£ บันทึกของ...สาวนักช้อป <"Shopaholic">ß

Baby
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
....เก็บออมวันนี้ เป็นเศรษฐีในวันหน้า...

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า " การช็อปปิ้งกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน " จะตัดให้ตายหรือบ๊าย บาย ให้หายขาดก็คงทำไม่ได้นะคะ บี๋เองก็เป็นคนหนึ่งค่ะที่เสพติดการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

บี๋ไม่สงสัยเลยว่านิสัยชอบช้อปปิ้งนี้ติดมาจากใคร........ก็ติดมาจากคุณแม่บี๋เองค่ะ ท่านเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้งมาก ช้อปเก่งกว่าบี๋อีกนะคะ ว่างเป็นไม่ได้ชอบชวนไปช้อปค่ะ ของบางอย่างเราซื้อมาแล้วสามารถใช้ด้วยกันได้ก็ทำให้ประหยัดไปอีกแบบ เช่นพวกเครื่องประดับต่างๆ แต่เสื้อผ้าเราใส่กันไม่ได้เลยเพราะคนละไซส์และคนละสไตส์ คุณแม่เป็นคนแต่งตัวเก่งมากๆ หุ่นดี เปรี้ยวสุดๆ แต่บี๋จะแต่งแนวเรียบๆ ค่ะ ส่วนรองเท้าไซส์เราจะต่างกัน 1 เบอร์ บางยี่ห้อ บางรุ่นเราก็ใส่ด้วยกันได้ เวลาใครไปช้อปปิ้งที่ไหนแล้วเห็นของสวยๆ ก็จะคิดถึงอีกคนเสมอและจะซื้อมาฝากกันเป็นอย่างนี้ตลอดค่ะ 

ตอนนี้เรา 2 คนจึงมีสมบัติ(บ้า)เยอะมากโดยเฉพาะ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง และรองเท้า รองเท้า2คนรวมกันหลายร้อยคู่ เยอะยิ่งกว่าร้านขายรองเท้าซะอีก แต่ที่ใส่จริงๆ มีไม่กี่คู่ เพราะชอบใช้คู่เก่าๆเนื่องจากมันจะนิ่มและไม่กัดเท้า ไม่ชอบเปลี่ยนบ่อยแต่ชอบซื้อถ้าถูกใจแบบว่าซื้อมาเก็บหรือได้ครอบครองก็สบายใจแล้วค่ะ หลายคู่ที่ซื้อมาทั้งราคาถูกและแพงถ้าใส่ครั้งแรกแล้วกัดอย่างหวังเลยว่าจะถูกหยิบมาใช้อีก เพราะจะเก็บเข้ากล่องไปเลยจนลืมค่ะ  นอกจากรองเท้า ต่างหูก็เป็นที่ชื่นชอบไม่น้อยมีมากถึงขนาดต้องซื้อตะแกรงเหล็กแบบที่เค้าใช้แขวนขายมาแขวงเรียงกันเลยที่เดียว การตั้งเรียงบนแผงตระแกรงทำให้ง่ายต่อการหยิบหา และมีโอกาสนำมันมาใช้ได้บ่อยกว่าการที่เราเก็บเข้ากล่องหรือลิ้นชัก เพราะถ้าเก็บไว้ในกล่องเราจะนึกไม่ออกว่าเรามีอะไรบ้าง แบบใดบ้าง ทำให้ลดการซื้อซ้ำค่ะ เพราะเราเห็นมันบ่อยๆ ว่าเรามีแบบไหนแล้วบ้าง

 รองเท้าคู่นี้ซื้อมาจากญี่ปุ่นค่ะ ตอนที่ซื้อมายังไม่มีใน shop ที่เมืองไทย ภูมิใจมากได้ใส่ก่อนใคร ปรากฏว่าแค่ใส่ครั้งแรกเท่านั้นกัดแทบตาย ดังนั้นอย่าหวังเลยว่าจะใส่อีก ทุกวันนี้เลยนอนอยู่ในกล่องเรียบร้อยแล้วค่ะ 

ถึงแม้ว่าจะชอบช้อปปิ้งมากเพียงใด เชื่อไหมค่ะว่าบี๋ไม่เคยทำบัตรเครดิตค่ะ แต่บี๋มีบัตรเครดิตใช้ 2 ใบ ซึ่งเป็นบัตรเสริมจากคุณแม่ บี๋ไม่เคยสมัครเป็นของตัวเอง ทุกครั้งที่ไปแบงค์พนักงานชอบคะยั้นคะยอให้ทำบัตรเครดิตแต่บี๋ก็ปฏิเสธทุกครั้งไป เพราะกลัวการเป็นหนี้ค่ะ

