น้ำโค๊ก เป๊บซี่ และแฟนต้าเปรียบประดุจศาสตร์อื่นๆ ที่เราเคยเรียน ที่เป็นวิชาในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ไม่สามารถดับทุกข์ได้อย่างยั่ืงยืน แต่วิชาพระพุทธศาสนาคือ "น้ำบริสุทธิ์" ที่สามารถดับกระหาย และดับทุกข์ ค้นพบความสุขอย่างยั่งยืน

      "ฆราวาส/คฤหัสถ์เรียนมหาุจุฬาฯ ได้หรือ?"  นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยมาก ในทุกครั้งที่เดินทางไปบรรยายในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หลายท่านยังมีความเข้าใจ และฟังสืบต่อกันมาว่า "มหาุจุฬาฯ (จุฬาธรรม) เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการศึกษา และให้โอกาสแก่พระภิกษุ สามเณร และแม่ชีแต่เพียงอย่างเดียว" หรือ "เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ"

     แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมิได้เป็นเช่นนั้น  เพราะมหาจุฬาฯ เปิดการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก  ซึ่งประกอบด้วคณะพุทธศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย

     สำหรับผู้เขียนในขณะนี้เป็นอาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ได้ทำหน้าที่ในการเป็นอาจารย์บรรยายประจำรายวิชา "สัมมนาพระพุทธศาสนากับสันติวิธี" โดยได้บรรยายในระดับปริญญาเอก  สาขาวิชาพระพุทธศาสนา  ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ ๘ มีจำนวน ๑๘ รูป/คน  นิสิตรุ่นนี้มีทั้งพระราชาคณะ นาวาอากาศเอก พยาบาล นักการธนาคาร วิศวะ และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

     คำถามที่เคยถามนิสิตเหล่านี้ในขณะสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษา "ทำไมจึงเลือกที่จะเรียนสาขาวิชานี้ ทั้งๆ จบสาขาอื่นๆ มา และบางท่านจบปริญญาเอกมาแล้ว แต่เลือกที่จะมาเรียนปริญญาเอกใบที่สอง"  คำตอบที่ได้รับจากบางท่านคือ "แม้เราจะดื่มน้ำโค๊ก เป๊บซี่ แฟนต้า สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องหันกลับมาดื่มน้ำบริสุทธิ์ เพราะน้ำบริสุทธิ์สามารถดับกระหายได้ยั่งยืนกว่า"

    น้ำโค๊ก เป๊บซี่ และแฟนต้าเปรียบประดุจศาสตร์อื่นๆ ที่เราเคยเรียน ที่เป็นวิชาในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ไม่สามารถดับทุกข์ได้อย่างยั่ืงยืน แต่วิชาพระพุทธศาสนาคือ "น้ำบริสุทธิ์" ที่สามารถดับกระหาย และดับทุกข์ ค้นพบความสุขอย่างยั่งยืน

 

     ภาพเหล่านี้ เป็นภาพของนิสิตปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนารุ่นที่ ๘ ที่ผู้เขียนให้ระดมสมองเพื่อสร้างทางเลือกในการจัดการความขัดแย้งกรณีสงครามน้ำในลุ่มน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่