บทความนี้เพียงต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ลองนำไปเป็นไอเดียนะครับ อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะในแต่ละอาชีพ แต่สำหรับผมนั้นผมไปสอบสัมภาษณ์ในสาขาเกี่ยวกับการวิจัย มีชื่อสาขาวิชาว่า Post-doctoral fellowship in nutritional research เป็นเวลา 2 ปี ที่ Institute of Human Nutrition, Columbia University, NY
โดยหากจะต้อง ไปสัมภาษณ์จริงๆ พวกเราอย่าพลาดโอกาสนะครับที่จะทำให้เต็มที่ ให้พวกเราคิดเสมอว่าการได้ไปสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ดีกว่าการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครับ เพราะเค้าจะได้เห็นตัวเราจริง ๆ ดังนั้นหากได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์ เราต้องเตรียมตัวมาก ๆ
1. ผมขอแนะนำเว็บไซด์ www.pongoresume.com ซึ่งจะมีคำแนะนำดี ๆ ให้เราในการเตรียมตัวสัมภาษณ์

2. ก่อนไปสัมภาษณ์สัก 2 เดือน ควรมีการเตรียมความพร้อมครับ ด้วยการ ร่างประวัติการทำงานไว้ก่อน (Curriculum vitae) โดยน้อง ๆ สามารถหาตัวอย่าง CV พวกนี้ได้จาก google ครับ ผมจะบอกว่า CV ของแต่ละคนมีรูปแบบที่ไม่แน่นอน เขียนได้หลากหลายมาก ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ต้องไม่ลืมว่าการเขียน CV ต้องเขียนให้เป็นประโยชน์กับตนเองมากที่สุด อะไรที่เป็นข้อเท็จจริง แต่ไม่โดดเด่น ก็ไม่ควรเขียนลงไปครับ เช่นของผม เกรด GPA ได้จบแพทย์ได้แค่ 2.95  แต่เรามีงานเด่นด้านอื่น ๆ อย่างนี้ก็ไม่ควรเขียน GPA ลงไป การเขียน CV นั้นหากใครมีโอกาสก็ควรเรียน course writing ของอาจารย์อนุสรณ์ครับ นอกจากนี้เมื่อเราร่าง CV เสร็จแล้วก็ควรให้อาจารย์ หรือคนที่มีประสบการณ์ลองช่วยวิจารณ์ครับ และที่สำคัญ ก่อนที่เราจะส่ง CV ไปให้มหาวิทยาลัยนั้น ห้ามมี grammatical error เลยครับ เพราะถือว่ามีเวลาเตรียมพอสมควรแล้ว

3. ก่อนไปสัมภาษณ์นั้นเราควรศึกษาว่ามหาวิทยาลัยที่เราจะไปสมัครนั้น มีรายละเอียดอย่างไร โดยเข้าไปดูใน website ของสถาบันนั้นโดยละเอียด เช่นดูว่าสถาบันนี้ทำงานอะไรบ้าง งานเด่นเค้าคืออะไร และสาขาที่เราอยากเรียนคือสาขาอะไร และอาจจะต้องเตรียมคำตอบด้วยว่าเราอยากเรียนสาขานี้ที่นี่เพราะอะไร นอกจากนี้ถ้าเรารู้ว่าจะไปสัมภาษณ์กับใคร ..เราก็ควรหาข้อมูลด้วยว่า professor ท่านนี้มีประวัติการทำงานอะไร และมีงานอะไรเด่น ๆ บ้าง..และถ้าหากเราสามารถหางานที่เคยลงตีพิมพ์แล้วของ professor ท่านนี้มาอ่านได้จะดีมาก

