บันทึกนี้ใช้เป็นช่องทางการนำเสนอกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ นศ. คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชั้นปี 4 ประจำสัปดาห์ที่ 2 วันที่ 11 มกราคม 2553
- การเรียนการสอนวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2553 ได้อธิบายและยกตัวอย่าง การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ตามความเข้าใจของ นศ. เปรียบเทียบกับกรณีของนักแสดง แอนนี่ ทรัพย์เสริมศรี และ 18 คำถามเพื่อการวิเคราะห์ตนเอง


- จากนั้นจึงโยงเข้าสู่คำถามว่า นศ.รู้จักและเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจหรือไม่ ? รู้จักอย่างไร ? เข้าใจอย่างไร ? ที่จริงเป็นคำถามสำคัญก่อนที่ไปเรียนรู้เรื่องของการใช้ระบบสารสนเทศซึ่งเป็นเสมือนตัวช่วยให้ธุรกิจได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

- การบรรยายในช่วงที่สองจึงพูดเรื่อง สร้างความเข้าใจในเรื่องใกล้ตัว มุมมองใหม่ : เศรษฐกิจ & ธุรกิจ นำเสนอ รูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต ให้ นศ.ได้รู้จักและทดลองปฏิบัติ

- การเรียนการสอนจบลงด้วยโจทย์กิจกรรมประจำสัปดาห์ โดยมี Slide คำถาม ดังนี้

เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
1.ชื่อเรื่องหน้าตาดีแต่ขี้ลืม
2.เรื่องย่อ
หลังจากเลิกเรียนวิชา IT ได้ไปกดเงินที่ทางบ้านได้ส่งมาให้เพื่อไปนั่งกินไอศครีมกับเพื่อนๆที่ร้านแห่งหนึ่ง ได้เหลือบไปมองเห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งกินอาหารหวานอยู่ ซึ่งชายคนนี้เป็นคนหน้าตาดีมากๆ และเขาก็พยายามจะส่งสายตาหวานๆมาหาฉันอยู่ตลอดเวลา จนสักพักชายคนนั้นได้ลุกจากที่นั่งของเขามานั่งโต๊ะเดียวกับดิฉัน และบอกว่าสั่งได้ตามสบายจะรับประทานอะไร ขณะเดียวกันก็มีเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น เขาได้ขออนุญาตรับโทรศัพท์สักครู่แล้วก็เดินออกจากโต๊ะไป จนกระทั่งเกือบครึ่งชั่วโมงเขายังไม่ได้กลับเข้ามาที่โต๊ะ ฉันเลยโทรถามชายคนนั้นว่าเขาอยู่ไหน เขากลับบอกว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ทำงานแล้วเจ้านายโทรตามให้กลับบริษัทด่วน เมื่อเขาถึงบริษัทเขานึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงินให้ฉันและเพื่อนๆ เขาจึงได้โทรมาเอ่ยคำขอโทษที่ไม่ได้กลับเข้ามาบอกและไม่ได้มาจ่ายเงินไว้ ก่อนหน้าที่จะออกไป จึงทำให้ฉันต้องโทรหาเพื่อนอีกคนเพื่อยืมเงินมาจ่ายค่าไอศครีม
3.การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต
* รายรับ
- ได้รับเงินจากทางบ้าน
- ได้รับน้ำใจจากเพื่อนตอนที่เราเดือดร้อน
* รายจ่าย
- ต้องหาเงินเพิ่มเพื่อที่จะมาจ่ายหนี้
- จ่ายค่าไอศครีม
* สินทรัพย์
- จะไม่เป็นคนที่เชื่อคนง่ายโดยดูจากรูปลักษณ์ภายนอก
- ให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อนมากขึ้น
- ลึกซึ้งในน้ำใจของเพื่อน
* หนี้สิน
- ยืมเงินเพื่อน
- เสียความรู้สึก
- เสียเวลา
นางสาวภาวดี ยิ่งไทย รหัส 5140111451 สาขา (ITB) ปี 2
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
ชื่อเรื่อง เช้าแล้วเกรอเนี่ย
เรื่องย่อ เรื่องที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายอาทิตย์แล้ว ตอนแรกก็ว่าจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอาทิตย์นี้มาเล่าก็ไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรดีเพราะว่าอาทิตย์นี้ ก็เหมือนๆเดิมทุกวันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
ดิฉันก็ตื่นเช้าเหมือนทุกๆวัน แล้วก็มานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ตามปกติ เหมือนทุกวัน และก้ได้เล่นที่มีอยู่ใน hi5 ปกติเหมือนทุกวัน ดิฉันก็นั่งเล่นไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนั้นเป็นเวลา 5โมงเย็น และดิฉันก็ยังไม่ได้ทานข้าว และที่สำคัญ น้ำก็ยังไม่ได้อาบน้ำเลย อิอิ
ดิฉันเลยไปอาบน้ำ และไปทานข้าว พอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับมาเล่นเกมส์ต่อเหมือนเดิม เพราะดิฉันก็ไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะเพื่อนๆก็กลับบ้านกันหมดเลย ดิฉันก็เลยเล่นเกมส์ทั้งวัน และพอเล่นไปได้สักพักก็ไปเจอกับเพื่อนคนหนึ่งที่เล่นเกมส์เหมือนกันกับดิฉัน เราก็ได้คุยกันทาง NSM คุยกันเรื่องเกมส์ เรื่องทั่วไปบ้าง แล้วก็ไปเล่นเกมส์บาง สลับกันไปเรื่อยๆ จนดิฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเวลานั้นมันเช้าแล้ว ตลอดเวลาที่ดิฉันนั่งเล่นเกมส์และคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆ โดยที่ดิฉันไม่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียเลย แต่พอมารู้ตัวว่าเช้าแล้ว ดิฉันเลยเข้าไปนอนจนมาตื่นอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว ทำให้วันนั้นดิฉันไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์สักนิดเลย รู้สึกว่าปล่อยเวลาในผ่านไปโดยไร้ประโยชน์มากๆ
แต่ในคืนนั้นที่ได้คุยกับเพื่อนที่เจอกันในเกมส์ทำให้ดิฉันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งที่มีสาระและไม่มีสาระ และดิฉันก็ได้รู้ว่าโลกออนไลน์จะไปเอาไรมากมันก็แค่มีไว้แก้เครียดเท่านั้น เราไม่ควรไปจริงจังกับมัน
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต
รายรับ
- ได้แลกเปลี่ยนทัศนะคติกับเพื่อนใหม่
- ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกออนไลน์
- แก้เครียดและแก้เหงาได้
รายจ่าย
- นอนดึก , ตื่นสาย
- ติดเกมส์
- เสียสายตา เพราะว่าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มากเกินไป
- ลืมทานข้าว และ อาบน้ำ
- ต้องเสียค่าไฟ้มาก
สินทรัพย์
- ทำให้มีเพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคน
- ได้รู้อะไรหลายอย่างที่เราคิดว่าเรารู้แล้วแต่ยังไม่ดีพอ
- ได้ความรู้ใหม่ๆในหลายๆเรื่องจากเพื่อนใหม่
หนี้สิน
- สิ้นเปลืองพลังงานของประเทศ
- เกิดภาวะโลกร้อน เพราะใช้ไฟฟ้ามากเกินไป
ชื่อเรื่อง เช้าแล้วหรือนี่
ขออภัยค่ะ
ลืมตรวจงานก่อนส่ง
แล้วหนูจะปรับปรุงนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
1) ชื่อเรื่อง วันวาน ยังหวานอยู่
