จากการได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง"การขับเคลื่อนการใช้สื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ" ในวันนี้ ก็เลยขอถือโอกาสเล่าข้อมูลความรู้ที่ได้มีโอกาสอ่านบทความของผู้สร้างสื่อคือ..ท่านนายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ซึ่งเป็นจิตแพทย์ ท่านได้น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่คณะครูและนักเรียนในโรงเรียนราชวินิต ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘

...ความเข้มแข็งในจิตใจ นี้เป็นสิ่งที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็ก เพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้ แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็งในกาย ในใจ ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้...

มาเป็นต้นแบบของความคิดในการที่จะช่วยเหลือ เสริมสร้าง เป็นภูมิคุ้มกันทางใจ  ท่านบอกว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเรียน นักศึกษา หลากหลายวัย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ฯลฯ เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เพื่อให้เด็กเติบใหญ่เป็นคนที่เข้มแข็ง กล้าเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค  ขณะเดียวกันก็มีความอ่อนโยนอยู่ภายในจิตใจ มีความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ มีจิตใจโอบอ้อมอารี

การมีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยนอยู่ในคนๆ เดียวกันนี้  คือ หัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข  นี่เป็นที่มาของการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เรื่อง เติมเต็มความเข้มแข็งทางใจ 

คำว่า ความเข้มแข็งทางใจ  หมายถึง ความสามารถในการจัดการปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นในชีวิต หากมีเหตุให้ชีวิตต้องล้มลง ก็สามารถลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และยังได้เรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอีกด้วย

ความเข้มแข็งทางใจเป็นความสามารถของจิตใจที่ฝึกฝนและสร้างขึ้นได้

การสร้างความเข้มแข็งทางใจขึ้นในตัวเรา จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะความสามารถ ซึ่งแบ่งเป็น 4 องค์ประกอบดังนี้

1.  รู้สึกดีกับตัวเอง  เกิดขึ้นได้เมื่อเรารู้จักตัวเองดีพอ

2.  จัดการชีวิตได้  เกิดขึ้นเมื่อเราได้สะสมประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะจัดการสิ่งต่างๆนั้นได้

3.  มีสายสัมพันธ์เกื้อหนุน  เกิดขึ้นเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

4.  มีจุดหมายในชีวิต  หมายถึงการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต