โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณหมอ และคุณหมอก็ได้อ่านประวัติการเจ็บป่วยจากแฟ้มประวัติคนไข้ ทำให้ทราบว่าเรามีโรคประจำตัวอยู่ 2 โรคค่ะ คือ โรคภูมิแพ้ และ โรคปวดท้องประจำเดือน

ทั้ง 2 โรคได้ทำการรักษาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญอยู่อย่างต่อเนื่องค่ะ สำหรับโรคภูมิแพ้เป็นมานานแล้วโดยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จะเป็นๆ หายๆ พอเป็นขึ้นมาทีก็จะต้องกระตุ้นวัคซีนภูมิคุ้มกันเป็นระยะๆ บี๋ทราบสาเหตุของภูมิแพ้มานานแล้วหลังทำ Skin test ว่าตัวเองแพ้ตัวไรฝุ่นค่ะ ก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ แต่ไม่หายขาด หลังเข้ารับวัคซีนจบคอร์สจะอยู่ได้สักระยะหนึ่ง ก็จะเป็นขึ้นมาอีก ก็ต้องกระตุ้นกันใหม่อีกค่ะ เป็นอย่างนี้ตลอด พยายามออกกำลังกายและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้เพื่อบรรเทาอาการของโรค แต่ก็อาการที่เป็นนี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร แค่คันตาและมีน้ำมูก น้ำตาไหล เวลาเจอสิ่งกระตุ้นที่เราแพ้ค่ะ

ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดมาตลอดตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนค่ะ ก่อนหน้านี้ก็จะทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่บี๋โชคร้ายเกิดแพ้ยาพอนสแตน ซึ่งเป็นยายอดฮิตที่ใช้สำหรับรักษาอาการปวดประจำเดือนซะงั้น เพราะพอทานแล้วจะทำให้ตาบวม เลยต้องหลีกเลี่ยงหันไปทานยาแก้ปวดธรรมดาแทนค่ะ

อาการปวดท้องประจำเดือนของบี๋เริ่มปวดมากขึ้นๆ ทุกเดือน บางเดือนปวดมากถึงกับต้องลาหยุดงาน บางครั้งปวดมากถึงขนาดอาเจียนและหน้ามืดเป็นลมเลยก็มีค่ะ ทรมานมาก บี๋เห็นว่าไม่ได้การแล้วเราต้องเริ่มรักษาแบบเป็นเรื่องเป็นราวซะแล้ว ดังนั้นบี๋จึงไปพบคุณหมอแผนกสูตินารีที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่เพื่อทำการรักษาโรคปวดท้องประจำเดือน หลังจากที่คุณหมอได้ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่าบี๋เป็น “โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือ โรค เอ็นโดเมททริโอซิส (Endometriosis)” ชนิดที่พบในกล้ามเนื้อมดลูก (Endometriosis Internal) ค่ะ

“โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือโรคเอ็นโดเมททริโอซิส (Endometriosis)” คืออะไรเรามาดูกันนะคะ

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หมายถึงการที่มีเซลล์คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือจากในโพรงมดลูกที่มันควรอยู่  (พบได้3-18 % ในสตรีทั่วไป) การเจริญผิดที่นี้แบ่งเป็น

1. อยู่ในเนื้อมดลูก  (Endometriosis internal หรือ Adenomyosis) หมายถึง เยื่อบุโพรงมดลูกมันเจริญแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกแทนที่จะอยู่แต่เพียงผิวด้านในของมดลูกเท่านั้น Adenomyosis แบ่งออกเป็น 2  แบบที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนเฉพาะที่ (Localized) หรือแบบที่มันกระจายกันอยู่ทั่วเนื้อมดลูกทั้งก้อน (Overanalyzed) ทำให้เนื้อมดลูกโตขึ้นเฉพาะที่หรือโตขึ้นทั้งก้อน  เวลาตรวจจะพบว่ามดลูกโตขึ้นคล้ายกับโรคเนื้องอกมดลูก

2. อยู่นอกมดลูก (Endometriosis external หรือ เรียก Endometriosis เฉย ๆ) คือ เยื่อบุโพรงมดลูกไปขึ้นนอกจากในเนื้อมดลูก  มักขึ้นที่รังไข่  ท่อมดลูก  เส้นเอ็นของมดลูก หรือนาน ๆ ก็พบว่ามีบ้างที่ตับ  กระบังลมปอด  หรือเนื้อปอด  หรือขึ้นที่แผลที่เคยผ่าตัดช่องท้อง

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เกิดขึ้นได้อย่างไร

เชื่อกันว่าเกิดจากตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่  ทำให้เข้าไปในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานได้  (เพราะปลายท่อนำไข่เปิดอยู่)  ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับการมีประจำเดือนของคนทั่วไป 70-80 % (ที่เลือดไหลย้อนเข้าไปในอุ้งเชิงกราน)  แต่ไม่ทุกคนที่เป็น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  ได้มีการอธิบายว่า  ปกติเนื้อเยื่อของร่างกายถ้าอยู่ผิดที่  จะถูกเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทาน (Antibody) มาทำลายทิ้งไป  แต่ในรายที่เป็นโรคนี้มีการตรวจพบว่ามีภูมิต้านทานที่จะต้านเซลล์เหล่านี้ลดลงว่าคนที่ไม่เป็น  มีทฤษฎีการเกิด โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  อื่น ๆ หลายทฤษฎี  แต่ทุกทฤษฎีก็ไม่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นและดำเนินไปของโรคได้ดี  สรุปก็คือยังไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  แบ่งได้เป็น 4 อย่าง

1. อาการปวด  ได้แก่  การปวดประจำเดือน  ปวดท้องน้อยเรื้อรัง  ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ (โดยเฉพาะเวลาท้องผูก)  ปวดเวลาปัสสาวะ  หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา  ปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง  (ซึ่งมักปวดมากเวลามีประจำเดือน)  ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ (และ/หรือหลังจากนั้น) 

การเกิดอาการปวดเนื่องจากมีสารเคมีเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นโรคทำให้เกิดลักษณะคล้ายการอักเสบเป็นแผล  สารเคมีนี้กระตุ้นปลายประสาทความรู้สึกให้รับรู้การเจ็บปวดรุนแรงกว่าปกติ  หรืออาการเจ็บป่วยอาจเกิดจากการมีแผลเป็นจากปฏิกิริยาอักเสบดังกล่าว

2. อาการเลือดประจำเดือนผิดปกติ  คือ  ประจำเดือนมามาก  มาไม่สม่ำเสมอ  มานาน  มากะปริดกะปรอย  การมีประจำเดือนผิดปกติ  อาจอธิบายได้ว่าเกิดจาก โรคนี้มีส่วนทำให้ไข่ไม่ค่อยตก,เลือดออกมากเพราะมันมีส่วนทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ, ทำให้มดลูกโต  มีเนื้อที่การมีเลือดออกในโพรงมดลูกมากขึ้น  และการที่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  ไปแทรกระหว่างกล้ามเนื้อมดลูกทำให้มดลูกบีบตัวเพื่อให้เลือดหยุดได้ไม่ดี 

คนที่เป็นโรคนี้ก็จะมีอาการประจำเดือนมากผิดปกติได้เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคเนื้องอกของมดลูก

3.การมีบุตรยาก  สตรีที่มีบุตรยากมีสาเหตุหลายอย่าง  และพบว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  อยู่ด้วย (20-50 %) อธิบายว่าเป็นเพราะเวลาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไปเกาะ  มีการสู้กันระหว่างเซลล์ที่ไปเกาะ กับ antibody ของร่างกายทำให้มีลักษณะการอักเสบและมีการสร้างพังผืดเกิดขึ้น (พังผืดหมายถึงการที่อวัยวะที่ไม่ควรติดกัน  ไปถูกยึดติดกันหรือผิดรูป หรือหมายถึง เยื่อบาง  ๆ ที่ยึดอวัยวะที่ต่างกันเข้าด้วยกัน  เกิดจากปฏิกิริยาที่มีกรอักเสบนาน ๆ )ทำให้ไข่ตกออกมาจากรังไข่ไม่ได้  ท่อนำไข่ตัน  หรือไปจับไข่ที่ตกจากรังไข่เข้ามาในท่อไม่ได้

