ครูจึงต้องน้อมรับทั้งคำชมและคำติติง

 

            วันเด็ก วันครู แปลกมากที่ไม่มีวันผู้ใหญ่ เราเลยไม่มีโอกาสชื่นชมยินดี ว่ากล่าวตักเตือนผู้ใหญ่ได้เลย ตกลงผู้ใหญ่ลอยนวล เมื่อมีวันครู ครูจึงต้องน้อมรับทั้งคำชมและคำติติง

            เมื่อปีที่แล้วผมเขียนถึงครูของผมท่านหนึ่ง มีหลายคนบอกผมว่าอ่านแล้วน้ำตาไหล บ้างก็ว่าร้องไห้(แต่จะมีน้ำตาหรือไม่ข่าวไม่บอก อิอิ) ปีนี้ขออนุญาตที่จะไม่เรียกน้ำตา แต่จะเรียกน้ำลายหรือกำปั้นแทน นั้นก็คือผมบังอาจมาก????

http://gotoknow.org/blog/somdejmas/235428

http://gotoknow.org/blog/somdejmas/235691

           สมัยผมเป็นนักเรียน มีครูที่ผมรักและครูที่ผมไม่รัก(ในขณะเรียน แต่เวลาจะจากร้องทุกที) ครูที่ผมรักก็มักจะเป็นครูที่พูดไพเราะ ไม่ตี ไม่ดุ แต่นักเรียนสมัยก่อนไม่ว่าจะเกเร ดื้อ สักปานใดก็ตาม จะเกรง ไปจนถึงกลัวครูด้วยซ้ำไป ไม่ว่าครูจะดุจะตี ขนาดไหน นักเรียนสมัยนั้นยังจะให้ความรักเคารพครูอยู่ดี วันที่เราจะจบหรือวันที่ครูจะย้าย ต้องเป็นวันที่ทั้งนักเรียนและครูต้องร้องไห้หลั่งน้ำตา ผมยังจำภาพครูที่ร้องไห้ ในวันที่ผมจะจบจากโรงเรียนได้ดี ผมยังจำน้ำตาที่ไหลร่วงมาจากดวงตาครูได้ ขาดแต่ว่าจำไม่ได้ว่าน้ำตาครูไหลกี่หยดเท่านั้น

            ผมขอไหว้งามๆและขออภัยคุณครูทั้งหลายที่ไม่ได้เข้าข่ายที่ผมจะบังอาจไว้ก่อนนะครับ เอาเป็นว่าผมของวิพากษ์ ติง คุณครูจำนวนน้อย(หรือครูคนใดจะว่ามากก็ตามสบายนะครับ)ก็แล้วกัน

            ผมตั้งคำถามอย่างนี้ก็แล้วกัน 1.ทำไมเมื่อนักเรียนจะจบหรือต้องเลื่อนชั้นจึงต้องร้องไห้เมื่ออำลากัน 2. ทำไมครูต้องร้องในเหตุการณ์เดียวกัน ครูยุคนี้(บางคน ต่อไปผมไม่ต้องวงเล็บแล้วนะครับ) ไม่เคยรู้สึกว่าการที่เด็กจะจากไปหรือครูจะลา ไม่ใช่เรื่องเศร้า ไม่มีความพูกพัน จะด้วยเด็กไม่พูกพันครูหรือครูไม่พูกพันเด็กก็สุดที่จะเดา วิญญาณครูยุคนี้(บางคนต้องวงเล็บอยู่ดีแหละครับ กลัวครูดุ อิอิ) กลายเป็นมนุษย์เงินเดือน ตามอย่างพนักงานต่างๆหรือไม่ ครูยุคนี้มาสอนหนังสือ(คน)เพื่อเงินเดือน หรือเงินอื่นๆที่จะมีมาหรือไม่ แม้กระทั้งการเลื่อนวิทยะฐานะของครูก็มีเป้าที่เงิน เป็นหลัก ไม่ใช่วิชาชีพเป็นหลัก จนบางครั้งมีคำนินทาเล็ดลอดมาให้คนข้างนอกเขาได้ยินว่าครูไม่ได้ทำเอง(ข้อเท็จจริงผมไม่ทราบ)