2) เนื้อหา(โดยสรุป)
วันรวมรุ่นของดิฉันซึ่งเป็นวันที่ดิฉันประทับใจมากที่สุดเพราะเป็นวันที่เพื่อนๆตอนสมัยเรียนมัธยมมาพบเจอกัน ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กัน งานรวมรุ่นในวันนั้นเราจะออกเงินกันคนละ 180 บาทดิฉันคิดว่ามันคุ้มกับการที่ได้มาพบเจอเพื่อนเก่าๆ เพื่อนๆที่มาในวันนั้นบางคนก็ทำงาน บางคนก็มีครอบครัว บางคนก็เรียนหนังสือ วันนั้นเป็นวันที่สนุกและมีความสุขมากวันหนึ่งสำหรับพวกเรา แต่ก็มีเรื่องที่น่าเสียดายและเสียใจก็คือเพื่อนคนที่อยู่ไกลไม่ได้มาเพราะติดธุระ และสำหรับกิจกรรมในวันนั้นก็มีการเล่นกีต้าร์คนที่เล่นเป็นก็จะเล่นเพลงให้เพื่อนฟัง ส่วนอาหารก็จะมีลูกชิ้นปิ้ง มีไก่ย่าง มีผลไม้ทำให้วันนั้นอิ่มกันถ้วนหน้าเลย พอตอนกลางคืนก็จะมีการก่อกองไฟนั่งพูดคุยกันในเรื่องที่ได้พบเจอ ร้องเพลง และเล่นน้ำทะเล พอตกดึงสุดท้ายต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไปใช้ชีวิตประจำวันทิ้งให้เหลือไว้แต่ความทรงจำที่ดีๆ
3)การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
1) ชื่อเรื่อง นาทีฉุกเฉินและระทึกใจ
2) เนื้อหา
เรื่องที่ผมจะเล่าให้อาจารย์และเพื่อนๆฟัง ทุกคนอาจจะคิดว่ามันน่าประทับใจตรงใหน ลองมาฟังกันนะครับ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นในวันอังคารที่ผ่านมา คือวันนั้นผมมีธุระที่จะต้องไปทำในเมืองซึ่งผมก็ได้ชวนเพื่อนไปคนหนึ่งเพื่อไปทำธุระ หลังจากทำธุระเสร็จผมก็ขี้รถมอเตอร์ไซต์กลับบ้านที่หน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในระหว่างที่ขับรถกลับมานั้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นคือมีรถกระบะขับมาชนผมทำให้ผมกับเพื่อนได้รับบาดเจ็บ สำหรับรถของผมไม่ต้องพูดถึงยับเลยครับ
และมีสิ่งที่ผมเสียใจมากก็คือจับรถคันนั้นไม่ได้สำหรับสิ่งที่ผมประทับใจคือผมกับเพื่อนไม่เป็นอะไรมากแค่บาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากนั้นผมกับเพื่อนก็ไปหาหมอทำแผลเสร็จผมก็กลับไปหาเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเพื่อไปเอากล้องถ่ายรูปเพื่อที่จะถ่ายรูปรถของผมให้กับตำรวจ และฝากบอกเพื่อนให้ลาอาจารย์ให้ด้วยและนี้ก็เป็นเรื่องราวที่ผมประทับใจเพราะผมกับเพื่อนยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับผมพ่อแม่ผมอาจจะเสียใจและอีกอย่างคือผมก็ยังสามารถที่จะเรียนวิชานี้ต่อไปได้ขอบคุณครับที่รับฟังเรื่องราวของผม
3) การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
ได้รับบาดเจ็บ , ได้เพื่อนเหมือนเดิม
เงินค่ารักษาพยาบาล , รถโดนชนเสียหาย ,เสียเงินซ้อมรถใหม่, เสียใจ
บาดแผล , มิตรภาพระหว่างเพื่อน
เอากล้องเพื่อน , เอาเงินเพื่อนเป็นค่ารักษา , ค้างค่าซ้อมรถ
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
1.ดิฉันขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า แรง แล้วกันนะค่ะ
2.เนื้อหาหรือเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าประทับใจหรอกค่ะแต่เป็นเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลง และก็อยากหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง วันนั้นเป็นวันที่วุ่นวายมากเพราะหลังจากฉลองปีใหม่กับครอบครัวเสร็จถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องเดินทางกับไปทำงานไปเรียนและดิฉันก็เป็นหนึ่งคนค่ะที่จะต้องกลับมาสุราษฏร์ธานี ดิฉันจะต้องไปขึ้นรถตู้ที่ตลาดเกษตรหาดใหญ่บ้านดฉันอยู่จังหวัดสตูล ดิฉันออกจากบ้านก็ 14.00 จากสตูลมาหาดใหญ่ก็ประมาณสองชั่วโมง เมื่อมาถึงตลาดเกษตรภาพที่ดิฉันเห็นคือทุกซอกทุกมุมมีแต่คนเต็มไปหมดเยอะมากไม่รู้มาจากไหนกันนัก(มันเป็นคิวรถตู้นะค่ะ)ดิฉันรีบเดินไปที่ช่องขายตั๊วสุราษฏร์ธานีปรากฎว่ามีแต่คนยืนต่อแถวแต่ไม่มีคนขายตั๋วแถวยาวมากดิฉันเลยเดินไปถามว่าไม่มีรถแล้วหรอค่ะเค้าตอบว่ามีน้องแต่เค้าขอจัดการกับพวกที่ซื้อตั๋วไปแล้วก่อนคือให้เค้าขึ้นรถไปก่อนจะได้ไม่มั่วประมาณนั้นดิฉันจึงไปต่อแถวเพื่อจะซื้อตั๋ว รอนานมาก ดิฉันจึงโทหาพ่อว่าสงสัยไม่มีรถแน่เลยพ่อบอกว่างั้นก็กลับมาบ้านก่อนเดี๋ยวพ่อค่อยมาส่งดิฉันจึงบอกพ่อว่าเดี๋ยวโทไปใหม่หลังจากวางโทรศัพดิฉันจึงได้บอกพี่คนข้างหลังว่าฝากที่แปปนึงนะค่ะเดี๋ยวมาและดิฉันก็เดินไปยังช่องขายตั๋วรถตู้สตูลซึ่งคนที่เข้าแถวก็ไม่ได้มากอะไรถ้าเทียบกับแถวจังหวัดอื่นๆ คือรถตู้สตูลจะมีสามทางค่ะ คือ ไปอำเภอเมือง อำเภอทุ่งหว้า และ อำเภอละงู ซึ่งบ้านดิฉันดิฉันก็สามารถไปได้ทั้งสามทาง
และแล้วเรื่องจึงเกิดขึ้นดิฉันเข้าไปถามว่า ลุงค่ะไม่ทราบว่ารถสายไหนออกก่อนค่ะ ดิฉันถามแค่นั้นจริงๆ แต่สิ่งที่ดิฉันได้กลับมาคือ เป็นชุดเลยค่ะ ประมาณว่าอย่ามาถามมากถ้าจะซื้อก็ไปเข้าแถวไม่ต้องถามถ้าไม่ซื้อก็ไปแล้วก็โวยวายแบบเสียงดังประมาณว่าเค้าเหนื่อยมาทั้งวันประมาณนั้นค่ะ ดิฉันอึ้งค่ะเพราะดิฉันถามแค่นั้นจริง หันดูข้างๆมีแต่คนมองว่ามันเกิดอะไรขึ้นฉันรู้สึกอายมากคือไม่รู้ว่าคนที่มองเค้าคิดอะไรแต่ฉันคิดว่าเค้าคงคิดไปต่างๆนาๆๆเพราะเสียงลุงนั้นดังมาก พอตั้งสติได้ฉันก็โต้ตอบทันทีค่ะเพราะดิฉันถือว่าเค้าทำไม่ถูก ดิฉันเลยพูดขึ้นมาว่า ลุงหนูมาจากบ้านหนูไม่รู้หรอกว่าลุงเหนื่อยหรือว่าอะไรก็ตามแต่ในฐานะที่ลุงเป็นผู้ขายตั๋วแล้วหนูก็เป็นลูกค้าคำถามง่ายๆสั้นๆลุงตอบมันไม่ได้หรอลุงใส่อารมณ์กลับมาผู้ใหญ่อะไร แต่ก็ไม่เป็นไรลุงคงไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองแล้วดิฉันก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นไฟขึ้นหน้าค่ะ ดิฉันเองก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกันแหละ แล้วลุงเค้าก็พูดอีกว่าเค้าพูดแบบนี้มาตลอดใครจะซื้อก็ซื้อไม่ซื้อก็ไปไม่สนใจ ฉันก็เลยหันหลังแต่มันยังติดๆอยู่ที่ปากยังไงบอกไม่ถูกจึงหันกลับไปพูดต่ออีกว่า ดีนะที่ลุงแก่แล้วอีกไม่กี่ปีคนอย่างลุงก็คงหมดไป แต่นี่ถ้าเป็นเด็กอ่ะไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์เหมือนลุงนี้แย่เพราะเค้าต้องอยู่อีกนาน ลุงแกคงโกรธจัดค่ะลุกขึ้นแล้วทำถ้าเมือนจะทำร้ายฉัน ตอนนั้นก็กลัวๆค่ะเพราะไปคนเดียวแล้วแกก็ด่าอีกที่จับใจความได้ก็ประมาณว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน แรงขึ้นอีกด่าดิฉันไม่พอมาว่าพ่อแม่ดิฉันซึ่งเค้าไม่มีสิทธิ์ ดิฉันจึงตอบกลับไปว่า พ่อแม่หนูสอนมาอย่างดี ให้กินอาหารบำรุงมาตั้งแต่เด็ก หนูจึงได้ฉลาด ที่จริงพ่อแม่หนูสอนตลอดว่าไม่ให้ก้าวร้าวผู้ใหญ่แต่ลุงแค่มีอายุมากกว่าหนูเท่านั้นแต่ไม่น่านับถือแล้วอย่ามาพาดพิงถึงพ่อแม่ แล้วดิฉันก็พูดว่า ไม่นานลุงต้องเจ๊งแน่ ลุงมาทำธุรกิจให้บริการแต่ลุงทำกับลูกค้าเหมือนมาขอส่วนบุญ ขอแช่งไว้เลย ที่เล่ามาเป็นเพียงย่อๆนะค่ะ พูดจบดิฉันก็เดินกลับไปที่แถวสุราดแล้วยอมต่อคิวเพราะไม่อยากให้พ่อเสียเวลามาส่งถึงสุราษฏร์ แต่สายตาคนก็ยังมองอยู่อย่างนั้น แต่ดิฉันไม่แคร์สื่อ ค่ะ แต่วันนั้นก็ทำให้ฉันเจอเพื่อนใหม่ด้วยเช่นกันเมื่อดิฉันกลับมาแถวสุราษฎร์ก็ไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึง ยิ้มด้วยซ้ำไป เพราะปกติดิฉันเป็นคนพูดเก่งพูดมากแล้วก็เข้ากํบคนได้ง่ายแต่จะไม่ชอบคนที่ไม่ให้เกียจคนอื่น แล้ววันนั้นดิฉันก็กลับถึงสุราษฎร์ประมาณสี่ทุ่มอาบน้ำเสร็จ แล้วยังคิดอีก มันเหมือนไม่น่าเลยน่าจะเดินออกมาเฉยๆตอนโดนตวาด หรือ แต่ถ้าปล่อยไว้ลุงนั้นคงได้ใจช่างมันเถอะมันทีหลังจะได้ไม่กล้าพูดแบบนั้นกะเราอีก
หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันไร้สาระค่ะไม่ควรเก็บเอามาคิดหรือว่าไปตอบโต้แต่ดิฉันคิดว่าลุงเค้าทำธุรกิจนี้ธุรกิจการให้บริการคนแต่ลุงแกไม่ได้ใส่ใจถึงหัวใจสำคัญของการให้บริการ แกมุ่งหวังเพียงอย่างเดียวว่าลูกค้าต้องง้อแกเพราะแกเป็นเจ้าเดียว ลูกค้าที่มาซื้อเพราะเค้าไม่มีทางเลือกถ้าไปรถเมย์ก็ลำบากสำหรับบางคนดิฉันคิดว่าหากมีคิวอื่นคิวแกคงไม่มีคนแน่ และที่สำคัญเมื่อคุณเลือกที่จะทำธุรกิจบริการคุณจะต้องยอมรับและก็ต้องให้บริการเป็นอย่างดี คำว่าบริการเป็นอย่างดีอาจวัดไม่ได้นะค่ะว่าแต่ละคนต้องการอะไรแต่สำหรับดิฉันนั้น ขอแค่พูดจาดีดี ยิ้ม และก็เอาใจใส่ลูกค้าบ้างต่อให้รถเบาะขาดดิฉันก็ไปค่ะ ที่สำคัญที่สุดลุงคนนี้ทำอย่างนี้ประจำไม่เฉพาะกับดิฉัน จนพอมาเจอเข้าจังๆลับไม่ได้ค่ะ และก็ทำให้ควบคุมอารมณตัวเองไม่ได้เช่นกัน แต่เทอมนี้ดิฉันมีเรียนแค่สองวัน กลับบ้านบ่อยมาก เกือบทุกอาทิตย์ ลุงแกได้ตังดิฉันไปเยอะมากก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนี้คาดว่าคงจะไม่ไปขึ้นรถแกอีกแล้วค่ะยอมไปรถเมย์ค่ะไม่สะดวกแต่ก็ดีกว่าเสียสุขภาพจิต และก็เสียความรู้สึก เมื่อมองกลับมายังตัวเองจึงคิดและบอกกับตัวเองว่าฉันเองก็ไม่เหมาะกับการทำธุรกิจให้บริการเช่นกัน แต่อย่างน้อยสิ่งผิดพลาดของลุงคนนี้เป็นประโยชน์มากกับตัวฉันในอนาคต ตอนนี้ดิฉันคิดแล้วว่าอยากทำธุรกิจเป็นของตนเองดังนั้นการสื่อสารและดูแลลูกค้าก็สำคัญมาก ด้วยเช่นกัน
3.การวิเคระห์ที่เกี่ยวข้องกับงบดุลชีวิต
รายรับ
- ความรู้สึกที่ไม่ดีที่มีต่อลุงคนนั้นตั้งแต่นาทีนั้น
- ความอาย ความขายหน้า และความโกรธ
- และเหตุการณ์ในวันนั้นก็ทำให้ฉันได้ข้อคิดและรู้ว่าตัวเองก็ไม่เหมาะกับการให้บริการ เช่นกัน
- คนทุกข์คนมีทั้งคนรักและคนเกลียดซึ่งไม่ว่าใครก็อยากได้เพื่อนที่ดีแต่วันนั้นฉันได้รู้จักกับลุงซึ่งใจแคบมากๆ
รายจ่าย
- การที่ฉันไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ไปโต้ตอบลุง
- รถตู้ที่นั่งกลับบ้านต่อไปคงต้องนั่งรถเมย์
- ข้อคิดบางอย่างที่ฉันได้พูดกับลุงฉันเชื่อว่าอย่างน้อยลุงต้องคิดได้บ้าง
- ภาพลักษณ์ที่คนภายนอกมองบางคนอาจะเห็นด้วย บางคนอาจคิดว่าก้าวร้าว
สินทรัพย์
- ฉันถือว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นประสบณ์การที่แชร์ข้อมูลระหว่างฉันกับลุง ลุงได้อะไรจากฉันบ้างไม่รู้แต่สิ่งที่ฉันได้จากลุงคือข้อผิดพลาดที่ฉันจะต้องไม่นำไปเป็นแบบอย่างแน่นอน
หนี้สิน
- แนนอนความรู้สึกที่ไม่ดีที่มีต่อลุงและความรู้สึกผิดที่ไม่น่าไปโต้ตอบเพราะมันต่างวัยกันมาก และตกลงก็ไม่ได้รู้ว่ารถไหนออกก่อนออกหลัง
เรื่องที่ประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
• ชื่อเรื่อง “อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย”
ผมได้หยิบยกเรื่องนี้มา ก็เพราะว่าผมเป็นชอบอ่านนิยายเรื่องสั้นหรือนิยายต่างบนอินเตอร์เน็ต ผมใช้เวลาว่างๆ บ่อยๆ เล่นอินเตอร์เน็ต ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม อ่านนิยายในเว็บบอร์ดต่างๆ และเรื่องที่หยิบยกมานี้ผมอ่านแล้วทำให้รู้สึกประทับมาก อ่านกี่รอบก็ซึ้งดี มันเป็นอะไรที่ชอบมาก
• เนื้อหา
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นเพียงแวบเดียว แม่ถามฉันว่า "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ" "ใช่จ๊ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันนะ" ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้กันว่าแกเป็นคนขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม "พี่หนอม มีอะไรเหรอคะ" "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิมันมาทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็หนีมาเลยเงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ "ตายแล้วพี่หนอมอย่าถึงกับลงไม้ลงเมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ "เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินละ" ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อย ๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังร้องให้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า "อย่าให้ถึงยังงั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงแค่อยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินน่ะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันล่ะ" ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาติแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ" แม่ไมได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาล่ะ" เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..." แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่งแล้วบอกว่า"ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพร เปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนแหละ เอ้า...เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คนป่วยน่ะต้องกินผลไม้ให้มากๆจะได้หายไวๆรู้ไหม" แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที "ทำไมแม่ถึงต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยล่ะ รู้จักกันเหรอจ๊ะ" แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า "ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เคยเห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง" "แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กดีที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบน่ะนะลูก จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น" ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีกแม่จะให้เขารึเปล่า" "ให้สิลูก ถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร" "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินเหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอย่างบ้านป้าหนอมเขานะแม่" "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก" แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า "จำไว้นะลูก คนเราน่ะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนั้นนั้น...แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆแม่ถึงช่วยแกเอาไว้" แล้วแม่ก็พูดต่อว่า "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ" หลังจากนั้นฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อฉันเองก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเปิดขึ้นทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ หลังจากฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดแล้ว แล้วก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั่นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้า หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปี เพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆน้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรก ๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆจะได้หายเร็ว ๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอมาได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจพร้อมกว่าโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพ ฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วก็บอกว่า แม่มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่า โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงกว่ามาก ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปโรงพยาบาลนั้น ฉันตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกนำเข้าห้องผ่าตัดทันทีขณะที่ฉันรออย่างกังวลในอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสียงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องหนึ่งก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆหน้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหนลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบความสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาลบอก ให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉันปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้นฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินจากฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากผ่าตัดเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชัดกับทางโรงพยาบาลฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้านฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องให้ออกมาพร้อมกันเนื้อความในจดหมายมีดังนี้
'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัดนางสมพร ภู่จันทร์ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมด ดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆนะครับคุณน้า นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร’
• วิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่อง ของงบดุลชีวิต
- ราบรับ
- รายจ่าย
- ทรัพย์สิน
- หนี้สิน
เรื่องที่ประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
• ชื่อเรื่อง เล่นดนตรีในงานแต่งงาน
• เนื้อหา
วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม เป็นวันเกิดของผมเองครับ และวันนี้ผมรับงานไปเล่นดนตรีในงานแต่งงาน ที่ CO-OF สุราษฎร์ธานี โดยไปในนามของมหาฯลัยเราเลยนะครับ(ภูมิใจสุดๆ) โดยวงของผมมีชื่อวงว่า "โสภา" ครับ น่ารักใช่ไหมครับ โดยวงของผมไปที่งานตั้งแต่บ่ายสองโมงครับ เพราะว่าลุงที่มารับพวกเรา เเกว่างแค่ช่วงนี้ โดยลุงแกเอารถตู้มารับครับ มาถึงที่งานก็ว่างสิครับ ไม่รู้จะทำไร มีแต่พี่ๆเค้าจัดงานกันอยู่ ในงานสวยมากครับผม โต๊ะเก้าอี้เต็มไปหมด อลังการมาก งานใหญ่เลยล่ะ เราก็เลยไปนั่งในห้องรับรองครับ โดยทางเจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งเราก็รู้สึกดีใจกันมากครับ ที่เจ้าภาพเขาเทคแคร์ดีมากๆ พวกเราซึ่งว่างรอเวลาเล่นจริงๆตอนหกโมงครึ่ง ก็เลยนั่งซ้อม นั่งเล่น กินน้ำอัดลม ขนม ที่พวกพี่ๆเค้าเอามาให้ครับ จนเวลาหกโมงเย็น แขกก็เริ่มทยอยเข้างานกันแล้วล่ะครับ ตื่นเต้นเหมือนกันครับ ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นดนตรีในงานแต่งงานเลย และแล้วก็ถึงเวลาแล้วครับ หกโมงครึ่ง วงโสภาขึ้นแสดง บนเวทีผมซึ่งเป็นนักร้องก็ไม่ลืมแนะนำแน่นอนครับ ว่าเรามาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยวงของผมได้เล่นสองช่วงครับ ช่วงละ ชม. กว่าๆ ก่อนขึ้นช่วงสองพักครึ่ง ชม. และเมื่อเราเล่นเสร็จ ทางเจ้าภาพก็นำซองมาให้ครับ ซองเงินค่าแรงของวงโสภานั่นเอง ลุ้นกันใหญ่ล่ะครับ ว่าจะได้กี่บาท แต่ก็ยังไม่ได้เปิดหรอกนะครับ ยืนคุยกับเจ้าภาพ และเจ้าบ่าว เจ้าสาว ถ่ายรูปกันด้วย เขาชมใหญ่เลยละครับ ว่าแขกชอบวงพวกเรามาก และก็มีคนเข้ามาขอเบอร์ไว้ติดต่อเวลามีงานอื่นๆอีกหลายคนด้วยครับ แจ้งเกิดครับๆ หลังจากเสร็จตรงนั้น พวกเราก็แยกตัวออกมาครับ ถึงเวลาดูในซองแล้ว ว่าจะได้เงินกี่บาท โดยผมเป็นคนเปิดซองเองเลย เปิดออกมาตกใจเลยครับ ไม่นึกว่าเขาจะให้เราเยอะขนาดนี้ 8,000 บาทครับ เยอะจริงๆ ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้มากขนาดนี้ พวกเราก็เลยต้องเดินไปขอบคุณเจ้าภาพอีกรอบล่ะครับ เขาบอกว่าที่ให้เยอะเพราะถูกใจเองเป็นการส่วนตัวด้วยครับ พวกเราก็ยิ้มดีใจกันสุดๆไปเลย เป็นวันที่มีความสุขมากๆเลยครับวันเกิดปีนี้ จากนั้นงานเลิก ลุงคนเดิมก็ขับรถตู้มาส่งพวกเราที่มหาฯลัยครับ ลงรถมานั่งพักเหนื่อยกันที่หอของน้องในวงคนนึงครับ (เล่นกีตาร์) ผมก็นั่งเล่นไปเรื่อยครับ นั่งงสักพักน้องๆในวงก็เอาเค้กวันเกิดมาให้ พร้อใล่นกีตาร์ ร้องเพลงอวยพรวันเกิด ดีใจอีกรอบเลยครับ นั่งกินเค้กกันอิ่มไปเลย มีความสุขมากๆด้วยครับ ^ ^
• วิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่อง ของงบดุลชีวิต
- ราบรับ
- รายจ่าย
- ทรัพย์สิน
- หนี้สิน
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
ชื่อเรื่อง อาการป่วยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนเทอม 1 ของปี 4 นั้นก็คือมีอาการป่วย ตัวร้อน ไข้ขึ้นสูงมาก ตอนกลางวันมีอาการตัวร้อนเหมือนกันแต่ก็ไม่หนัก ตกกลางคืนไข้เริ่มขึ้นสูงจึงเริ่มกินยาแก้ไข้และเช็ดตัวเพื่อให้ตัวหายร้อน แต่อาการไม่ดีขึ้นเลยแต่กลับยิ่งตัวร้อนและไข้ขึ้นสูงกว่าเดิม แม้จะกินยาหรือเช็ดตัวอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย เพื่อนร่วมห้องเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงบอกว่าไปหาหมอดีกว่า แต่เห็นว่าดึกแล้วร้านหมอก็ปิดหมดแล้วจึงคิดว่าค่อยไปหาวันรุ่งขึ้นดีกว่า แต่เพื่อนบอกว่าให้ไปหาเลยเพราะกลัวว่าถ้าไข้ขึ้นสูงอาจจะทำให้เราช็อคได้ จึงตัดสินใจไปหาหมอแต่ก็ต้องไปที่ รพ. แต่อย่างที่เข้าใจกันว่าที่ รพ. จะให้บริการที่ช้ามากๆ แต่ถ้าไม่ไปตัวเองก็คงแย่เช่นกัน และด้วยความหวังดีของเพื่อน จึงตัดสินใจเพราะเกรงใจเพื่อนๆ แต่เพราะดึกมากเกือบเที่ยงคืนจะไปกันเองก็คงไม่ปลอดภัย เพื่อนจึงโทรตามรถมูลนิธิ โอ้..แค่คิดถึงรถที่จะพาไปแล้วยิ่งไม่อยากไปเข้าไปอีก กลัวมากเลยแถมด้วยไม่ค่อยจะมีแรงเดินด้วย แต่ก็จำใจต้องไป ระหว่างที่รอรถให้มารับ เพื่อนๆในสาขาก็มากันหลายคนมากเลย เพราะคิดว่าเราอาการหนักมากจนต้องส่ง รพ. แต่ที่จริงอาการก็ไม่ได้หนักมากจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเพื่อนๆเป็นห่วงก็ดีใจ ทุกคนที่มาต่างก็ถามไถ่ว่าเรามีอาการเป็นยังไงบ้าง ไหวรึเปล่า จึงทำให้รู้สึกว่าอาการเริ่มดีขึ้น
เมื่อรถมารับก็จำใจต้องไป รพ. กับรถมูลนิธิ พอขึ้นบนรถพี่เค้าก็ให้นอน เพราะว่าถ้าไปถึง รพ. เห็นว่าอาการหนักจะได้ตรวจก่อน แล้วก็จึงอย่างที่พี่เค้าบอก แต่ก็ไม่เร็วมากนัก หมอตรวจแล้วก็ฉีดยาลดไข้ให้เข็มหนึ่งแล้วรอดูอาการ 2-3 วัน แล้วหมอจัดยาให้ก็กลับหอพัก แต่ดีน่ะที่ตอนไป รพ. มีเพื่อนไปด้วยประมาณ 4-5 คนจึงทำให้อุ่นใจหน่อย หลักจากนั้นอาการก็ดีขึ้น ไข้ลดลง ตัวก็ไม่ร้อน จึงทำให้หลับได้จนถึงเช้า แต่กว่าจะกลับจาก รพ. และเข้านอนก็เกือบจะตี 3 แล้ว ตอนเช้าก็ไปเรียนได้ตารมปกติแต่ก็ยังไม่ดีเท่าไร หน้ายังคงซีดอยู่บ้าง เพื่อนหลายๆคนที่รู้ว่าเราไม่สบายก็จะถามถึงอาการป่วย จึงทำให้เรารู้ได้ว่ายังคงมีเพื่อนๆที่ยังคงเป็นห่วงเราอยู่ ดังนั้นเราคงควรที่จะรักเพื่อนของเราให้มากๆ เพราะนอกจากพ่อแม่ พี่น้องแล้วคงไม่มีใครรักเราจริงเท่ากับเพื่อนของเรา และยิ่งเราทำดีกับผู้อื่นเท่าไร ผู้นั้นก็จะยิ่งทำดีกับเรามากเท่านั้น
วิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่อง ของงบดุลชีวิต
รายรับ
- คำพูดของเพื่อนที่ถามถึงอาการป่วย
- ความช่วยเหลือจากพี่มูลนิธิ
- ความช่วยเหลือจากเพื่อนๆในสาขา
-
รายจ่าย
- ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
- อาการป่วยที่มาโดยไม่ตั้งใจและไม่เต็มใจ
- การเสียเวลาในการพักผ่อน
ทรัพย์สิน
- ความห่วงใยของเพื่อนที่มีต่อเรา
- ความมีน้ำใจของเพื่อนที่ช่วยเหลือยามที่เป็นทุกข์
- ความประทับที่เพื่อนค่อยช่วยเหลือ
- การยอมสละเวลาในการทำภารกิจต่างๆเพื่อมาช่วยเหลือเรา
หนี้สิน
- สิ้นเปลืองเงินทองในยามที่จำเป็น
- เสียเวลาในการทำภารกิจต่างๆ
- เสียเวลาในการพักผ่อน
ชื่อเรื่อง การไปทัศนศึกษาหาดทรายงาม
เนื้อเรื่อง
ดิฉันและเพื่อนอีก 2-5 ตัดสินใจเวลาว่างไปพักผ่อนที่หาดทรายงาม และเมื่อไปถึงก็พึ่งได้รู้ในขณะนี้มีคลื่นแรงและจึงได้ไปดูแต่ชายหาดทะเล และเมื่อมองลงไปเห็นมีขยะอยู่มชายหาดบ้าง ซึ่งเพราะความมักง่ายของนักท่องเที่ยว
-รายรับ
การไปเที่ยวพักผ่อน
การเห็นขยะตามชายหาด
-รายจ่าย
การอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคมเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีรักษาสภาพแวดล้อม
-สินทรัพย์
การรู้สึกผ่อนคลาย การเห็นขยะแล้วทำให้เราไม่ทิ้งและรักษาความสะอาดมากขึ้น
-หนี้สิน
ขยะตามชายหาดที่เพิ่มมากขึ้น สุดท้ายแหล่งท่องเที่ยวจะมีคนไม่อยากไป
1) ชื่อเรื่อง ครั้งแรกของชีวิต
2) เนื้อเรื่อง ประสบการณ์ที่ประทับใจการได้ไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกและยังเป็นการได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกด้วย ในตอนนั้นผมอายุได้เพียงแค่สิบขวบ ได้เดินทางไปเที่ยว ณ ประเทศสิงค์โป ในการเดินทางครั้งนั้นมี แม่ ลุง ป้า แล้วก็ผม เราใช้บริการของสายการบิน สิงค์โปแอร์ราย ความรู้สึกแรกที่ได้ขึ้นไปบนเครื่องบินเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นปนกับความกลัวแต่ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่มีแม่กับลุงนั่งข้างๆ ลุงเป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านการเที่ยวต่างประเทศมาก ลุงคอยแนะในทุกๆเรื่องที่ควรจะทำและไม่ควรทำอย่างเช่นการนั่งรัดเข็มขัดนิรภัย แม่คอยดูแลอยู่ไม่ห่างด้วยความกลัวว่าจะเมาเครื่อง ช่วงที่เครื่องเริ่มขึ้นช่วงแรกๆ ผมกลัวมากทั้งหูอื้อและเสียงดัง แต่ลุงบอกว่าเป็นเรื่องปกติไม่ต้องกลัวกลืนน้ำลายให้บ่อยๆเข้าไว้เดี๋ยวก็จะดีเอง ผมจับมือแม่ไว้แน่นมากระหว่างที่นักบินไต่ระดับขึ้นสูงแต่เมื่อมาอยู่ในระดับคงตัว ทุกอย่างก็ดีขึ้น มีการเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มตลอดการเดินทาง ผมที่ไม่รู้ในเรื่องการสั่งอาหารก็มีลุงคอยจัดการให้ทุกอย่าง เป็นความรู้สึกที่สนุกและรู้สึกปลอดภัยมากที่มีลุงกับแม่คอยดูแลอยู่ข้างๆ ท่านทั้งสองไม่เคยปล่อยให้ผมห่างตัวเลย แถมยังสอนการปฏิบัติในการเดินทางไปต่างประเทศให้อีกมากมาย ผมรู้สึกรักแม่ และลุงมาก ท่านดูแลผมมาอย่างดีโดยตลอด ให้สิ่งดีๆกับฉันเสมอและในการเดินทางครั้งนี้มันทำใก้รู้สึกว่าผมมีคนคอยดูแลและเป็นห่วงผมอยู่ข้างๆกายทำให้ผมกล้าที่จะพบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต
3) วิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่อง ของงบดุลชีวิต
รายรับ = ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว
รายจ่าย = ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, การเสียเวลาในการพักผ่อน
ทรัพย์สิน = ได้รับการสั่งสอนจากคุณลุงและคุณแม่ในการขึ้นเครื่องบิน, ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น
หนี้สิน = ทำให้เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น
เรื่องที่ประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
1 ชื่อเรื่อง ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก
2 เนื้อหา
ตื่นเช้าขึ้นมาผมก็นั่งเล่นเกมที่กำลังฮิตในหมู่ ITB ตอนนี้คือ เกมปลูกผัก เก็บผัก ผมนั่งเล่นเกือบจะชั่วโมงได้ก็มีรุ่นน้องคนหนึ่งตะโกนมาบอกว่าไปงานเลี้ยงปีใหม่ไหมที่บ้านผู้ใหญ่ ผมบอกน้องเขาว่าไปเพราะผมรู้ว่าถ้าไปจะต้องได้กินของฟรี…ฮาฮา สำหรับรุ่นน้องที่มาชวนผมนะหรอครับเขาเป็นแขกรับเชิญให้มาร้องเพลงเล่นดนตรีในงาน
พอเข้างานหรอครับรุ่นน้องผมก็ขึ้นไปร้องเพลงอยู่บนเวทีโน้นร้องเพลงอย่างเมามันมาก ส่วนผมนะหรอก็กินอย่างเดียวชอบของฟรีครับ กินเบี้ย เหล้า อาหารทั้งของคาวของหวานพูดว่าในวันนั้นอิ่มมากเลย คืนนั้นทั้งคืนผมกินเหล้าจนเมา และผมก็ได้เจอเพื่อนที่พึ่งรู้จักกันในงานมากมายเลยในคืนนั้นผมไม่ได้กลับมานอนที่ห้องต้องนอนที่บ้านผู้ใหญ่เพราะเมามาก รู้สึกตัวอีกที่ก็เช้าแล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปกินข้าวกล่องที่เอากลับมาจากงานเลี้ยงนำมากินที่ห้อง กินเสร็จก็นอนหลับเพื่อเก็บแรงมาเล่นเกมเก็บผักต่อ
3 การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
รายรับ
รายจ่าย
สินทรัพย์
หนี้สิน
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
ชื่อเรื่อง Barn Buddy
เรื่องที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันว่างๆ ของดิฉัน เรื่องก็มีอยู่ว่า เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งได้แนะนำให้ดิฉันเล่นเกมส์ ดิฉันได้เข้าไปเล่นเกมส์นี้ เกมส์นี้เป็นเกมส์หนึ่งที่อยู่ใน hi5 ชื่อเกมส์ก็คือ Barn Buddy เกมส์นี้จะเป็นเกมส์ที่เราสามารถเข้าไปปลูกผัก และเราก็สามารถรู้ได้ว่าเหลือเวลาอีกเท่าไรเราถึงจะเก็บผักของเราได้ และหากเราเล่นไปเรื่อยๆ เราก็สามารถที่จะเพิ่มระดับของเราได้ นอกจากนี้เรายังสามรถเก็บผักและรู้เวลาว่าอีกกี่นาทีเราถึงจะสามารถเข้าไปเก็บผักของเพื่อนเราได้ แต่ต้องเป็นเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเรา เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งฉันตื่นเช้าไม่มีอะไรจะทำก็เลยมานั่งเล่นเกมส์นี้ (วันนั้นเป็นวันพุธ ฉันเลยไม่มีเรียน) และเล่นไปเรื่อยๆสักพักหนึ่งดิฉันดิฉันได้เห็นว่าผักของเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังเก็บได้ ซึ่งเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนที่อยู่ในแก็งค์เดียวกันนั้น และเป็นเดียวที่ฉันไม่เคยได้เก็บผักของเขาเลยเพราะว่าเขาเร็วมากเพราะเขาจะนั่งรอได้เป็นวันๆ และเมื่อได้โอกาสดิฉันเลยนั่งเฝ้าเพื่อที่จะเก็บผักของเพื่อนคนนี้ให้ได้ แต่ขณะเดียวกันเพื่อนของฉันคนนี้ก็รออยู่เหมือนกัน มันยิ่งทำให้เกมส์สนุกมากยิ่งขึ้น ฉันก็ยังนั่งรอถึงแม้ว่าตอนนั้นฉันปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำมากๆ แต่ฉันก็รอ พอได้เวลาฉันเลยรีบเก็บผักของเพื่อนฉันคนนี้ทันที่ (ที่มันทำให้ฉันได้เก็บผักก่อนเพื่อนฉันก็เพราะ Internet ที่ห้องฉันนั้นเร็วกว่าที่ห้องของเพื่อนฉัน) พอตอนเย็นเราก็มาเจอกันที่ห้องเพื่อนอีกคนและเรามาคุยกันพอฉันมาถึงฉันก็มาเย้ยเพื่อนคนนี้ทันที เพื่อนฉันถึงกับโกธรมาก แต่มันก็เป็นเรื่องที่สนุกที่เกิดขึ้นในแก็งค์ของฉัน ทำให้เรามีเรื่องคุยกันเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง(แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่เคยโกธรกันแต่อย่างใด และสุดท้ายเราก็เป็นเพื่อนที่สนิทมากยิ่งขึ้น)
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
รายรับ
- ความสนุกสนาน
- ผ่อนคลายความเครียด
- ความสัมพันธืที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อน
รายจ่าย
- เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
- ติดเกมส์
- ต้องเสียค่าไฟฟ้ามากขึ้น
สินทรัพย์
- การพูดคุยกันระหว่างเพื่อนในเรื่องเกมส์
- ทำให้เราเป็นคนที่รวดเร็ว ว่องไว และรอบคอบ
หนี้สิน
- ทำให้เพื่อนน้อยใจ (ชั่วขณะ)
- ทำให้เราเห็นแก่ตัวนิดๆ เพราะเราจ่องที่จะขโมยผักของเพื่อน
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
ชื่อเรื่อง ผมสนุกมาครับ แต่ต้องเดือดร้อนเพื่อนครับ
เรื่องที่ผมจะเล่านี้เป็นเรื่องที่ยาวมากๆ ผมจะขอเล่าแบบสรุปแล้วกันนะครับ วันนั้นบ้านเพื่อนผมได้จัดปาร์ตี้กัน และแน่นอนว่ามันต้องดื่มเหล้าด้วยเช่นกัน วันนั้นมีทั้งเพื่อนผู้หญิงและเพื่อนผู้ชาย แต่เพื่อนผู้หญิงไม่ได้ดื่มเหล้านะครับ พวกเราก็นั่งคุยกันและนั่งกินกันอย่างสนุก แต่พอดึกๆเพื่อนผู้หญิงผมก็ได้เข้ามาในห้องมานั่งคุยตามประสาผู้หญิงนั้นแหละครับ และส่วนผู้ชายก็แน่นอนครับนั่งดื่มกันจนเมาไปตามๆกัน พวกเรานั่งกินกันจนถึงตีสามแต่พวกเราก็ยังสนุกกันอย่างมาก แต่เพื่อนผู้หญิงนี้สิครับเริ่มมีอาการง่วงกันแล้ว แต่เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของห้องก็ไม่ได้ไล่พวกผมกลับแต่อย่างใด และเราก็นั่งดื่มกันต่อจนเวลามาถึงตีสี่แล้ว และผมก็เข้าห้องมาดูเพื่อนผู้หญิง เมื่อผมเข้ามาในห้องผมรู้สึกผิดมากเพราะเพื่อนผู้หญิงผมนั้นนอนหลับกันอย่างน่าสงสารมาก ผมจึงคิดว่าในขณะที่พวกเราสนุกกันนั้นแต่ทำให้เพื่อนอีกคนกลับต้องลำบาก และพอผมออกมาจากห้อง พวกผมก็จัดการเก็บข้าวของ และต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนห้องใครห้องมัน แต่ผมก็ยังสงสารเพื่อนผมที่เป็นเจ้าของห้องเป็นอย่างมาก ที่ทำให้เขาไม่ได้นอนหลับ