หรืออธิบายว่าถึง แม้เป็นโรคไม่รุนแรง  แต่ไม่ตั้งครรภ์เกิดจากสารเคมีที่เกิดขึ้นผิดปกติไปลดการทำงานของรังไข่  ลดคุณภาพของไข่และตัวอ่อน  ทำให้การปฏิสนธิไม่ดีหรือการแบ่งเซลล์ไม่ดี 

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหามีบุตรยากทางอ้อมคืออาการเจ็บจากการมีเพศสัมพันธ์  ทำให้มีการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง

4.อาการพบก้อนในท้องน้อย  เกิดจากการเกิดถุงน้ำเลือด (Chocolate Cyst) ที่รังไข่ คือ Endometriosis เกิดขึ้นในรังไข่ทำให้มีเลือดออกและขังตัวสะสมกันอยู่นาน ๆ กลายเป็นถุงเลือดที่โตขึ้นเรื่อย ๆ หรือเกิดจากมดลูกที่โตขึ้น  จาก Adenomyosis

 หมายเหตุ

- อาการที่เกิดขึ้นอาจมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกันได้

- อาการปวดในแต่ละคนจะแตกต่างกันไป  และในคนเดียวกัน  การปวดในแต่ละช่วงเวลาอาจแตกต่างกันได้  ความรุนแรงของการปวด  อาจเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

- อาการอื่น ๆ อาจจะมีร่วมด้วย  เช่น ท้องผูกเรื้อรัง  ท้องเดินเวลามีประจำเดือน  ปัสสาวะบ่อยและปวดบ่อย  มีเลือดออกมากับกระเพาะปัสสาวะ  ปวดท้องถ่วงท้องน้อยตลอดเวลา  ปวดหลังบ่อย ๆ  ไอเป็นเลือดช่วงเวลาที่มีประจำเดือน เป็นต้น

- อาการมากหรือน้อย  ไม่ได้สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค  และการตอบสนองต่อการรักษาดีหรือไม่  ไม่ได้ขึ้นกับความรุนแรงมากน้อยของโรคที่เป็น  เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

การวินิจฉัยเบื้องต้นที่ทำให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้  คือ อาการที่คนไข้มาเล่าให้แพทย์ฟัง  ประกอบกับการตรวจภายใน  พบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการเจ็บ  หรือลักษณะเหมือนมีพังผืด  ด้านหลังของมดลูก  และที่เส้นเอ็นของมดลูก

การตรวจขั้นต่อไป  เพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น  คือ การทำ Ultrasound และการตรวจที่แน่นอนที่สุดคือการทำส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เอามาพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา

การได้มองเห็นรอยโรค (Lesion) จากการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง  หรือผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง  (คือการทำแผลเล็ก ๆ ตรงสะดือ  แล้วสอดกล้องเข้าไปส่องดูอวัยวะในช่องท้อง) จะทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำมากที่สุด

การทำ อัลตร้าซาวนด์ และการทำผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกจากโรคที่เป็นมะเร็ง (เช่นมะเร็งรังไข่) ด้วย  และแยกจากโรคอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  เช่น อักเสบในอุ้งเชิงกราน  เนื้องอกมดลูก  มดลูกเจริญผิดรูป  ยังไม่มีวิธีพิสูจน์โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยการเจาะเลือด

การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

โรคนี้สามารถรักษาได้โดยทางยา  และทางผ่าตัดแล้วแต่จุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาอะไรให้คนไข้  ได้แก่  เรื่องปวด  เรื่องเลือดประจำเดือนผิดปกติ  เรื่องมีบุตรยาก  หรือเรื่องถุงเลือดรังไข่ (Chocolate cyst)  หรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างอื่น

การรักษารอยโรคให้เล็กลงหรืออาการน้อยลง

มียาหลายชนิดที่ทำให้รอยโรคหรือแผลเป็นจากโรคนี้ลดขนาดลง  ลดปฏิกิริยาของร่างกายลง  ได้แก่

1. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลงทั้งในมดลูกและนอกมดลูก  ที่นิยมใช้คือ  ยาฉีดคุมกำเนิดและยารับประทานคุมกำเนิด  (ยารับประทานมีเอสโตรเจนอยู่ด้วย) ยาฉีดคุมกำเนิดทำให้อาการลดลงได้  แต่อาจมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ  หรือทำให้ไม่มีประจำเดือน  ยารับประทานทำให้มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอแต่น้อยลง  เมื่อเลิกยาก็หมดฤทธิ์ไป

