมชาติ คนหนุ่มคนสาวจะสวยและหล่อทุกคน   พอแก่ก็เปลี่ยนไป   อนิจจังไม่เที่ยง
• เรียนกวดวิชาไปพักหนึ่ง ผมก็หมดแรง ตัดสินใจไม่ไปสอบเทียบ   แต่ผมก็ยังไปเรียนกวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัยกับเขาในตอนปิดเทอมหลังสอบ ม. ๗   เป็นการเรียนเพราะอยากเรียน อยากรู้ว่าเขาเรียนอะไรกัน เรียนอย่างไร   ผมไม่ใช่แค่เรียนวิชา   แต่เรียนวิธีสอน เรียนตัวครู เรียนตัวเพื่อนและพฤติกรรมของเพื่อนที่เข้ามาเรียน    คล้ายๆ กับว่าผมต้องการหาตัวแบบของคนเก่ง คนดี   สำหรับเอาไว้ฝึกหัดตัวเอง    จะเห็นว่าผมเป็นเด็กไม่ฉลาด ที่คิดว่าความเก่งความดีมีรูปแบบตายตัว    พยายามเสาะหาจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะจากตัวอย่างของจริง    ความไม่ฉลาดแบบนี้น่าจะทำให้ผมได้ดูดซับเรียนรู้คน ความประพฤติ ความรู้สึกนึกคิดของคน   และใช้ประโยชน์ต่อมาได้ตลอดชีวิต   คือในใจผมมุ่งเรียนวิชา แต่ผมมีจิตใต้สำนึกที่ชอบสังเกตคน พฤติกรรมของคน และผลสำเร็จของเขา   ผมมารู้เอาตอนแก่ ว่านี่แหละคือการเรียนรู้ที่ดี   คือเรียนรู้จาการตั้งเข็มมุ่งปณิธานความมุ่งมั่น   แล้วหมั่นเสาะหาความสำเร็จของคนอื่นมาซึมซับเรียนรู้
• สรุปว่าตลอดเวลาประมาณสี่ปี ผมมีชีวิตอยู่กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเรียนวิชา   แต่ผมมาทบทวนตอนแก่ ว่าตอนนั้น (และตลอดชีวิต) ผมเรียนแนวทางดำรงชีวิต   แนวทางเรียนรู้ จากตัวอย่างดีๆ ควบคู่ไปด้วย   เป็นการเรียนแบบที่ตัวเองก็ไม่รู้สึกตัว    ผมเพิ่งมาตระหนักเมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่า วิธีที่ผมใช้เรียนจากตัวอย่างดีๆ นี้ เรียกว่า AI – Appreciative Inquiry

วิจารณ์ พานิช
๒๗ พค. ๔๙
วันครบรอบร้อยปีชาตกาล พุทธทาส ภิกขุ