บัตรเสริมนี้คุณแม่ทำให้ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ ทุกครั้งเวลาที่จะใช้บัตรบี๋จะโทรขออนุญาตก่อนและชี้แจงว่าเราจะใช้จ่ายค่าอะไรบ้าง ทุกวันนี้แม้จะทำงานมีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้วแต่บี๋ก็ยังแจ้งให้ท่านทราบตลอดแจ้งแบบละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง เนื่องจากคุณแม่จะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเวลาธนาคารเรียกเก็บเงินค่ะ ประมาณว่าคนใช้ไม่ได้จ่าย คนจ่ายคือคุณแม่  ^--^

มีอยู่ครั้งหนึ่งบี๋อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง ประมาณว่าโตแล้วปีกกล้าขาแข็ง บอกคุณแม่ว่าจะคืนบัตรเครดิตที่เป็นบัตรเสริมให้คุณแม่เพราะบี๋อยากจะรับผิดชอบตัวเอง อยากมีบัตรที่เป็นของเราเองไม่ใช่บัตรเสริม อยากใช้ก็ใช้ไม่ต้องรายงานใคร เพราะว่าการที่คุณแม่เป็นคนจ่ายเมื่อถูกเรียกเก็บท่านจะทราบหมดว่าเราซื้ออะไรบ้าง ที่ไหนบ้าง คุณแม่บอกเอาเลย ดี อยากทำอะไรก็ทำ รับผิดชอบตัวเองแล้วกัน ถึงเวลาเรียกเก็บก็จ่ายเองแล้วนะ ดีซะอีกแม่จะได้สบาย นอนคิดอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี บวกลบคูณหารแล้วไม่เอาดีกว่าอย่างที่ว่าค่ะคือกลัวการเป็นหนี้ เพราะกลัวจะห้ามใจตัวเองไม่ได้แล้วจะใช้เกินตัว อย่างน้อยถ้าเป็นบัตรเสริมยังมีคุณแม่คอยคุมและคอยจัดระบบระเบียบด้านการเงินให้ คุณแม่เองท่านก็น่ารักมาก ไม่เคยปริปากบ่นเลยถึงแม้ว่าเราจะใช้เยอะแค่ไหน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศจะใช้บัตรซื้อของเยอะมาก เมื่อถึงเวลาเรียกเก็บท่านก็จะถามว่าได้ซื้อของตามที่เรียกเก็บไหมแค่นั้น เพราะท่านทราบว่าไปต่างประเทศทั้งที่ต้องซื้อของเยอะอยู่แล้วเพราะของบางอย่างถูกกว่าเมืองไทยครึ่งต่อครึ่ง คุณแม่บอกซื้อมาเลยเพราะถ้ากลับมาแล้วไม่ได้ซื้อจะมานั่งเสียดายอีก แต่ถ้าใช้รูดในเมืองไทยบางเดือนที่เยอะหน่อยท่านก็เปรยๆ ว่าเดือนนี้จ่ายค่าบัตรหลายบาทจัง เราก็จะรู้แล้วว่าเดือนหน้าต้องประหยัดๆ หน่อย ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้ใช้บัตรพร่ำเพื่อแต่จะใช้เมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เพราะสะดวกกว่าพกเงินสดติดตัว ถ้าในประเทศเวลาซื้อของจะใช้เงินตัวเอง ยกเว้นบางแห่งถ้าใช้บัตรแล้วได้ส่วนลดถึงจะใช้ค่ะ หรือใช้สำหรับซื้อของทาง Internet เท่านั้น เพราะเกรงใจคุณแม่ จึงไม่อยากใช้มากถ้าไม่จำเป็น

ถึงแม้ว่าบี๋จะเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้งมากแต่สำหรับการซื้อของแล้วบี๋ชอบซื้อของลดราคา  หรือของที่มีโปรโมชั่น จะไม่ค่อยชอบซื้อของที่ขายราคาเต็ม  เพราะรู้สึกว่าเหมือนเราขาดทุน  เนื่องจากซื้อราคาเต็มไม่กี่วันก็ลดราคาแล้ว  เจ็บใจเปล่าๆ ดังนั้นจะรอซื้อตอนลดราคาค่ะ  ลดมากลดน้อยก็ขอให้ขึ้นชื่อว่าลดราคาจากราคาเต็ม ก็สบายใจแล้วหล่ะค่ะ  ยกเว้นถ้าอยากได้และจำเป็นต้องใช้ของจริงๆ ก็ยอมจ่ายค่ะ คิดเสียว่าบวกให้เป็นค่าได้โอกาสที่ทำให้ได้ของมาใช้ก่อน เพราะเราจำเป็นต้องใช้ให้มารอตอนลดไม่ทันใช้กันพอดี

