วันนี้กรรมการสร้างเสริมสุขภาพของภาควิชาพยาธิวิทยาได้จัดให้มีการวัดสมรรถภาพร่างกายกันอีกครั้ง หลังจากที่ว่างเว้นมา 2 ปี การวัดสมรรถภาพนี้ดำเนินการให้เราโดยเจ้าหน้าที่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย ทำให้เราได้ทดสอบร่างกายอย่างครอบคลุมมาก บอกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างไร รายละเอียดเคยเขียนเล่ามาแล้วตั้งแต่ปี 50 ขอเอามาลงไว้อีกรอบตรงนี้ค่ะ
1. ชีพจรและความดันเลือดขณะพัก
2. ขนาดร่างกาย น้ำหนักตัว ส่วนสูง
3. ปริมาณไขมันในร่างกาย โดยวัดความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังในจุดต่างๆของร่างกาย 4 จุดคือ บริเวณแขนที่ Biceps และ Triceps บริเวณลำตัวที่ Subscapular และ Suprailiac แล้วนำค่าที่วัดได้มารวมกันแล้วหาค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันของร่างกาย นำไปเทียบเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุ
4. แรงบีบมือ หรือกำลังมือ จะบอกถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย
5. กำลังเหยียดขา จะบอกถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนล่างของร่างกาย
2 ข้อนี้ มีความสำคัญต่อการกระทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
6. วัดความอ่อนตัว แสดงถึงความสามารถของกล้ามเนื้อและข้อต่อว่าสามารถเคลื่อนไหวและยืดเหยียดได้เต็มพิกัดหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
7. ความจุปอด เป็นการวัดประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนอากาศเข้าออกจากปอด โดยใช้เครื่องวัดความจุปอด (Spirometer) ทดสอบ 2 ครั้งบันทึกค่าที่มากที่สุด ผลที่วัดได้เป็นมิลลิลิตรจะนำมาหารด้วยน้ำหนักตัวของผู้ทดสอบ ผู้ที่มีสมรรถภาพของปอดดี จะมีความทนในการทำงานมาก ไม่เหนื่อยเร็ว
8. สมรรถภาพการใช้ออกซิเจนขณะออกกำลังกายปั่นจักรยานทดสอบสมรรถภาพและใส่น้ำหนักถ่วงตามสภาพของผู้รับการทดสอบ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการวัดสมรรถภาพทางกาย เนื่องจากทำให้ทราบประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจเพื่อหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกาย และยังเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการจับออกซิเจนสูงสุดของร่างกายขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้ด้วย
มีภาพแสดงวิธีการทดสอบที่เว็บไซต์ของกกท.ที่นี่ค่ะ
สำหรับตัวเองแล้ว เมื่อครั้งตรวจในปี 50 นั้นได้คะแนนอยู่ในระดับ"ปานกลาง" มีหลายส่วนที่คะแนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิม ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเป็นประจำวันละประมาณ 30 นาที รักษาน้ำหนักให้ไม่ขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ด้วยการกินให้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน ลดละเลิกอาหารที่ชอบแต่ไม่มีประโยชน์ลง ทำจนกระทั่งติดเป็นนิสัย ที่จะไม่กินอาหารจนอิ่มเกินไป รู้สึกว่ากระเพาะของเราฝึกได้ที่จะลดปริมาณอาหารลง ทำให้รักษาน้ำหนักให้คงที่ได้มาตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
ผลจากการวัดสมรรถภาพในวันนี้ ได้คะแนนออกมาอยู่ในเกณฑ์"ดี" สิ่งที่พัฒนาได้ยากสำหรับตัวเองคือ ชีพจร ที่สูงคงที่มาตลอด ไม่ว่าจะออกกำลังสม่ำเสมอแค่ไหน ชีพจรขณะพักก็ยังอยู่ในระดับ 80-90 มาตลอด แต่สิ่งที่พบว่าดีขึ้นมากก็คือปริมาณไขมันในร่างกาย ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเป็นส่วนที่ทำให้คะแนนขึ้นมาจากเกณฑ์ "ปานกลาง"มาเป็น"ดี" สิ่งที่ตั้งใจจะฝึกตัวเองในลำดับถัดไปคือความอ่อนตัว ซึ่งยังอยู่ในระดับปานกลาง ได้ท่าทางในการฝึกมาแล้ว ทีนี้ก็ขึ้นกับวินัยในตัวเองนี่แหละค่ะว่าจะทำได้สม่ำเสมอแค่ไหน
บันทึกไว้เพื่อเล่าสู่กันฟังถึงวิธีการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันที่ทำได้ง่ายๆ แต่ให้ผลดีในระยะยาวแก่ร่างกาย ซึ่งถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เขาทำให้เราดำเนินชีวิตมาได้อย่างปกติสุขในทุกๆวัน
สวัสดีค่ะคุณโอ๋..ขอชื่นชมการดูแลตัวเองเป็นอย่างดีค่ะ ..ทั้งๆที่ควรจะลดลงกลับเพิ่มในทางที่ดีขึ้น..
สวัสดีค่ะ คุณโอ๋
ดีจังค่ะ อ่านแล้ว สบายใจ เพราะคล้ายๆกันค่ะ
มีความสุขมากๆๆนะคะ
ดูแลตัวเองดีค่ะ คุณโอ๋