            ยิ่งงานเลี้ยงต่างๆเราก็ได้เห็นครูแปลงร่างแปลงนิสัยอยู่บ่อยๆ ครู(บางคน)พูดจากับเด็กหยาบคาย ก็ได้ยินผ่านหน้าต่างอยู่เนื่องๆ อันนี้ได้ยินมากับตัวเองเมื่อครั้งที่ไปหาลูกที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง(ไม่บอกชื่อ)คุณครูผู้ทรงเกียรติพูดกับผม จนครูอีกคน(เพื่อนกัน) สะกิดครูคนนั้นว่า “อาจารย์ๆนี่ผู้ปกครองไม่ใช่เด็ก” คนแบบผมไม่ปล่อยให้ผ่านได้ง่ายๆหรอกเลยพูดขึ้นว่า “ถ้าอาจารย์พูดกับผมขนาดนี้ กับเด็กสัตว์เลื้อยคลานไม่เต็มห้องหรือ หาครูอาชีพอยากจังเลย” ท่านไม่ต้องถามนะว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร........

            หลายๆคนบอกผมว่า การจะประเมินครูไม่ยาก ให้ดูที่เด็ก ......อย่าเถียงผม ผมรู้ว่าครูหลายคนกำลังจะบอกว่าก็ดูเด็กมันซิ มันยังกะลิง มันผิดกับรุ่นของเธอนี่ตาเบฯ(ปากมาก) แต่ผมอยากให้ครูทำก่อนซิครับ ก่อนที่จะบอกว่าเด็กเป็นอย่างไร เพราะรุ่นผมจำได้ ครูไม่ได้สอนเราเตือนเราปีเดียวแล้วเลิก เอากันตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.7 เลยนะครับ

            วันเด็กผมไม่ได้มีบันทึก เด็กเลยรอดไป วันผู้ใหญ่ก็ไม่มีก็รอดอีกเช่นกัน แต่ถ้าครูทั้งหลายส่วนใหญ่ทำอย่างที่คุณครูในโกทูโนว์ทำ ประเทศไทยคงเจริญไปแล้ว(แฮะๆลูบหลังก็เป็น) จริงๆนะครับ ดูการเอาจริงเอาจังของคุณครูที่เขียนเล่าเรื่องกันมา จนหลาน ดร.ขจิต ของผมอดทนไม่ได้ ขอรบกวนเสนอชื่อครูเพื่อศิษย์ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จนผมไม่รู้จะเสนอใครดี รักพี่เสียดายน้อง ....ช่วยๆกันหน่อยนะครับ

            แต่สิ่งที่ผมจะต้องบังอาจก็คือใครเป็นผู้กำหนดนโยบายที่คัดลอกจากฝรั่งเขามา ซึ่งดูอย่างไรก็ไม่เหมาะกับสังคมเราและเด็กเรา ใครเป็นคนหักไม้เรียว เป็นตำรวจทหารลองไม่มีปืนโจรเต็มเมือง(นี่ขนาดมีปืน) ใครเป็นคนบอกว่าเด็กไม่มีตก (หากเด็กตกครูรับผิดชอบ) มันไม่เคยเรียนเลยมันก็ผ่านได้ สมัยผมไม่ถึง 50 % ซ้ำชั้น เด็กสมัยผม ป.3 ป.4 อ่านหนังสือพิมพ์ได้แล้ว สมัยนี้ ม.5-6 อ่านหนังสือยังจับใจความไม่ได้ ใครบอกว่าเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูแค่คอยประคับประคอง ครูก็เลยทำได้แค่บอกว่า “นี่เธอไปค้นเรื่องนี้ในเน็ทมา....” ครูก็เลยไม่รู้จะทำอะไร

            ผมว่ารื้อนโยบายใหม่เถอะ สมัยผม ป.3 อ่านหนังสือพิมพ์ เขียนเรียงความย่อความได้ สมัยนี้ครูออกข้อสอบแบบอัตนัย นักเรียนส่งกระดาษเปล่าเป็นแถว

            สรุปผู้หลักผู้ใหญ่คิดใหม่ทำแบบเก่าก็ได้ ดีนะที่ไม่มีวันผู้ใหญ่ ฮึ่มๆ

            ขออนุญาตแนะนำเรื่องที่เขียนสอดคล้องกัน ลูกสาวผมเองครับ

http://gotoknow.org/blog/afs/328553

อีกบันทึกนะครับ ของท่านอัยการชาวเกาะพี่ชายผมเอง

 http://gotoknow.org/blog/islandpk/328477