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
รายรับ
- ความสนุกสนาน
- ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อน
- การช่วยกันของเพื่อนๆ ที่ช่วยกันหาของมาปิ้ง ย่างกัน
รายจ่าย
- เสียสุขภาพ เพราะดื่มเหล้า
- เสียเงินซื้อเหล้า
- นอนดึก
สินทรัพย์
- ความมีน้ำใจของเพื่อนๆ
- การพูดคุยกันในระหว่างที่นั่งดื่มเหล้า
หนี้สิน
- ทำให้เพื่อนไม่ได้นอนหลับ
- ส่งเสียงดังรบกวนคนห้องข้างๆ
- เพิ่มขยะในกับโลกมากยิ่งขึ้น
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
เรื่อง เพราะความไม่รู้
ดิฉันเป็นเด็กจังหวัดสตูล ซึ่งไม่เคยเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียว เเต่เเล้วก็ได้เอ็นทรานซ์ติดที่มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ซึ่งการเดินทางมาจะต้องขึ้นรถตู้จากหาดใหญ่ - สุราษฎร์ธานี ในตอนขามาดิฉันได้มากับพ่อเเละเเม่
พ่อของดิฉันก็ได้สอนให้ดิฉันดูเส้นทางในการเดินทางไป เพื่อให้ดิฉันได้รู้เส้นทางไว้บ้าง เมื่อดิฉันได้เข้ามาศึกษามีช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยไม่มีการเรียนการสอนเป็นเวลาหลายวัน ดิฉันก็ต้องกลับบ้าน เมื่อดิฉันกลับบ้านดิฉันจึงได้จองรถตู้ให้มารับที่หอพัก ก่อนที่ดิฉันจะขึ้นรถตู้ก็ได้บอกกับคนขับรถตู้ว่าดิฉันต้องลงที่สี่เเยกคูหา ซึ่งอยู่จังหวัดสงขลา เมื่อขึ้นมาบนรถดิฉันก็ได้เผลอหลับไป มาตกใจตื่นตอนที่รถตู้เเวะที่เเม่ขรี เพื่อเอาของที่มีคนฝากไว้ลง ดิฉันจึงคิดว่าถึงสี่เเยกคูหาเเล้ว เนื่องจากว่าสถานที่คล้ายๆกัน ดิฉันจึงได้เก็บของเเละเดินลงจากรถ เมื่อลงจากรดดิฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ เเต่ในใจดิฉันคิดว่ามันเเปลกๆ จึงได้อ่านป้าย ป้ายได้เขียนไว้ว่าเเม่ขรี ซึ่งดิฉันก็ได้นึกขึ้นได้ว่าพ่อของดิฉันเคยสอนไว้ครั้งเมื่อเดินทางมา เเม่ขรีอยู่จังหวัดพัทลุง ดังนั้นเเสดงว่าดิฉันลงผิด ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีเหลืออยู่ที่ดิฉันหันกลับไปรถตู้ยังไม่ไป ดิฉันจงได้วิ่งขึ้นรถตู้กลับมานั่งยังที่เดิม คนในรถตู้ดูดิฉันกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น เเต่ดิฉันทำเป็นเนียนนั่งนิ่งเฉยๆเเต่ในใจตกใจมาก หลังจากนั้นจึงได้ย้ำคนขับรถตู้ใหม่ว่า ดิฉันจะลงที่สี่เเยกคูหา เมื่อถึงสถานที่จะลง คนขับรถตู้จึงได้บอกว่าถึงเเล้วเเละลงมาส่ง โดยที่ถามดิฉันว่าดิฉันไม่เคยไปไหนคนเดียวเหรอ ดิฉันจงบอกว่าใช่ เเล้วคนขับรถจงได้สอนดิฉันว่าให้ดูให้ดีๆเพราะสถานที่มันคล้ายๆกัน ให้ระวังๆหน่อย ดิฉันขอบคุณ เเละคนขับรถตู้จึงได้ยิ้มเเละเดินขึ้นรถไป
หลังจากเมื่อรถตู้ขับออกไปดิฉันจึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือเเละโทรหาทางบ้าน พ่อของดิฉันรับมือถือ ดิฉันจึงเล่าเรื่องราวให้พ่อฟัง พ่อก็ได้สอนว่าอย่าตกใจเพราะว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางสายหลักดังนั้นจะมีรถโดยสารมาหาดใหญ่เยอะ ถ้าเกิดตกรถสามารถขึ้นได้ ดิฉันจึงได้รู้สึกโล่งใจเมื่อพ่อดิฉันคอยปลอบ
วิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่อง ของงบดุลชีวิต
รายรับ
ประสบการณ์ชีวิต
คำสอนของพ่อเเละคนขับรถ
สติ
รายจ่าย
ความไม่รู้
พลังงานในการวิ่ง
สินทรัพย์
ความหว่งใยของคนในครอบครัว
การตั้งสติ อย่าตกใจ
ประสบการณ์ในการเดินทาง
เส้นทางในการเดินทาง ช่างสังเกตุ
หนี้สิน
เสียพลังงานในการวิ่ง
อายคนที่นั่งอยู่บนรถตู้คันเดียวกัน
เสียเวลาพักผ่อนบนรถ
เรื่องประทับใจในชีวิตประจำวันของตนเอง
เรื่อง หัวเราะอยู่ดีๆแล้วเกิดอะไรขึ้น
เมื่อตอนฉันอยู่มอสี่ฉันได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆในชั้นเรียนตอนปิดเทอม พวกเราไปเที่ยวพังงากัน ตอนนั้นได้ไปเที่ยวน้ำตกกัน เป็นน้ำตกที่สวย แต่น้ำไม่ค่อยมีเพราะว่าเป็นฤดูแล้ง แต่ด้วยความโชคดียังมีอยู่ที่หนึ่งที่สามารถเล่นน้ำได้ มันเป็นแอ่งใหญ่ และก็กว้างด้วยสามารถเล่นได้กันทั้งห้อง แต่เสียอย่างเดียวมันลึกไปสำหรับฉัน ฉันมานั่งอยู่ด้านบนของน้ำตก ซึ่งสูงพอสมควร เมื่อก้มลงไปก็มองเห้นเพื่อนๆเล่นน้ำกัน เพื่อนๆก็กระโดดลงจากที่ฉันนั่งอยู่ลงไปในน้ำกันอย่างสนุกสนาน ฉันนั่งหัวเราะเพื่อนๆอยู่ข้างๆ และก็ผลักเพื่อนไห้ตกน้ำ มีเพื่อนฉันคนนึงเดินมาข้างหลังฉันฆัวเราะเสียงดัง ฉันก็หัวเราะตาม แต่ความรู้สึกของฉันเหมือนว่ากำลังลอยอยู่และก็ค่อยๆจมไปเรื่อยๆเหมือนมีอะไรดึงฉันลงไป รู้ตัวอีกทีก็มีเพื่อนมาดึกขึ้นไป และก็รู้ตัวว่ากำลังจมน้ำอยู่ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นเพื่อนคนนึงนั่งไหว้ฉันอยู่ ฉันเลยสันนิฐานว่าที่ฉันจมน้ำผีมือมันแน่ เค้าแค่จะแกล้งฉันแต่เค้าไม่รู้ว่าฉันว่ายน้ำไม่เป็น ฉันไม่โกรธเค้าเลย เพราะว่าฉันก็แกล้งคนอื่นกรรมเลยตามสนอง โชคดีที่เพื่อนๆเล่นน้ำกันเยอะเลยเข้ามาช่วยทัน แต่มันก็ทำไห้ฉันรู้สึกกลัวน้ำนิดๆเหมือนกัน เพราะว่ากลัวจมน้ำ ที่แน่ๆกินน้ำไปเต็มพุงเลย มันก็เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งว่าอย่าประมาทและก็อย่านึกแต่สนุกอย่างเดียวเพราะอาจถึงชีวิตได้
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4ช่องของงบดุล
รายรับ
- ความสนุกสนานที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ
- ประสบการณ์การจมน้ำ
รายจ่าย
- อารมณ์ตกใจ
- ความประมาท
สินทรัพย์
- ความสัมพันะ์ระหว่างเพื่อน
- ความเป็นห่วงที่เพื่อนมีให้กับเรา
-ความรู้สึกผิดที่เพื่อนทำกับฉัน
หนี้สิน
- ความกลัวน้ำที่ฉันยังมีอยู่ไม่ค่อยกล้าเล่นเพราะกลัวจมน้ำ
- ความรู้สึกผิดที่แกล้งเพื่อนกรรมเลยตามสนอง
เรื่อง บุณคุณไม่อาจลืม