2. Danazol ทำให้ไม่ตกไข่  มีฮอร์โมนมาเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกน้อยลง  เยื่อบุมดลูกฝ่อลง  อาการดีขึ้น  แต่มีผลข้างเคียงคือประจำเดือนมาผิดปกติ  ไม่มีประจำเดือน  และที่สำคัญคือทำให้มีขนขึ้นผิดปกติ  มีเสียงใหญ่ขึ้นแบบผู้ชาย  (กรณีการมีเสียงใหญ่ขึ้น  เมื่อเลิกยาเสียงก็ไม่เปลี่ยนกลับอย่างเดิม)  ไขมันในเลือดผิดปกติและอาจเป็นอันตรายต่อตับ  ปัจจุบันคาดว่าสูตินรีแพทย์ไม่ใช้ยานี้แล้ว

3. ยา Gonadotropin-releasing agonist (GnRHagonist) เป็นยาลดฮอร์โมนที่มากระตุ้นรังไข่  ทำให้รังไข่ไม่ทำงาน  จึงไม่มีฮอร์โมนรังไข่  เกิดภาวะและมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือน  ทำให้เยื่อบุมดลูกยุบตัวเล็กลงเพราะไม่มีฮอร์โมนมากระตุ้น  ผลค้างเคียงจึงเป็นแบบเดียวกับคนหมดประจำเดือน  คือ หงุดหงิด  ร้อนวูบวาบ  ช่องคลอดแห้ง  กระดูกบางลง เป็นต้น  ยานี้มีทั้งชนิดฉีดและพ่นจมูก  ปกติถ้าแพทย์ใช้ก็ใช้แบบเป็นการชั่วคราว  ไม่รักษาระยะยาว

4. การผ่าตัด  คือ การตัดเอารอยโรคหรือส่วนที่เป็นโรคออกไป  ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้องช่องท้องมากที่สุด  เพราะได้ผลดี  พังผืดน้อย  เจ็บปวดน้อย  ฟื้นตัวเร็ว (แต่ค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องมือพิเศษนี้ยังแพงกว่าผ่าตัดธรรมดา) จุดประสงค์ของการผ่าตัดก็เพื่อให้อวัยวะภายในกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด  ทำลายรอยโรคที่มองเห็นออกให้มากที่สุด   ผลการรักษาแบบผ่าตัดธรรมดาและผ่าตัดส่องกล้องมีคุณภาพพอ ๆ กัน

การรักษาเพื่อลดอาการปวด

แพทย์มักแนะนำเริ่มต้นที่ยาแก้ปวด ได้แก่ Paracetamol หรือ NSAID เช่น Brufen หรือ Ponstan หรือยาอื่นๆ ประเภทเดียวกัน  รับประทานเวลาปวดหรือเมื่อเริ่มปวดก็ทานยาเลย  ทำให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้มีสรรพคุณลดอาการปวดแต่ไม่ได้รักษาโรค ยาประเภทยาเม็ดคุมกำเนิดก็แก้ปวดประจำเดือนและแก้ประจำเดือนผิดปกติได้เช่นกันและอาจระงับการลุกลามของโรคได้บ้าง ยาฉีดคุมกำเนิดก็ได้ผลคล้ายกันแต่ทำให้ไม่มีประจำเดือนหรือบางคนมีเลือดประจำเดือนผิดปกติได้   อีกระดับหนึ่งคือการผ่าตัดผ่านกล้องโดยมีแผลเล็กๆที่หน้าท้องวิธีนี้มีประโยชน์ในแง่ที่ให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและรักษาพร้อมกันไปเลยเหมาะกับคนที่โรคเป็นมากมีอาการมาก เกิดมีก้อนที่มดลูกหรือมีช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่และคนที่มีปัญหามีบุตรยาก การรักษาวิธีนี้โดยผู้ชำนาญได้ผลดีแลโอกาสเป็นซ้ำได้น้อย