ไม่ใช่แต่บี๋นะคะที่ชอบซื้อของลดราคา ลองคุยกับเพื่อนๆ ดูเค้าก็เป็นเหมือนกันค่ะ แสดงให้เห็นว่าของลดราคากับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เห็นกะบะลดราคาเมื่อไหร่เป็นไม่ได้ต้องวิ่งพุ่งตรงเข้าไป ขุด คุย แจมกับเค้าด้วยทุกครั้งไป

ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ  ถ้าไปคนเดียวขากลับจะต้องเสียค่าน้ำหนักสัมภาระเกินตลอด บางครั้งเสียเยอะกว่ามูลค่าของที่ซื้ออีกนะคะ แต่ถ้าไปกับเพื่อนสนิทหรือพี่ๆที่ทำงานทุกคนจะทราบดีว่าอย่าซื้อของมากเพราะต้องเพื่อน้ำหนักให้ของ ของบี๋ด้วย :-) โชคดีค่ะที่เพื่อนๆ เข้าใจจึงมักจะได้อนิสงฆ์ตรงนี้ทุกครั้งที่ไป บี๋จะซื้อของติดไม้ติดมือ ทั้งของตัวเองและของสำหรับฝากญาติมิตร เพื่อนฝูง หอบหิ้วกลับมาเหมือนคนบ้าหอบฟางเลยค่ะแต่ก็สามารถนำกลับมาเมืองไทยได้ทุกชิ้น

เวลาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบี๋จะควบคุมตัวเองเรื่องการช้อปปิ้งไม่ได้เลย น๊อตหลุดเลยค่ะ แต่ดีอย่างที่บี๋มักจะไปซื้อของตาม Outlet หรือ ของที่เค้าลดราคา บางประเทศจะหาข้อมูลก่อนไปเลยว่าควรจะไปช่วงใดที่เค้าลดราคาประจำปีอะไรประมาณนั้นและไปประเทศนี้ควรจะซื้อของจำพวกใด นอกจากนี้บี๋ยังเข้า Internet หาของที่เราต้องการแล้ว print ตัวอย่างพร้อมราคาติดไปด้วย ถ้าถูกกว่าก็จะซื้อถ้าแพงกว่าก็กลับมาซื้อในเมืองไทย ค่ะไม่ต้องแบกให้หนัก ดังนั้นก่อนเดินทางทุกครั้งจะต้องทำการบ้านก่อนเสมอ

 ความสุขเล็กๆ...ความสุขน้อยๆ...

รู้ตัวเองว่าช้อปปิ้งเก่งมากดังนั้นเวลาต้องเดินทางไปต่างประเทศบี๋จะจำกัดการใช้จ่ายของตัวเองโดยการแลกเงินไปแบบไม่มากเกินไป  แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมตบะของตัวเองได้ เพราะยังมีบัตรเครดิตติดตัวไปด้วย พอเงินหมดบี๋ก็ใช้บัตร รูดปื๊ด...รูดปื๊ด

เพื่อนๆ หลายคนเวลาไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแล้วไม่ชอบซื้อของ แต่พอกลับมาถึงเมืองไทยแล้วไม่มีของฝาก  ดังนั้นต้องมาขอซื้อของต่อจากบี๋อยู่เสมอๆ เพราะเค้ารู้ว่าบี๋ซื้อของมาเยอะ ซื้อแบบมีสติบ้าง ไร้สติบ้าง ดังนั้นเค้าบอกว่าเมื่อรื้อของเสร็จแล้วชิ้นไหนไม่เอา หรือไม่รู้ว่าซื้อมาทำไม ให้เอามาขายต่อค่ะ เพราะเค้าจะเอาไปฝากเพื่อนแต่ตอนที่อยู่โน้นนึกไม่ออกว่าจะซื้อของฝากใครดีแต่พอกลับมาเมืองไทยแล้วไม่มีของฝาก ซึ่งก็เป็นเช่นที่เค้าว่าจริงๆ ค่ะ เพราะของบางอย่างบี๋ซื้อมาซ้ำกัน โดยเฉพาะเครื่องสำอางค่ะ บางครั้งซื้อแบบเดียวกัน รุ่นเดียวกัน สีเดียวกันตั้ง 2 -3 อันแหนะ เพราะบางครั้งรีบซื้อเนื่องจากต้องรีบไปทำธุระอย่างอื่นต่อ จึงจำไม่ได้ว่าได้ซื้ออะไรไปบ้างแล้ว เลยซื้อซ้ำค่ะ บ่อยครั้งพอกลับมาเมืองไทยแล้วเอาของที่ซื้อมาดูกันเพื่อนๆ มักจะถามบี๋ว่าซื้อร้านไหนหล่ะ ชอบจัง ทำไมเราเดินไม่เห็นเจอเลย อะไรแบบนี้เสมอๆ ทั้งๆ ที่เดินร้านเดียวกัน อันนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวค่ะคือ บี๋จะเป็นคนที่มองของแล้วจะรู้เลยว่าเราต้องการอะไรในร้านนี้จะไม่เสียเวลากับของที่เราไม่ต้องการ ดังนั้นเราจะมุ่งตรงไปหาสิ่งที่เราต้องการทันทีทำให้เราได้ของดีที่ถูกใจ ในเวลาเลือกซื้อที่จำกัดค่ะ

