มีปัญญาอันบริสุทธิ์...ย่อมยิ่งใหญ่ ได้รับการกล่าวขาน...

 

 

 

       “ปราชญ์แท้”  คือ ผู้ที่เปี่ยมด้วย “ปัญญาอันบริสุทธิ์” นั่นคือแม้จะ…

 

มีหลักการที่มั่นคง      ท่านก็มิได้ชื่นชอบการฟาดฟันผู้อื่น

มีความถูกต้องดีงาม  แต่มิได้ข่มขู่ผู้อื่น

มีความฉลาด             แต่มิได้คิดจะทำให้ผู้อื่นอับจน

                                                               เล่าจื้อ.

 

 

 

       ดีจัง...วันนี้ได้อยู่ท่ามกลาง “นักปราชญ์” นั่งฟังนั่งชมบทบาทของนักปราชญ์แล้วอดนึกถึงข้อความอมตะของท่านเล่าจื้อนี้ไม่ได้

 คิดพลางยิ้มพลาง...ท่านเล่าจื้อกล่าวไว้นี้ เป็นจริงทุกยุคทุกสมัยเชียวนะนี่...

 

      เคยพบเห็น คนบางคนมีความสามารถ คิดเก่ง พูดเก่ง ทำงานเก่ง แต่ติดนิสัยที่จะต้องฟาดฟัน ข่มขู่ และทำให้ผู้อื่นอับจนหนทาง อาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็สุดจะคาดเดา

     ...หรือว่าทำเพื่อ ปกป้องปกปิดความอ่อนแอ ความขลาดเขลาภายใน ความไม่รู้จริง ความไม่มั่นใจที่ตนเท่านั้นที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีอยู่ในตน จึงต้องสร้างเกราะแข็งกระด้างไว้ป้องกันความอ่อนแอภายใน

 

คนเช่นนี้... จึงไม่ใช่ “คนเก่งจริง”  ไม่นับเป็น “ผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์”

 

       คนเก่งจริง ยิ่งใหญ่จริง มักอ่อนน้อม ไม่วางโต ไม่ชอบการทำให้คนอื่นรู้สึกอับจนเสียหน้า ด้วยการมีกาย วาจา ใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา แม้กับผู้อ่อนอาวุโสกว่าด้วยฐานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิ ท่านก็ยังให้เกียรติด้วยใจกรุณา

       ...ด้วยเป็นผู้ที่มีความมั่นใจ มั่นคงภายใน ไม่ถูกกระตุ้นและสั่นคลอนด้วยปัจจัยภายนอกใด ๆ

 

อ้อนี่เองสินะ ที่เรียกว่า ความแตกต่างของ...“ผู้มีปัญญาและไม่มีปัญญา”

 

ผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์...

     ย่อมยิ่งใหญ่ ได้รับการกล่าวขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอยู่ในใจของผู้คนตลอดกาล

 

 

น้อมคารวะแด่...ปราชญ์แท้ผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ด้วยหัวใจ

(^___^)