สรุป

เรายังไม่ทราบสาเหตุของการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  พบได้ 3-18 % ในสตรีทั่วไป  เมื่อเป็นแล้วอาจไม่มีอาการหรือทำให้มีปัญหาเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกันไป  เช่น ปวดท้องน้อย  ปวดประจำเดือน  ประจำเดือนผิดปกติ  มีบุตรยาก  การรักษามีทั้งทางยาและผ่าตัดแล้วแต่จุดประสงค์และปัญหาของผู้ป่วย  การแก้ปัญหาเรื่องปวด  ได้ผลใกล้เคียงกันโดยการใช้ยาหรือผ่าตัด  แต่ถ้าใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น  การผ่าตัดก็เป็นทางออกต่อไป 

ที่มา: จากบทความที่เขียนโดย พล.ต.นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล   และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ร.พ. วิภาวดี

เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าเป็น “โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือ โรค เอ็นโดเมททริโอซิส (Endometriosis)” ชนิดที่พบในกล้ามเนื้อมดลูก (Endometriosis Internal) ดังนั้นบี๋กับคุณหมอเราก็มาวางแผนการรักษาอาการกันค่ะ คุณหมอบอกว่าโรคนี้สามารถรักษาได้โดยทางยา  และทางผ่าตัดแล้วแต่จุดประสงค์ แต่สำหรับสถานภาพของบี๋ตอนนี้คือ ยังไม่ได้แต่งงาน และมีลูก ดังนั้นคุณหมอแนะนำให้รักษาทางยา สำหรับคนที่มีลูกแล้วคุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาตัวต้นเหตุออกไปเลยจะดีกว่าค่ะ

คุณหมอได้อธิบายเรื่องโรคนี้พร้อมทั้งวิธีที่จะรักษาอย่างละเอียด บี๋ตกลงเข้ารับการรักษาเลย ไม่รีรอแล้วค่ะ ขอคุณหมอให้เริ่มเลยละกัน

บี๋รักษาโดยการฉีดฮอร์โมนคุมกำเนิดค่ะ อย่าเข้าใจผิดนะคะ ไม่ใช่ฉีดเพื่อคุมกำเนิด แต่เป็นการฉีดเพื่อรักษาอาการของโรคค่ะ  ซึ่งจะช่วยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลง ยาฉีดคุมกำเนิดทำให้อาการลดลงได้  แต่อาจมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ  หรือทำให้ไม่มีประจำเดือน  โดยคุณหมอจะนัดมาฉีดทุกๆ 3 เดือนค่ะ และจะฉีดไปเรื่อยๆ จนกว่าเมื่อต้องการจะมีลูกก็จะหยุดฉีดชั่วคราว เพื่อให้มดลูกกลับสู่ภาวะปกติเพื่อพร้อมที่จะตั้งครรภ์ค่ะ เข็มที่ 1 ได้เริ่มขึ้นทันทีหลังการพูดคุยกันจบเรียบร้อย หลังจากฉีดเข็มที่ 1 แล้วพบว่ามีเลือดออกกระปริดกระปรอยตลอดซึ่งทำให้รู้สึกรำคาญมากเพราะต้องใส่ผ้าอนามัยตลอด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไปพบหมออีกรอบ  ดังนั้นหมอก็ให้ยาคุมชนิดเม็ดมาทานร่วมด้วยเพื่อจะลดปริมาณประจำเดือนที่ออกมา เมื่อทานยาแล้วเลือดที่ออกก็ไม่ได้หมดไปนะคะ แต่มาน้อยลงค่ะ

3 เดือนแรกผ่านไป เวลานัดฉีดของเข็มที่ 2 ก็มาถึงค่ะ หลังฉีดเข็มที่2 ก็มีอาการเหมือนเข็มแรกเปี๊ยบ คือมีเลือดออกกระปริดกระปรอย คุณหมอก็สั่งยาคุมมาให้ทานอีกเหมือนเดิมค่ะ หลังจากฉีดยาเข็มที่ 2 แล้วอาการเจ็บขาก็เริ่มเกิดขึ้น สรุประยะเวลารักษาปวดประจำเดือนโดยให้ฮอร์โมนจนทำให้เกิดลิ่มเลือดที่ขาใช้เวลา ประมาณ 5 เดือนค่ะ