4. ควรมีการร่างบทพูดของเราไว้ก่อน สำหรับผมนั้นตอนที่ไปสัมภาษณ์ที่นี่ผมเตรียมตัวท่องไว้ประมาณ 1สัปดาห์ครับ ซึ่งการท่องจะทำให้เราไม่ประหม่าเวลาไปสัมภาษณ์จริง ๆครับโดยไม่ต้องกังวลเรื่อง grammar ครับ ซึ่งบทสัมภาษณ์นั้น ลองเข้าไปดู idea ใน www.pongresume.com ได้ และต้องไม่ลืมว่า ต้องซ้อมพูดให้คนอื่น ๆ ฟังแล้วลองวิจารณ์เราด้วยนะ โดยหากเป็นเพื่อนฝรั่ง หรืออาจารย์จะดีมาก ยกตัวอย่างคำถามยอดฮิตครับ "please tell me about yourself"  คำถามนี้จะต้องเตรียมตอบให้ดีครับ ให้เราเตรียมประมาณ 2-3 นาที่ ในการตอบคำถามเรื่องนี้

5. หากเราเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง เราอาจจะเตรียมผลงานของเรา อัดเป็นภาพถ่าย ซึ่งตอนผมไปนั้นผมอัดเป็นภาพขนาด 8x10 นิ้ว ไป 20 ภาพ ทำเป็น Portfolio ไปครับ ก็นำเสนอพร้อมภาพถ่ายมีข้อดึครับ คือภาพ 1 ภาพ แทนคำพูดมากมาย และจะทำให้ professor ประทับใจว่า เราได้เตรียมตัวมาอย่างดี นอกจากนี้หากเรามีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ควรพกไปด้วยครับ จะช่วยมาก ๆ เช่นตอนที่ผมไปสัมภาษณ์ ผมเตรียม ยางยืดออกกำลังกายที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านไปให้เค้าดู เค้าชอบมากครับ
 
6. การแต่งกายก็สำคัญ เพราะเค้าไม่รู้ว่าเราเป็นใครมาจากไหน การแต่งตัวดีไว้ก่อน ดีที่สุด ซึ่งผมเลือกการใส่สูทผูกไทด์ และรองเท้าหนังครับ สะอาดสะอ้าน และถือกระเป๋าทำงานจะได้ดูเป็นผู้ใหญ่ ห้ามถือเป้ไปเด็ดขาด

7. สวดชินบัญชรมาก ๆ ตั้งจิตอธิฐานให้ดี

8. คนฝรั่งเค้าไม่เหมือนคนไทยนะครับ เค้าพูดกันตรง ๆ ดังนั้นเราคิดอย่างไร ให้ตอบไปอย่างนั้น โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเรียนจบแล้วอยากไปอยู่ที่ไหน..บอกเค้าไปตรง ๆ ไม่ต้องเผื่อเลือก เพราะหากเรายังตอบตรงนี้ไม่ได้แสดงว่าเราไม่มีความตั้งใจ หรือโลเล  และหากเค้าถามว่า อยากมีรายได้เท่าไร เราก็ตอบไปตรง ๆ เลย ไม่ต้องอ้อมค้อมครับ

9. การกำหนดวันเดินทางก่อนสัมภาษณ์ ก็สำคัญนะครับ ควรไปถึงก่อนวันสัมภาษณ์สักประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวจากอาการของ Jet lag ไม่งั้นไปสัมภาษณ์ทั้งที่เบลอๆ ไม่สวยนะครับ

10. สุดท้าย ผมคิดว่า การสั่งสมประสบการณ์ ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ดังนั้นการเตรียมตัวแค่เพียงปีเดียว อาจไม่เพียงพอ สำหรับพี่นั้นเรียกได้ว่า สั่งสมประสบการณ์มาถึง 5 ปีเต็ม ผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา เช่น การเข้าร่วมงานประชุมทางวิชาการ หรือการได้มีโอกาสเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญในวงการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการหาโอกาสนำเสนอผลงานของตัวเองไปตามสื่อต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็ล้วนเป็นตัวช่วยที่ทำให้ CV ของเราโดดเด่นกว่าคนอื่นครับ