มมาอยู่ที่ New York ได้ประมาณสองเดือนแล้วครับ สิ่งที่ค้นพบได้ และอยากจะเล่ามีมามายนะครับ ของเล่าเป็นข้อ ๆ แล้วกัน
- 1. เรื่องทักษะทางภาษา grammar 25 กฎของอาจารย์บุญชัยนั้นเรียกได้ว่าสุดยอดจริง ๆ ครับ เพราะเป็น grammar ที่เราจะได้พบในชีวิตประจำวัน และคนเค้าก็พูดทุกวันครับ ผมมีเพื่อนหลายคนที่เรียนด้วยกัน เค้าเหล่านั้นมาจากหลาย ๆ ประเทศครับ เช่น จีน เกาหลี จีน อินเดีย อิตาลี ยุโรป อเมริกันเป็นต้น ผมจะบอกว่าคนส่วนใหญ่ที่มาเรียนที่นี่นั้น มีทักษะทาง grammar ที่อ่อนกว่าเราครับ ดังนั้นหากเราได้เรียน grammar จาก fast English (แล้วจำได้ดี) เราก็จะได้เปรียบครับ นอกจากนี้ grammar ยังมีประโยชน์ในการอ่าน journal อีกด้วยครับ คนที่มาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นต้น จะต้องอ่าน journal ทั้งนั้นครับ ถ้า grammar เราไม่แข็งนะครับ เวลาเราอ่านวารสารพวกนี้ เราจะอ่านได้ช้า หรืออ่านไม่ค่อยเข้าใจ เพราะ วารสารที่ดีส่วนมากจะใช้ภาษาสูง
- 2. ทักษะการฟัง อันนี้ก็เป็นทักษะที่สำคัญมากครับ เพราะผมมาเรียนวันแรก ก็ต้องฟัง professor เค้าสั่งงานว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ดังนั้นใครที่คิดว่าจะมาฝึกฟังภาษาอังกฤษที่นี่ ผมว่าคิดผิดครับ ผมมีเพื่อนหลายคนโดยเฉพาะ อิตาลี และเกาหลี คนเหล่านี้ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยเข้าใจครับ ทำให้คนเหล่านั้นไม่ค่อยอยากไปฟัง lecture เพราะไม่ค่อยเข้าใจ ผมพบว่าข้อดีของการมาเรียนที่มหาวิทยาลัยคือว่า อาจารย์ นักวิชาการ ส่วนใหญ่ที่มาบรรยายที่สถาบันนั้น (คนเก่ง ๆ) เค้าจะพูดช้า และชัด อยู่แล้ว ดังนั้นพี่ ๆ น้อง ๆ ต้องเริ่มหัดฟังมาก ๆ ครับ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะฟัง lecture ไม่ทันครับ เพราะมาใหม่ ๆ คงไม่ทันแน่นอน แต่เรียนไปสักพักก็จะดีไปเอง แต่คนที่จะพูดเร็ว ก็คือคนที่เป็นนักเรียน คนทั่วไป นั่นแหละครับ นอกจากนี้ เพื่อน ๆ ยังสามารถฝึกฟังได้จากโทรทัศน์ครับ เช่น ข่าว รายการ series พยากรณ์อากาศ เป็นต้น รายการเหล่านี้ดีมากครับ เพราะผู้ประกาศพูดชัดมาก เราเอาไว้ฝึกได้ครับ
- 3. ทักษะการพูด เราควรที่จะเริ่มพูดได้ระดับหนึ่ง เพราะว่า การมาเรียนที่นี่ต้องมีคะแนน participation ซึ่งคือการแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน แต่หากเราเป็นคนที่พูดไม่คล่อง และไม่กล้าพูด เราก็จะเสียเปรียบครับ ดังนั้นเพื่อน ๆที่คิดที่จะมาเรียนที่นี่ ก็ควรเริ่มฝึกพูดตั้งแต่บัดนี้นะครับ ผมมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่พูดได้ดี ฟังได้ดี แต่ผมเองก็พยายามที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ
ก่อนจบผมอยากจะบอกว่า ทักษะเหล่านี้ผมต้องขอบคุณ fast English ที่สั่งสอนอย่างดีครับ เพราะทำให้ผมเองได้เปรียบกว่าเพื่อน ๆ ที่มาเรียนด้วยกันครับ คือผมคิดว่าผมพูดได้ดีกว่า ฟังรู้เรื่องกว่า เพื่อน ๆ หลายคนที่มาที่นี่แล้วมีปัญหาด้านภาษา คนเหล่านั้นจะรู้สึกเครียดมาก ๆ ครับ และค่าเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ ก็แพงนะครับ คือประมาณ 60,000 – 90,000 บาทต่อ course(ประมาณ 3 เดือน) ดังนั้นเพื่อน ๆ ก็ฝึกมากๆ นะครับ โชคดีครับ
ก่อน จบบทความ..มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่พี่ครบมากเค้าสอนพี่ว่า อะไรที่เราทำซ้ำ ๆ เดี๋ยวเราก็ชำนาญเองแหล่ะ เช่นการเรียน การอ่านหนังสือ หากเราอ่านรอบแรกจำไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง เราก็อ่านมันรอบสอง รอบสาม รอบสี่ ไปเรื่อย เดี๋ยวเราก็รู็เรื่อง..อย่าไปคิดว่าเราไม่เก่ง..ในโลกเรานี้มีแต่รู้กับไม่ รู้...ให้คิดอย่างนี้
คนไทยนะเก่งนะ อย่างที่อาจารย์บุญชัย และอาจารย์อนุสร บอก
ดังนั้นถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษนะ ฟังได้ พูดได้ อ่านได้ (สือสารได้ระดับหนึ่ง) เราก็จะมีความสุขกันการเรียน
ปัญหาที่พี่ว่า คนที่มาเรียนที่นี่มักจะเจอคือ เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะวิชาที่เรียนมันยาก หรือเราไม่เคยเรียนมาเลยที่ประเทศไทย
วิธีแก้ซึ่งพี่เองก็พยายามทำอยู่ ก็คือ ไม่รู้ตรงไหน ก็อ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอะไรไม่เป็นก็ถามเพื่อนให้เค้าสอน และกลับมาทบทวน
แต่ ถ้าหากเรามีปัญหาภาษาอังกฤษนะ ถึงแม้เราจะเรียนเก่ง เรียนเข้าใจ แต่สื่อสารภาษาอังกฤษ แล้วไม่มีใครเข้าใจ อันนี้แหละจะทำให้เรามีปัญหา
ดังนั้น เรียนภาษาอังกฤษที่ Fast English ตั้่งใจเรียน และซ้ำไปจนกว่าเราจะเข้าใจ ไม่ได้โปรโมทนะครับ แต่พี่เจอกันตัวเอง
การ รับนักเรียนที่ อเมริกานั้น เค้าดู criteria หลายอย่างครับ เช่น ประสบการณ์การทำงาน มีทุนการศึกษาไหม เรียนเก่งไหม คะแนน Toefl เท่าไร ฯลฯ อย่างไรก็ตามนะครับ บางครั้งเค้าก็มองที่ประสบการณ์ของนักเรียนก่อนเลยโดยให้ความสำคัญกับภาษา อังกฤษกันนั้นครับ ดังนั้นไม่แปลกที่นักเรียชาติอื่น ๆ ที่มาเรียนที่นี่จะไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ก็เข้ามาเรียนที่นี่ได้ครับ ทำให้ที่ columbia U มีหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษ หลายหลักสูตรนะครับ