เรื่องราวที่กลั่นกรองจากหัวใจของ "(ลูก)ผู้ชายคนหนึ่ง" ที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่น ปี 51 จ.เชียงใหม่ และคนที่เคยถูกเรียกว่า "หัวหน้าแก๊งค์"

          วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง วัย 17 ปี เขาเกิดความวิตกกังวลกับชีวิตของเขามาก เขามีความคิดกลัวที่ว่า ถ้าพ่อ แม่ ญาติ ทุกคน ตายหมด เขาจะเอาอะไรกินและจะนอนที่ไหน เพราะ อาหารที่เขากินทุกมื้อได้มาจากพ่อแม่ของเขาทั้งนั้น นอนก็นอนกับพ่อแม่ เงินก็ได้มาจากพ่อแม่ ส่วนตัวเด็กหนุ่มคนนี้เอง เรียนก็ไม่จบ จะหางานทำก็คงจะลำบาก  ในทุกๆวันเด็กหนุ่มคนนี้บอกว่าเขาเครียดมากเพราะความกลัวที่จะต้องลำบากในอนาคต เขาเลยคิดว่าจะอยู่เฉยๆไม่ได้ซะแล้ว  คิดไปคิดมา เด็กหนุ่มเลยคิดถึงเพื่อนที่มีหอพักอยู่ เด็กหนุ่มเลยคิดได้ว่า ถ้าเราไม่เหลือใคร เราไปอยู่กับเพื่อนก็ได้  ต่อจากนั้นเด็กหนุ่มจึงออกไปอยู่กับเพื่อนที่หอ ซึ่งมีคนอยู่ในหอพักนั้นประมาณ7-8คน แต่ละคนเป็นเด็กที่หนีออกจากบ้านหมดและไม่เรียนหนังสือกันทุกคน  คงจะสงสัยกันใช่ไหมล่ะครับ ว่าเด็กกลุ่มนี้เอาเงินมาจากไหนมาเลี้ยงตัวเอง เด็กหนุ่มบอกว่า เด็กกลุ่มนี้ได้เงินมาจากการลักขโมยสิ่งของต่างๆที่จะลักขโมยได้ เช่น กระฉากกระเป๋า ถีบรถคนอื่นแล้วลักทรัพย์ งัดแงะตามห้องต่างๆ ขโมยรถมอเตอร์ไซด์  ขโมยน้ำมันรถ  ฟังแล้วรุนแรงมากเลยนะครับแต่นี่คือเรื่องจริงที่เด็กหนุ่มต้องเผชิญ  แต่เด็กหนุ่มคนนี้บอกว่า “ ผมกลัวบาปตามทันครับ ผมเลยไม่ออกไปขโมยด้วย แต่ผมเป็นคนวางแผนให้เพื่อนๆ ”(บาปหนักกว่าอีกนะเนี่ย)  แล้วเด็กกลุ่มนี้ก็จะได้เงินจากการลักขโมยนี้อยู่กินไปวันๆ  แต่ในหอพักของเด็กกลุ่มนี้ยัง มีทั้ง ผู้หญิง  ยาเสพติด  อาวุธต่างๆ  เด็กหนุ่มจึงเริ่มคิดว่า กลัวโดนจับ และ ทางนี้ไม่ใช่ทางรอด  จึงตัดสินใจกลับบ้านไปซักพัก   แต่ตัวสงสัยมันก็โผล่ขึ้นมาในสมองเด็กหนุ่มคนนี้จนได้  คราวนี้เขาไม่คิดอะไรมาเลย

           เด็กหนุ่มคนนี้ ได้เดินออกจากบ้านไปเฉยเลย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน เงินก็ไม่มีซักบาท ไม่พกอะไรไปด้วย  แล้วเขาก็เดินไปเรื่อยๆ

