บทความนี้ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์การทำ writing ของผมนะครับ
ผมสอบ Toefl ไปเมื่อ พ.ย. 2551 (ปีที่แล้ว) part นี้เป็น part ที่ผมได้คะแนนมากที่สุด คือ 28 เต็ม 30 ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากจะนำประสบการณืดังกล่าวมาเล่าให้ฟัง แต่อาจจะเข้าได้กับคนอื่น ๆ หรือไม่ก็ลองดูแล้วกันนะครับ

ในwriting นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน idependent writing ซึ่งมาก่อน  part นี้ให้เวลา 30 นาที โดยจะเป็นคำถามที่เราจะได้เจอเวลาเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งโจทย์จะถามความเห็นของเรา ยกตัวอย่างให้ชัดคือ "ตอนสอบผมได้คำถามว่า คุณคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการที่นักเรียน ถ้าเรียนจบ high school แล้วควรเรียนต่อมหาวิทยาลัยเลย หรือควรทำงานก่อนซักปีหนึ่ง แล้วค่อยเข้ามหาวิทยาลัย" ผมแบ่งเวลาออกเป็น 3 ส่วนคือ 1. ร่าย outline 5-8 นาที ซึ่งจำเป็นมาก เพราะจะทำให้เราไม่หลงทาง  2. พิมพ์เนื้อหา 20 นาที 3. ตรวจทาน grammar และข้อความ 5 นาที

ลำดับต่อมากคือ เราต้องเข้าใจหลักการให้คะแนนของ writing ก่อนนะ
Toefl เค้าให้เราทำ writing เพราะสมัยก่อนเค้ามีปัญหาว่า เวลานักเรียนเข้าไปเรียนที่อเมริกาแล้ว ปรากฎว่าเวลาส่งรายงานให้ professor อ่านนั้น   professor อ่าน ไม่รู้เรื่องเพราะเขียนวกไปวนมา แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่หลักแน่นพอ หรือไม่ก็เขียนแล้วไม่มีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ดังนั้นเค้าจึงต้องออกการทดสอบ แบบ writing ibt ออกมาเพื่อวัดประสิทธิภาพของนักเรียน

ดังนั้น strategy ของผมตอนทำข้อสอบ writing ibt คือ
1. ผมว่าเค้าน่าจะให้คะแนน structure ของ essay เป็นหลัก ส่วน idea ว่ามีน้ำหนักหรือไม่นั้น ให้เป็นรอง ประมาณ 60 : 40 (ผมคิดเองนะ)
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเขียนคือ
1.1 แบ่งย่อหน้าให้อ่านง่าย โดยแบ่งเป็น 4-5 ย่อหน้า ไดแก่ introduction, เหตุผล 1, เหตุผล 2, เหตุผล 3 และสรุปประเด็น การทำอย่างนี้เราจะได้คะแนนการอ่านง่าย
1.2 แต่ละย่อหน้าควรมี transition word เพื่อให้คนตรวจรู้ว่าเรากำลังจะเปลี่ยนประเด็น หรือเริ่มประเด็นใหม่ เช่นคำว่า first of all ในเหตุผล 1 , firstly, from the outset secondly, finally, in addition และ in conclusion, in short, in brief
1.3 ใน essay ควรหา high power vocab แค่ 2 ตัวก็พอ ที่เราใช้คล่อง ๆ โดยกะว่าถ้ามีโอกาสได้ใช้ เราใช้ถูกแน่น ๆ เช่น essay ส่วนใหญ่จะถามเราเกี่ยวกับความเห็นต่าง ๆ ดังนั้น ผมจึงเลือกคำว่าข้อเสียเปรียบ "drawback, shortcoming" ซึ่งคำนี้ได้ใช้แน่ ๆ  บางคนอาจจะถามว่าถ้าใส่ high power vocab ไปมาก ๆ แล้วจะได้คะแนนมากขึ้นไหม...อันนี้ผมไม่รู้จริง ๆ  ผมว่าทุกอย่างต้องไม่มากไม่น้อยครับ
1.4 หา collocation ดี ๆ สัก 2 อย่างที่คิดว่าได้ใช้ เช่น have an impact on....., focus on
1.5 หา grammar สวย ๆ เตรียมไว้ เช่น the more N+V, the better N+V หรือ not only+V+ N, but also... ซึ่ง grammar นี้สามารถใช้ใน paragraph แรกตอนเราให้เหตุผลได้เลย เช่น I agree on...... because not only should I........,.........but I also ...........
หรือไม่ก็ if clause ไว้
1.6 idea ที่ให้ (เป็นความเห็นส่วนตัวนะ) อาจจะไม่ต้องให้ idea ที่แรงมาก ๆ (เพราะอาจจะคิดไม่ออก) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อเราให้ idea อะไร เราจะต้องหาตัวอย่างมาสนับสนุนว่า ทำไมเราเห็นแบบนั้น ซึ่งการทำอันนี้ต่างจากหลักการทำ สอบ ของ GRE ที่เน้น idea มากกว่า structure (สรุปคือให้เหตุผลอะไร ต้องมีตัวอย่างให้เห็นภาพ)
1.7 เวลาสรุปควรนำเหตุผมทั้ง 3 ที่เราเขียนใน paragraph ก่อน ๆ มาสรุปด้วย และถ้าจะดีเราควรเพิ่มประโยชน์ ข้อเสนอแนะ หรือไม่ก็prediction ไปบ้าง อย่างตัวอย่างที่ผมได้ ผมก็เสนอไปว่า การทำงานก่อนปีหนึ่งนั้นบางทีอาจจะทำให้เด็กนักเรียนค้นหาอาชีพที่ตัวเองชอบก็เป็นได้
1.8 ตอนเขียนนั้น ผมเริ่มจาก introduction และก็ conclusion ก่อนเลยครับเพราะเป็นสิ่งที่เราวางไว้แต่ต้น แล้วผมก็ค่อยมาพิมพ์ body ของ paragraph ทีหลัง คือเรียกว่า หากเราพิมพ์ไม่ทัน กรรมการก็ยังเห็นข้อสรุปว่า ตกลงเราเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับ essay ดีกว่าการพิมพ์ conclusion paragraph ไม่ทันหรือพิมพ์ไม่จบ
ไว้คราวหลังผมจะมาเล่าการทำ integrated writing ต่อนะ