                    

บี๋เป็นคนที่ชอบช้อปปิ้งมากสามารถช้อปได้ทุกที่ ตั้งแต่ห้างหรูยันตลาดนัดเปิดท้าย ทุกครั้งที่ไปเดินแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจะต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับมาตลอด ไม่เว้นแม้แต่ไปเที่ยวงานวันเด็ก ทอดกฐิน แข่งกีฬา  ฝังลูกนิมิต  ฉลองศาลาการเปรียญ เป็นต้น อังสินีช้อปได้หมดค่ะ บ่อยครั้งที่ไปร่วมงานบุญต่างๆ เพื่อนๆ ที่ไปด้วยจะไม่สงสัยเลยว่าหลังเสร็จพิธีการเราหายไปไหน? และสามารถจะหาเราได้ที่ใด ? เพราะทุกครั้งจะต้องกลับมาพร้อมกับของในมือ ไม่ว่าจะเป็นขนมจาก ถั่วต้ม กาละแม สายไหม กระเป๋ากระจูด เป็นต้น เพราะหลังจากงานพิธีจบ เราก็จะเริ่มเดินดูของภายในงานแล้วค่ะ ว่าชาวบ้านเอาอะไรมาขายบ้าง โดยเฉพาะงานแบบ บ้าน บ้าน มักจะเจอขนม ของเล่น งานฝีมือที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาขายเวลามีงานในหมู่บ้าน ของแบบนี้ชอบนักแลเพราะจะเป็นของดี ของอร่อยและราคาถูกค่ะ ที่สำคัญยังเป็นการให้กำลังใจชาวบ้านในการสร้างสรรค์ผลงานและสงเสริมให้เขามีรายได้อีกด้วย  เพื่อนๆ มักจะแซวว่าขนาดมาในหมู่บ้านตามชนบทแล้วยังช้อปได้อีก...เชื่อเลย !  ^-^

วันหนึ่งน้องที่ทำงานยื่นถุงใบโตให้  ในถุงนั้นมีหนังสือจำนวนหลายเล่ม  เราก็งง ถามว่าให้พี่ทำไมหรอ  น้องที่น่ารักก็บอกว่า  พอดีหนูอ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วชอบมากค่ะ อยากจะให้พี่บี๋ได้อ่านเพราะว่าหนูอ่านแล้วนึกถึงพี่เลย ตรงกับนิสัยของพี่บี๋มากเลยค่ะ อ่านแล้วสนุก ไม่เครียด ดังนั้นจึงรับหนังสือมาพร้อมกับบอกว่า ขอบใจมากจ๊ะ แล้วพี่จะลองอ่านดูนะจ๊ะ :-p

พอกลับไปถึงบ้านไม่ลืมที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับน้อง คือรีบเอาหนังสืออกจากถุงเพื่อมาอ่าน  อยากรู้นักว่ามันจะสนุกแค่ไหนและเหมือนกับนิสัยเราอย่างไรกันแน่ อยากรู้ๆ...

ว้าว  ! แค่เห็นชื่อเรื่องก็น่าสนใจแล้วเพราะหนังสือที่ว่าชื่อ  “Confessions of a Shopaholic” หรืออีกชื่อ The Secret Dreamworld of a Shopaholic ผลงานการประพันธ์ของ โซฟี คินเซลลา

           

จะขอเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า...... รีเบคกา บลูมวูด (ฟิชเชอร์) สาวหวานทรงเสน่ห์แห่งนิวยอร์กซิตี้ ผู้มีปัญหาเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่บึ้มในเวลาอันสั้น เธอเสพติดการช้อปปิ้งจนถอนตัวไม่ขึ้นและกำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของหนี้สินจำนวนมหาศาล ในขณะที่เธอไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปทำงานในฝันกับนิตยสารแฟชั่นชื่อดังได้ จนกระทั่งเธอได้งานเป็นนักเขียนคอลัมน์แนะนำ ในนิตยสารการเงินเล่มใหม่ในเครือบริษัทเดียวกัน เพียงชั่วข้ามคืน คอลัมน์ของเธอกลับฮิตติดลมบนจนทำเธอกลายเป็นคนดังขึ้นมา แต่เมื่ออาการเสพติดช้อปปิ้งและบรรดาหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้นเริ่มคืบคลานเข้ามา มีผลกระทบกับชีวิตรักและหน้าที่การงานของเธอ เธอจึงต้องทำการปฏิวัติตัวเองครั้งยิ่งใหญ่และจัดระเบียบชีวิตของเธอเอง ว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต 