          น้ำย่อยเขาเริ่มจะออกมาแล้ว เงินก็ไม่มีซักบาท  เขาเลยคิดถึงอดีตว่า อยากกินเมื่อไหร่ได้กินเมื่อนั้น เดินไปในห้องครัวก็มีอะไรให้กินแล้ว ที่ผ่านมาเขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งในหลายๆเรื่อง แต่วันนั้นทำให้เขาคิดว่าตัวเขาเอง ใช้ไม่ได้เลย  เด็กหนุ่มก็สัญญากับตัวเองว่า ถ้าวันนี้หาข้าวกินเองไม่ได้จะไม่เข้าบ้าน สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเป็น ขอทาน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ ผมเป็นคนใจร้อน ไม่ชอบให้ใครมาหยาม ถ้าเป็นขอทานคนคงจะรังเกียจผม ถือโอกาสฝึกตัวเองไปเลยละกัน ผมเป็นคนที่ถ้าไม่ได้สูงสุดก็ขอต่ำสุดเลย  การที่จะขึ้นไปอยู่ที่สูง ต้องรู้ก่อนว่าต่ำสุดมันเป็นยังไง ”

          เด็กหนุ่มก็เดินขึ้นไปบนสะพาน เจอแก้วน้ำพลาสติกที่คนทิ้งไว้บนสะพาน เขาเลยเอามาตั้งให้คนเอาเงินใส่ “ ผมนั่งหิวเกือบชั่วโมง กว่าจะได้30บาท ” พอได้เงินปุ๊บ เด็กหนุ่มคนนี้รีบวิ่งลงไปหาร้านอาหารบริเวณนั้น เจอร้านขายข้าวถุง เด็กหนุ่มจำได้ขึ้นใจว่าทั้งร้านเหลือ แต่ข้าวเปล่ากับแกงหน่อไม้ เขาจึงซื้อไปกินบนสะพาน แม้จะกินลำบากหน่อยเพราะไม่มีจาน ไม่มีช้อน ไม่มีซ้อม มีแต่อาหารในถุง แต่เด็กหนุ่มกินข้าวไม่ตกซักเม็ด และกินหมดเกลี้ยง เหลือเพียงน้ำแกงเล็กน้อย “ผมกินข้าวพร้อมน้ำตาเพราะข้าวมื้อนั้น เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมาก่อนเลย ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่มันอร่อยที่สุดจริงๆ” แต่เงินที่เหลือเขาจะเก็บไว้ไปให้ขอทานคนอื่นตามตลาดทุกครั้ง ไม่ได้ไปใช้ส่วนตัวอะไร

          พออาทิตย์เริ่มตก เด็กหนุ่มคิดว่าจะนอนบนสะพานนั้นเลย แต่ “ผมไม่ได้บอกแม่ว่าจะนอนนอกบ้านครับ แล้วผมก็กลัวผีด้วย ฮ่า ฮ่า”  เขากลับบ้านก็ถึงเวลาอาหารเย็นตามปกติ  เขากินข้าวกับแม่2คน แต่เขาตำหนิแม่ของเขาว่า ทำอาหารทำไมเยอะแยะเดี๋ยวก็กินไม่หมด สงสารคนที่เขาไม่ได้กิน  และ พอกินข้าวกันเสร็จก็ตำหนิแม่ของเขาอีกว่า ต้องกินข้าวให้หมดทุกเม็ดเสียดายข้าว  แม่ของเขาคงจะมึนงงเหมือนกัน แล้วเขาก็เป็นขอทานไปเรื่อยๆ ประมาณวันที่ 6 ที่ทำให้เขาคิดว่า ทำไมข้าวสวย กับแกงหน่อไม้ถึงอร่อยกว่าอาหารแพงๆที่เคยกินมา  เขาสรุปเองได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ความคิดของตัวเอง ว่าเราจะพอใจในสิ่งไหน หรือไม่พอใจในสิ่งไหน ต่อให้เอาเงินเป็นล้านๆมากองต่อหน้า ถ้าไม่พอใจในเงินนั้นก็ไม่มีความหมาย   แต่ถ้าเราพอใจกับบ้านที่เราอยู่พอใจกับอาหารที่เรากิน ก็จะเกิดความสุขได้เอง เพราะฉะนั้นความสุขหรือความทุกข์ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างขึ้นเองทั้งนั้น   แล้วอีกอย่างที่เด็กหนุ่มคนนี้ได้ก็คือ “ผมจะพยายามกินข้าวให้หมดทุกเม็ด เพราะผมรู้แล้วว่า คนอื่นที่ไม่มีกินเขาทรมานยังไง แล้วเรามีเหตุผลอะไรที่จะกินทิ้งขว้าง”