เมื่อคุณหมออ่านประวัติการรักษาของบี๋ทั้งหมดแล้วจึงสัณณิษฐานสาเหตุเบื่องต้นว่าน่าจะเกิดจากการฉีดฮอร์โมนยาคุมที่ใช้รักษาอาการปวดประจำเดือน เพราะว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวที่บี๋ได้รับอยู่ ณ.ขณะนี้ค่ะ

ผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดก็คือ สำหรับบางคนยาคุมจะทำให้เลือดแข็งตัวง่ายกว่าคนปกติ จึงเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำได้บ่อย เช่น หลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดปอด หรือ venous sinus thrombosis เป็นต้น แต่ความเสี่ยงโดยรวมแล้วต่ำมากในคนปกติ ยกเว้นบางคนที่มีความเสี่ยงและหนึ่งในนั้นก็มีบี๋รวมอยู่ด้วยค่ะ

คุณหมอได้โทรไปปรึกษาหารือกับอาจารย์หมอที่รักษาอาการปวดประจำเดือนของบี๋ บอกอาการของบี๋ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ให้อาจารย์หมอทราบเพื่อจะวางแผนเปลี่ยนแนวทางการรักษาอาการปวดประจำเดือนต่อไป แต่ตอนนี้บี๋ต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมอแผนกหัวใจ เพื่อรักษา “ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขาขวาให้หายก่อนค่ะ

คุณหมอบอกว่าโรคลิ่มเลือดนี้เป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายดังนั้นจึงต้องรีบรักษาโดยการให้ยาละลายลิ่มเลือด ชื่อยา วาร์ฟาริน(warfarin) ในทันทีค่ะ เพราะคุณหมอเกรงว่าถ้ารักษาช้าลิ่มเลือดจะที่ขาจะหลุดไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ยากแก่การรักษาและทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ถ้าลิ่มเลือดนั้นหลุดไปยังปอดของเราค่ะ

Warfarin เป็นยาที่ค่อนข้างอันตราย ดังนั้นต้องมีการควบคุมการใช้ให้ดี เนื่องจากหากมากไปก็เกิดโทษได้ จึง ต้องพบแพทย์ตามนัด ไม่ปรับยาเอง ไม่รับประทานยาอื่นๆ ที่ไม่ได้สั่ง แม้แต่สมุนไพร อาหารเสริม เนื่องจากมีผลต่อยา Coumadin หากมีเลือดออกผิดปกติต้องหยุดยา และพบ แพทย์ทันที ห้ามฉีดยาเข้ากล้าม หรือ ทำผ่าตัดใดๆ รวมทั้งทำฟัน ก่อน ปรึกษาแพทย์หัวใจ และต้องบอกแพทย์ที่ ไม่ใช่แพทย์ประจำที่ไปรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ทุกครั้งว่ารับประทานยานี้อยู่ สำหรับสตรีที่รับประทานยานี้อยู่ห้ามตั้งครรภ์เด็ดขาดค่ะ

วาร์ฟาริน(warfarin)

ยาละลายลิ่มเลือด ยาป้องกันเลือดแข็งตัว

 

กลุ่มยา                                  ยาละลายลิ่มเลือด หรือ ป้องกันเลือดแข็งตัว  

ชื่อสามัญ                              Warfarin  

ชื่อการค้า                              Coumadin Orfarin  

กลไกการออกฤทธิ์             ป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวตามปกติ ลดการเกิดลิ่มเลือด ที่ลิ้นหัวใจเทียม โดยมีผลต่อ vitamin K dependent coagulation factors (II VII IX X)  

นำไปใช้ในการรักษา          ผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียม  ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ(บางราย) เพื่อป้องกันอัมพาตในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) และผู้ป่วยที่มีอาการลิ่มเลือดในหลอดเลือด เป็นต้น 

ผลแทรกซ้อนที่สำคัญ       เลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ช่องปาก สมอง ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น ทำให้เสียชีวิตได้  

Warfarin  มีขนาด 2, 3, 4 และ 5 ม.ก ก่อนให้ต้องเจาะหาระดับ INR เพื่อดูว่าปกติหรือไม่  ในวันที่ 2 หลังให้ยา ถ้า INR ≤ 1.5 ให้ขนาดเดิมต่อ ถ้า≥ 1.5 ให้ลดยาลง ในวันที่ 3 ถ้า  INR < 1.5 พิจารณาเพิ่มขนาดยา, ระหว่าง1.5-2.0 ให้ขนาดเดิม, > 2.0 พิจารณาลดขนาดยา  และพิจารณาตรวจหาระดับ INR อีกครั้งในระยะเวลา 1 สัปดาห์เพื่อจะได้ปรับขนาดยาต่อไป

ในการรักษาผู้ป่วย deep vein thrombosis, pulmonary embolism, AF ขนาด INR ที่เหมาะสมคือ 2-3

ในการรักษาผู้ป่วย Prostatic vale INR ที่เหมาะสมคือ 2.5-3.5

t1/2 = 37 hr.