โซฟี  คินเซลลา” ได้แนะนำ “รีเบ็กก้า บลูมวู้ด” (ตัวละครหญิงสาวนักช้อป) ให้ผู้อ่านรู้จักกว่า 15 ล้านคนใน 35 ประเทศ ทั้ง อเมริกา สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ ตะวันออก สแกนดิเนเวีย ตุรกี ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ต่างก็หลงรักสาวนักช้อปผู้น่ารักและมองโลกในแง่ดีคนนี้อย่างหัวปักหัวปำค่ะ และได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก การันตีความโด่งดังด้วยงานแต่ละเล่มติดลิสต์เบสต์เซลเลอร์ทั้งใน อเมริกาและอังกฤษ และในช่วงหนึ่ง เธอมีหนังสือ 3 เล่ม ที่ติดอันดับท็อปเท็นของ หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์  หลังจากเล่มแรกประสบความสำเร็จ ก็มีภาคต่ออีก 4 เล่ม ไม่ว่าจะเป็น Shopaholic Takes Manhattan (บุกแมนฮัตตัน), Shopaholic Ties the Knot (แต่งงาน),  Shopaholic& Sister (สาวนักช้อป ปะทะ (พี่)สาวผู้เกลียดการช้อป) และ Shopaholic & Baby (เบบี๋ของเธอ)

จากซีรีส์นวนิยายขายดี ของ โซฟี คินเซลลา ได้ถูกจินตนาการสู่การสร้างภาพยนตร์ ไลฟ์สไตล์ คอเมดี้ การใช้ชีวิตของหญิงสาวสมัยใหม่ที่ต้องต่อสู้กับสิ่งเย้ายวนใจที่สุดของหญิงสาวทุกคนบนโลก แฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของแบรนด์เนม และ การช้อปปิ้ง พบกับสุดยอดแฟชั่นจากแบรนด์ดังและเทรนด์แฟชั่นสุดล้ำที่สาวนักช็อปและหนุ่มเมโทรไม่ควรพลาด    โดยผู้กำกับ พี.เจ. โฮแกน (My Best Friend’s Wedding) และผู้อำนวยการสร้าง เจอร์รี่ บรั๊คไฮม์เมอร์ (Coyote Ugly, Pirates of the Caribbean, National Treasure) เรื่องนี้ได้เข้าฉายไปแล้วเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ค่ะ

        

ส่วนคนไทยที่เป็นหนอนหนังสือคงคุ้นกับ เวอร์ชั่นภาษาไทย กับนวนิยาย “คำสารภาพของสาวนักช้อป” ฝีมือการแปลของ “พลอย จริยะเวช” เจ้าของสำนวน การแปลมันๆ ที่เคยสร้างเสียงหัวเราะ อันแสบสันต์ให้ผู้อ่านมาแล้ว จาก ไดอารี่ ของบริดเจ็ท โจนส์ มารับหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอด เรื่องราวสุดหรรษา ของรีเบคคา นักข่าวด้านการเงิน ผู้มีอาชีพบอกคนอื่นว่า ควรจัดการเก็บเงินของตัวเองอย่างไร ทว่าตัวเธอเอง กลับเสียศูนย์เรื่องเงิน เนื่องจากเสพติดการช้อปปิ้งอย่างรุนแรง จนตัวเลขแดงในบัญชีมากมาย เกินควบคุม หนำซ้ำมีเรื่องรักมากวนใจให้วุ่นวายสับสน

ผู้อ่านจะสนุกสนาน ไปกับในนิยายเปี่ยมอารมณ์ขัน ที่สะท้อนแง่มุมเล็กๆ แต่น่าสนใจ กับอาการสากลของผู้เสพย์ติดการช้อปปิ้ง ที่ทั้งหญิงชาย ในโลกทุนนิยม ซาบซึ้งในสุขและทุกข์ของมันดีค่ะ

บี๋เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ย่อมเคยมีประสบการณ์ในการช้อปปิ้งอย่างไร้สติมาแล้วอย่างแน่นอน ลองนึกดูว่าเหตุการณ์อย่างนี้เคยเกิดขึ้นกับเราหรือไม่ เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้า เห็นเสื้อตัวหนึ่งที่โดนใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจซื้อทันที ถึงแม้ว่า สีนั้น จะซ้ำกับเสื้อตัวที่แขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าแล้วก็ตาม หรือรูปแบบการดีไซน์ ก็ไม่ต่างไปจากเสื้อตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว .. แต่พอซื้อเสร็จ กลับต้องมานั่งคิด นั่งกลุ้ม ว่าซื้อมาทำไม ไม่น่าซื้อเลย เสียดายเงิน น่าจะเอาเงินไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า...