 

ส่วนเทคนิคในการทำ integrated writing มีดังนี้ครับ
1. ในsection นี้เค้าให้เวลาเรา 20 นาทีในการพิมพ์นะ โดยเราต้องพิมพ์ให้ได้ประมาณ 150-225 คำ พวกเราต้องลองฝึกพิมพ์ว่าขนาดนี้นั้นเราใช้เวลาเท่าไร
2. เค้าจะให้เวลาเราอ่าน passage 3 นาทีนอกเหนือจาก 20 นาทีที่ให้เขียนนะ ดังนั้นเราจะมีเวลาทั้งหมด 23 นาที
3. ในส่วนการอ่านนั้น เราไม่ต้องกังวลมากนะครับ ให้เราอ่านให้เข้าใจ แล้ว shortnote จับประเด็นให้ได้ ว่ามีกี่หัวข้อ โดยหากอ่านไม่ทันภายใน 3 นาที ตอบเราทำโจทย์ reading passage ก็ยังขึ้นมาให้เราได้เห็นนะ ...สิ่งดี ๆ คือ reading passage มักแบ่งเป็นย่อหน้าตามประเด็นที่เค้าต้องการให้เราเขียน เช่น reading passage เค้าให้ 5 paragraphs แบ่งเป็น intro 1 อัน body 3 อัน และ conclusion 1 อัน..อย่างนี้เราก็มักจะ assume ได้ว่า reading passage นี้จะมีประมาณ 3 ประเด็น
4. หลังจากนั้น เค้าจะให้เราฟัง listening passage ซึ่งต้องฟังให้ดี และจดประเด็นหลัก ๆ ไว้ และก็ให้น้อง ๆ รู้ไว้เลยครับว่า โดยมาก ถ้า reading passage มี 3 ประเด็น ใน listening passage ก็จะมี 3 ประเด็นด้วย และแต่ละประเด็นนั้นจะเรียงตาม sequences เหมือน reading passage เลยนะ ดังนั้นบางที่เราฟังไม่ทันเราก็อาจจะเดาได้บ้าง
5. โดยโจทย์เค้าจะให้เราเขียนว่า ใน reading กับ ใน listening มีความเห็นตรงกัน หรือขัดแย้งอย่างไร ..แต่ตอนที่ผมได้สอบนั้น ผมได้ความเห็นขัดแย้งนะ
การเขียนก็คล้ายกันกับการเขียนใน independent ครับ คือให้เขียน introduction paragraph และ conclusion paragraph เป็นอันดับแรก (เผื่อเราพิมพ์ body ไม่ทัน คนตรวจก็ยังรู้ว่าเรารู้เรื่องหรือไม่) จากนั้นค่อยมากทำในส่วน body
6. ในอดีต...part นี้จะมีประเด็นแค่ 2 ประเด็นนะครับ แต่ตอนผมสอบนั้น ผมได้ตั้ง 4 ประเด็นนะครับหรืออีกนัยหนึ่งคือ ผมต้องเขียนทั้งหมด 6 paragraphs ซึ่งหินมาก ๆ เพราะแต่ละ body paragraph นั้น เราต้องเขียนว่าประเด็นใน reading คืออะไร, ประเด็นใน listening คืออะไร. แล้วสองประเด็นนั้น เห็นหรือขัดแย้งกัน, และเพราะอะไร...ดังนั้นแต่ละ body paragraph จึงต้องมีอย่างน้อย 4 sentences ดังนั้นหากใครพิมพ์ช้า..ผมแนะนำว่าควรรีบฝึก ไม่อย่างนั้นการจะได้คะแนน part นี้สูง ๆ คงเป็นไปได้ยาก

ส่วนรูปแบบการเขียน มีสองแบบหลัก ๆ ครับ แต่ส่วนตัวผมชอบแบบหลังนะ เพราะแต่ละประเด็นจะได้จบใน paragraph เดียวกัน แต่ในขณะที่แบบแรกนั้น ถ้าเราเป็นคนพิมพ์ช้า เราอาจจะพิมพ์ pragraph ที่ 3 ไม่ทันก็ได้ ซึ่งจะเสียคะแนนมาก ๆ
อันแรกเรียกว่า block format

PARAGRAPH 1: Introduction
PARAGRAPH 2: Main points from the reading
PARAGRAPH 3: Main points from the listening
PARAGRAPH 4: Conclusion

อันที่สองเรียกว่า point-by-point :

PARAGRAPH 1: Introduction
PARAGRAPH 2: First main point from the reading + first main point from the listening
PARAGRAPH 3: Second main point from the reading + second main point from the listening
PARAGRAPH 4: third main point from the reading + third main point from the listening
PARAGRAPH 5: Conclusion