คุณหมอต้องทำการรักษาเป็นการด่วน โดยขอให้บี๋แอดมิดที่โรงพยาบาลในวันที่ไปพบทันที เพื่อจะให้ยา Warfarin เพราะยาตัวนี้จะต้องให้เป็นเวลา และตรงเวลาทุกวันโดยจะฉีดยาวันละ 2 เวลา คือ 6 โมงเช้า และ 6 โมงเย็นค่ะ จนกว่าค่าเลือดของบี๋จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ  บี๋ถามคุณหมอเพราะกังวลค่ะ ว่าโรคนี้ต้องใช้เวลารักษานานไหม และจะหายขาดไหม คุณหมอบอกว่ายังบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในการรักษาเพราะจะตรวจวัดระดับค่าเกณฑ์แข็งตัวของเลือดเป็นระยะๆ ค่ะถ้ามีแนวโน้มไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แต่ก็ยังคงต้องได้รักการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าค่าเลือดจะเป็นปกติ และโรคนี้รักษาให้หายขาดได้ ถ้าเราไม่ได้รับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอีกค่ะ

เมื่อได้รับการยืนยันจากคุณหมอว่าอย่างไรก็ต้องแอดมิดแน่นอนเพื่อรักษาและเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาล  ด้วยความกลัวเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลยและที่สำคัญไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจมาก่อนเลยสักนิดว่าจะต้องแอดมิดเลย ดังนั้นบี๋ขอต่อรองคุณหมอว่าวันนี้ขอให้ฉีดยา Warfarin ให้ก่อนได้ไหมค่ะ ขอไปเตรียมตัว เตรียมใจก่อนสักคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาแอดมิดค่ะ คุณหมอบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรเลยเพราะที่โรงพยาบาลมีให้ครบหมดทุกอย่างแล้ว สามารถเข้าพักได้เลย บี๋บอกว่าขอทำใจก่อนเพราะมาหาหมอก็มาคนเดียว ไม่ได้บอกให้คนที่บ้านทราบเลยกลัวเค้าจะกังวลและคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมานอนโรงพยาบาล ขอไปอธิบายให้ที่บ้านทราบก่อนและไปเคลียร์งานด้วย เนื่องจากต้องแอดมิดหลายวัน สุดท้ายคุณหมอก็ยอมค่ะ โดยได้เพิ่มปริมาณยา Warfarin ที่ฉีดให้เข็มแรกนี้มีปริมาณมากพอที่ยาจะออกฤทธิ์ครอบคลุมเวลา 24 ชั่วโมง เดิมจะต้องฉีดยาในปริมาณที่ยาออกฤทธิ์แค่ 12 ช.ม.เท่านั้นค่ะ

ยา Warfarin จะฉีดบริเวณรอบสะดือโดยฉีดครั้งละ 1 เข็ม เช้า-เย็น ตรงเวลาทุกวัน โชคดีมากที่บี๋ไม่กลัวเข็มและการฉีดยา ทำให้การรักษาค่อนข้างราบรื่นค่ะ บี๋ผ่านการฉีดยามาเยอะเพราะต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิแพ้อยู่ตลอด แต่ต่างจากการฉีดยา Warfarin เพราะยาตัวนี้เมื่อฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใกล้ๆ สะดือแล้วจะรู้สึกแสบมาก พยาบาลจะต้องกดบริเวณที่ฉีดสักพัก แล้วอาการแสบก็จะหายไปค่ะ

เมื่อกลับมาแอดมิดในวันรุ่งขึ้น จะเป็นอย่างไรบ้าง มาตามอ่านกันในตอนที่ 4 นะคะ