ลองมาดูกันนะคะว่าพฤติกรรมการช้อปฯ ที่ผ่าน ๆ มาของคุณนั้นเข้าข่ายผิดปกติแล้วหรือยัง หากคุณตอบว่า ใช่ เกินครึ่งของคำถามต่อไปนี้นั้น ก็คงพอฟันธงลงไปได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็น นักช้อปฯ ไร้สติเสียแล้วล่ะค่ะ คุณคงต้องรีบหาทางจัดการเยียวยาตัวเองก่อนบัญชีคุณจะบานปลายไปกว่านี้

- คุณยังไม่ใช้ของที่ตัวเองซื้อมา ยอมรับมาซะดี ๆ ว่ามีบางชิ้นที่คุณยังไม่แกะออกจากห่อเลยด้วยซ้ำ

- ยอดเครดิตการ์ดกี่ใบ ๆ ที่คุณมีต่างก็เฉียดเต็มเพดานอยู่รอมร่อแล้ว

- คุณมักจะเอาของที่ซื้อมาแล้วไปเปลี่ยนหรือคืนที่ร้านเป็นประจำ

- ตอนแรกที่ซื้อของมาคุณก็มักจะรู้สึกดีอยู่หรอก แต่พอเวลาผ่านไปคุณมักรู้สึกผิดที่ใช้เงิน พาลให้รู้สึกแย่ ๆ กับนิสัยนี้ของตัวเองเป็นประจำ

- คุณไม่กล้าบอกสามีหรือเพื่อนว่าคุณไปช้อปปิ้งมา

- คุณเลือกที่จะไปช้อปปิ้งแทนการนัดเพื่อนหรือไปงานที่มีคนเชิญมาเสมอ

- หากวันไหนคุณไม่ได้ไปซื้อของ คุณมักจะกระวนกระวายและรู้สึกร้อนรุ่ม

- คุณรู้สึกดีมาก ๆ หากพนักงานขายพูดจาดี ๆ กับคุณ และจะรู้สึกเศร้าหากพนักงานพวกนั้นไม่ต้อนรับคุณด้วยดี

- เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม คุณจะรู้สึกอยากออกไปช้อปปิ้งเพื่อหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

- คุณมักจะไม่เคยกะการล่วงหน้าว่าจะซื้ออะไร แต่ชอบที่จะไปเดินดูแล้วค่อยหยิบของที่อยากได้ในขณะนั้น

 

นักจิตวิทยาได้รวบรวมคำแนะนำดี ๆ สำหรับเยียวยานิสัยโรคนักช้อปเอาไว้ให้แล้ว ลองทำตามดูก็คงไม่เสียหลาย เผื่ออะไร ๆ จะดีขึ้น ดังนี้ค่ะ

-ก่อนออกไปช้อปปิ้ง ทำรายการของที่ตั้งใจจะซื้อจดใส่กระดาษให้ชัดเจน และซื้อของเฉพาะที่อยู่ในรายการเท่านั้น อย่าออกนอกรายการเด็ดขาด

-เลือกเดินคนเดียว เพราะหากไปกับเพื่อนคุณจะมีโอกาสถูกลูกยุได้สูง

-เมื่อไหร่ที่เกิดไปปิ๊งของแพงหูดับจนแทบจะอดใจไม่ได้อยู่รอมร่อ จงหยุด และให้เวลาตัดสินใจกับตัวเองสัก 24 ชั่วโมง แล้วเดินออกจากร้านไปก่อน คุณจะจัดการกับอารมณ์อยากได้ของตัวเองได้ดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ

-หากคุณรู้สึกว่าการได้จ่ายเงินซื้อของอะไรก็ตามเป็นเรื่องที่ทำให้คุณสบายใจขึ้นมากแล้วล่ะก็ แทนที่จะซื้อของแพง ๆ อย่างเสื้อผ้า รองเท้า แบรนด์เนมต่าง ๆ ก็ลองหันมามองของแบกะดินถูก ๆ หรือซื้อพวกกับข้าว หรือของจำเป็นในครัวเรือนเสียเลยยิ่งดี หากยิ่งต่อราคาได้ คุณก็จะได้ใช้เงินน้อยลงไงคะ

-และหากคุณภูมิใจ อุ่นใจกับการมีเครดิตการ์ดติดกระเป๋าสตางค์ จนห้ามใจไม่อยู่หยิบมันออกมาใช้เรื่อย ๆ แล้วนี่ เห็นทีต้องปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด ทำใจแข็งไว้ค่ะ แล้วเก็บมันใส่กล่อง ล็อคกุญแจไว้เลย แล้วก็เอากล่องนั้นใส่ไว้อีกกล่องหนึ่ง แล้วก็ซุกไว้ลึกๆ ในตู้เสื้อผ้าที่บ้าน ทีนี้เมื่อไหร่ที่คุณอยากได้ของอะไร ทั้ง ๆ ที่เงินสดก็ไม่พอ (หนี้เก่าก็มีเพียบ) อย่างน้อยจะได้ชั่งใจ กลั่นกรองความอยากถึง 3 ชั้นขณะที่จะหยิบเจ้าเครดิตการ์ดเหล่านั้นมาใช้ เวลาเหล่านี้อาจจะช่วยเรียกสติและความยั้งคิดของคุณกลับมาได้บ้างค่ะ

การที่ผู้หญิงส่วนใหญ่คลั่งไคล้การช้อปปิ้งมีหลายสาเหตุ  

ศาสตราจารย์คาเรน  ไพน์ (Prof. Karen Pine) แห่งภาควิชาจิตรวิทยา มหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ตเชียร์ (University of Hertfordshire) ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผย ผลการศึกษาพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้หญิงวัย 18-50 ปี กว่า 500 คน แล้วพบว่าอาการบ้าช้อปของผู้หญิงนั้นไม่ได้เกิดจากความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว ทว่า การช้อปปิ้งยังเป็นหนทางในการระบายอารมณ์ ความรุนแรงและความแปรปรวนที่เกิดจากฮอร์โมนภายในร่างกายอีกด้วยค่ะ โดยเห็นได้จากการที่สาวๆ  2 ใน 3 เปิดเผยว่า พวกเธอมักจะซื้อของอย่างบ้าคลั่งในช่วง 10 วัน ก่อนมีรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงสูงจนทำให้เกิดอาการหงุดหงิด ซึมเศร้าอย่างไม่มีเหตุผลนั่นเอง

เห็นไหมค่ะว่าการช็อปปิ้งไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป หากรู้จักช้อปอย่างมีสติ ก็อาจช่วยระบายอารมณ์และลดความแปรปรวนของอารมณ์ลงได้

จะว่าไปนักจิตวิทยาเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะควบคุมนิสัยการช้อปปิ้งของตัวเองได้ยากมาก ผลสำรวจของนิตยสาร The Marketeer ที่สำรวจสาวไทยวัยทำงานอายุระหว่าง 21-29 ปี เกี่ยวกับค่านิยม ความเชื่อ และวิถีการดำเนินชีวิต ได้ผลสรุปมาข้อหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจว่า กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีคะแนนนำลิ่วมาได้แก่ กลุ่มสาวทำงานยุคใหม่ ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นพวกบ้างาน ส่วนหนึ่งเพราะกลัวความไม่มั่นคง และมักจะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาปรนเปรอความสุขให้กับตัวเอง ค่อนข้างเป็นวัตถุนิยม และมักจะหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยการจับจ่ายซื้อของจนกลายเป็นนิสัย

แม้ว่าการช้อปปิ้งจะทำให้คุณสบายใจจนคุณเผลอ  เสพการช้อปปิ้งโดยไม่รู้ตัว เราคงได้แต่เตือนกันให้คุณรู้จักบันยะบันยังบ้างตามสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงที่หนีไม่พ้นนะคะ เพราะถึงอย่างไรการเก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายในยามที่จำเป็นก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดค่ะ

สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจให้บี๋ต้องลุกขึ้นมาเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา  คุณแม่เข้ามาในห้องบี๋แล้วมองไปรอบๆ ห้อง ท่านเปรยขึ้นมาว่า เรามาแข่งกันเก็บเงินไหม ? พูดแค่นี้ก็รู้แล้วค่ะว่าท่านหมายความว่าอย่างไร เพราะห้องบี๋เต็มไปด้วยสมบัติ(บ้า)

สุดท้าย ท้ายสุดนี้ อยากจะฝากไว้ว่าอย่าลืมว่าเงินจากการช้อปต้องเหลือจากเงินออมนะคะ ไม่ใช่ช้อปเหลือเท่าไหร่แล้วก็ออมมันไปเท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้องค่ะ เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถออมเงินแบบเป็นกอบเป็นกำได้  บี๋ว่าความจน ความรวยไม่ได้วัดกันที่ใครมีรายได้มากกว่ากัน แต่มันวัดกันที่ใครมีเงินเหลือเก็บออมมากกว่ากันตะหากหล่ะ เพื่อนๆ ว่าจริงไหมค่ะ ? :-)

ถ้าใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการออมเงินเมื่อไหร่ก็ให้ใช้ฤกษ์งามยามดีในปีใหม่นี้เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ  ให้ชีวิตก็ได้นะคะ บี๋เองก็ได้เริ่มตั้งแต่วันที่คุณแม่ชวนแล้วค่ะ เกือบเดือนแล้วที่บี๋ไม่ไปช้อปปิ้งหรือหาซื้อของที่ไม่จำเป็น และได้รื้อของที่มีอยู่นำมันออกมาใช้ค่ะ  ถ้าเป็นเมื่อก่อน ปลายปี ต้นปี ช้อปกันมันส์เลย  เพราะทุกห้างจะแข่งกันลดราคาพร้อมทั้งมีโปรโมชั่นพิเศษและที่สำคัญหาเหตุผลที่จะต้องซื้อให้ตัวเองว่าเป็นของขวัญปีใหม่อะไรประมาณนั้น ขนาดอาทิตย์ก่อนน้องที่รู้จักเป็นผู้จัดการแผนกที่ห้างโทรมาตาม 2 ครั้ง ว่ามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับขอบคุณลูกค้า บี๋ยังเมินเลยค่ะ ดีใจจังที่ห้ามใจตัวเองได้ :-)  

บี๋เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คนเราเมื่อตั้งใจจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองแล้วเราต้องมีความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ถึงจะทำได้สำเร็จค่ะ สัญญาค่ะว่าต่อแต่นี้ไปจะ ลดการช้อปปิ้งให้น้อยลงและออมเงินหรือนำเงินไปลงทุนให้เกิดประโยชน์งอกเงยให้มากขึ้นค่ะ

เรื่องสำคัญที่เราต้องทำเพื่อให้ชีวิตทางการเงินของเราดีขึ้นควบคู่ไปกับการลงทุน ก็คือ การเก็บออมเงินที่เราหามาได้อยู่เสมอๆ เพราะสุดท้ายแล้ว อนาคตทางการเงินของเราจะขึ้นอยู่กับ จำนวนเงินที่เราเก็บสะสมได้ ไม่ใช่จำนวนเงินที่เราหามาได้ค่ะ

บี๋ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ให้เริ่มออมเงินไปพร้อมๆ กันกับบี๋ตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ เราจะได้เป็นกำลังใจในการออมเงินของซึ่งกันและกันค่ะ :-)

....เก็บออมวันนี้ เป็นเศรษฐีในวันหน้า...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยนข้อมูล



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เยี่ยมยอดค่ะน้องบี้....การเก็บออมเป็นสิ่งดีค่ะพี่เองเรื่องช็อปฯก็ประมาณเดียวกันกับหนูนี่แหละ

กว่าจะนึกได้ก็จนแก่...แต่นึกได้มั่ง...ลืมมั่ง....นอกจากการออมแล้วการให้ทานก็เป็นสิ่งที่ควรทำคู่กันนะคะ

บันทึกของหนูทำให้พี่เริ่มอยากออมแล้วล่ะค่ะ...ขอมคุณมากนะคะ...

พี่กระแต(มาตายี)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ...พี่กระแต

พี่กระแตพูดถูกต้องเป็นที่สุดค่ะ ^-^ ถึงเราจะออมเงินแต่เราก็ต้องรู้จักการแบ่งปัน การให้ทาน

เริ่มกันเลยค่ะ..พี่กระแต เรามาเริ่มออมเงินไปพร้อมๆ กันนะคะ จะได้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน :-p

ขอบคุณมากค่ะ ที่เข้ามาให้กำลังใจ :-)

เขียนเมื่อ 

จำได้ว่า ครั้งแรกที่บี้ไปช้อปปิ้งที่ฮ่องกงคนเดียวน่ะ เดินอยู่ 3-4 วัน ข้าวปลาไม่กิน กลับมาน้ำหนักลด ผอม สวย เชียว ซึ่งเป็นผลพลอยได้ของการช้อปปิ้งนะเนี่ย ไว้ว่างๆ เราไปช้อปปิ้งด้วยกันนะจ๊า

เขียนเมื่อ 

อยากไป Shopping กับออดี้และแกงค์เราแล้วอ่ะจ๊ะ...จัดทริปด่วนจ้า !!!