เย็นวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะกลับบ้านต่างจังหวัด ผมได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีว่าจะต้องออกเดินทางตอนกี่โมง แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ผมกลุ้มใจเป็นอย่างมากก็เกิดขึ้น นั้นก็คือ เบอร์โทรฯของคิวรถตู้ที่จะโทรฯ กลับโทรไม่ติดขึ้นมา โทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับ ในขณะเดียวกันมีคนขับรถรับจ้างที่นั่งอยู่ข้างๆผม ก็เห็นอาการกระสับกระส่ายที่ผมเป็น น้าเขาจึงถามผมว่า "น้องจะไปไหน" ผมก็ไ้ด้บอกถึงจุดหมายปลายทางที่ผมจะไป น้าเขาก็เลยบอกว่า "น้ามีเบอร์มือถือของเจ้าของคิวน่ะ เดี่ยวน้าจะช่วยโทรให้" ผมก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผมก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วน้าก็หันมาบอกว่า "น้าก็โทรไม่ติดเหมือนกัน" ผมก็รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที เพราะคิดว่าเย็นวันนี้คงกลับบ้านไม่ได้แน่นอน เพราะเป็นคิวสุดท้ายของรถตู้ พอสักพักน้าเขาก็หันมาบอกว่า "น้านึกออกแล้ว น้ามีเบอร์มือถือของเพื่อนที่เป็นคนขับรถคิวนี้เหมือนกัน เดียวน้าโทรฯให้น่ะ" และแล้วน้าเขาโทรติดจริงๆ แต่ทว่า...เพื่อนน้าคนนั้นขับไปใกล้ถึงจุดหมายปลายทางที่ผมจะไปแล้ว น้าเขาก็เลยถามคนขับรถคันนั้นไปว่า พอจะมีเบอร์คนขับคนอื่นหรือเปล่า เพื่อนเขาก็เลยให้เบอร์คนขับอีกคนหนึ่งมา แล้วน้าก็เลยโทรไปหาเบอร์ที่ได้ขอไว้ คราวนี้ปรากฎว่าโทรติด และน้าเขาก็คุยให้จนเสร็จสรรพ ในนาทีนั้นผมรู้สึกดีใจและซึ้งใจในน้ำใจของน้าคนนี้เป็นอย่างมาก ผมก็ขอบคุณน้าเขา และจะจ่ายค่าโทรศัพท์ให้น้าเขา แต่น้าเขาบอกว่า "ไม่เป็นไร"
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกประทับใจน้าเขาเป็นอย่างมาก รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่เขาให้ ผมคิดว่าที่เป็นคนอื่นยางที่อาจไม่ช่วยผมก็ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนอื่นเลย แต่น้าเขาก็ยังยื่นมือมาช่วยผม ผมสึกปลื้มใจจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมต้องขอขอบคุณคุณน้าเป็นอย่างสูง มากกกกกกกกกกก
วิเคราะห์จากเหตุการที่เกิดขึ้น
รายรับ
รายจ่าย
ทรัพย์สิน
หนี้สิน
1.ชื่อเรื่อง...Summer ที่น่าประทับใจ
2. เนื้อหา (โดยสรุป)
เมื่อตอน Summer ตอนปี 1 ประมาณกลางเดือน มีนาคม ฉันได้ไปออกค่ายของชมรมดำน้ำของทางมหาลัยกับอาจารย์ รุ่นพี่และเพื่อนๆ ที่เกาะกระดาน จังหวัด ตรัง ในการไปครั้งนี้ฉันได้ทำอะไรมากมายที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการดำน้ำลึกและการดำบนผิวน้ำ ซึ่งในทะเลนั้นมีสิ่งที่สวยงามมากมาย ทั้งปะการังหลากสีและปลาชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเอง และฉันยังได้ไปที่เกาะมุกทำให้ได้เห็นการเป็นอยู่ของหมู่บ้านชาวประมง ต่อจากนั้นก็นั่งเรือไปถ้ำมรกตซึ่งภายในถ้ำมีความสวยงามมากน้ำในถ้ำมีสีเขียวเหมือนสีมรกต และเมื่อกลับมาถึงที่พักพวกเราก็ช่วยกันทำอาหารและรับประทานอาหารร่วมกัน พอตกดึกก็จะมีการประชุมพูดคุยกันว่าวันนี้เราได้ไปเจอกับอะไรมาบาง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากนั้นก็เดินทางกลับ ในการไปดำน้ำครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้และได้รับหลายๆสิ่ง ทั้งการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือซึ่งกันและได้เห็นความผูกพันธ์ที่มีต่อกัน แม้จะเป็นระยะเวลาที่สั้นก็ตาม และได้เห็นความเป็นอยู่ของหมู่บ้านชาวประมงที่มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแต่พวกเขาดูมีความสุข
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต
รายรับ
รายจ่าย
สินทรัพย์
หนี้สิน
ชื่อเรื่อง จะไม่ไปพันทิพย์
เรื่องย่อ
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต
รายรับ
รายจ่าย
สินทรัพย์
หนี้สิน - ไม่ค่อยกล้าจะขึ้นร้องเพลงเพราะยังรู้สึกอาย - ความรู้สึกน้อยใจ และเคืองที่เพื่อนๆนำมาล้อแต่หลังๆก็เริ่มชินกลายเป็นเรื่องตลกของผมไป
1.ชื่อเรื่อง เกิบตายเพราะเพื่อน
2. เนื้อหา
เป็นเวลาที่ผ่านมาซึ่งยังไม่นานมากนักวันหนึ่งหลังเลิกเรียนผมเเละเพื่อนก็ออกมานั้งเล่นเเละนั้งกินขนมกันที่หน้าร้านเเห่งหนึ่งซึ่งเป็นช่วงประมาณ 6 โมงเย็นก็นั่งก็ไปคุยกันไป ก็มีรถมอเตอร์ไซต์คันหนึ่งขับมาที่ที่พวกผมกำลังนั้งอยู่ เเล้วหลังจากนั้นก็เขาบิดรถจนทำให้เสียงรถนั้นดังมากเเละทำท่าจะเอาเรื่องกับเพื่อนผม เเละบวกกับเพื่อนผมเป็นคนที่โมโหง่ายเขาก็เลยวิ่งไปเเละกระโดถีบรถคันนั้นจนล้มเเละพวกผมก็รุมกระทืบ ก็ทำยังไงได้ผมมากับเพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนอยู่เเล้วนิผมไม่มีทางเลือกเลยในตอนนั้น เเละหลังจากที่กระทืบเสร็จพวกผมก็ออกไปนั่งที่บ้านเพื่อน พอตกประมาณ 2 ทุ่ม รถคันนั้นก็ขับมาอีก เเต่ไม่ได้มาคนเดียวเเต่กลับพาเพื่อนมา 1 คนเเถมมีปืนมาด้วยเท่านั้นเเหละเขาก็กระโดดจากรถวิ่งมาที่พวกผมเเล้วเอาปืนมาจี้ที่ศรีษระของพวกผมทุกคนเเล้วก็ซ้อมผมกลับ ภายในช่วงเวลานั้นผมคิดอยู่อย่างเดียวว่าคืนนี้ผมคงไม่รอด ชีวิตในเวลานั้นมันมืดไปหมดเเต่ถ้าพวกผมสู้ก็อาจจะรอดเพราะมันมาเเค่ 2 คน เเต่พวกผม 4 คนเเต่สำหรับผมเเล้วมันเสี่ยงเกินไปถ้าเกิดพลาดก็ต้องมาใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเเน่ เเต่เเละเเล้วก็มีเสียงดังขึ้นว่าอย่ายิงเอาเเค่ให้มันบาดเจ็บก็พอ เเละหลังจากเหตุการนั้นมันทำให้ผมรู้ว่าบางครั้งการที่อารมณ์ร้อนมันอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปเลยก็ได้ เเละการที่เราตามเพื่อนในสิ่งที่ผิดๆโดยที่เรารู้เเละเราไม่ห้ามเเต่กลับตามเพื่อนนั้นมันทำให้ชีวิตเราพลาดได้หลายอย่างเเละอาจทำให้คนรอบข้างเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ เเละอาจทำให้เราเสียใจไปตลอดก็ได้ซึ่งหลังจากวันนั้นมันทำให้ผมเเละเพื่อนๆคิดได้ เเละเริ่มรู้ว่าสังคนที่กว้างนั้นมันมีอะไรมากมายที่เรายังไม่รู้ถ้าเราตัดสินใจผิดพลาดไปอาจจะทำให้เราเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้
การวิเคราะห์ด้วยรูปแบบ 4 ช่องของงบดุลชีวิต
รายรับ
- เพื่อนเเท้
- ประสบการที่พบเจอ
รายจ่าย
- เงินที่นั้งกินขนม
- ค่าน้ำมันรถ
สินทรัพย์
- ความผูกพันที่มีให้เพื่อน
- ความสามัคคี
หนี้สิน
- นิสัยอารมณ์ร้อนที่ต้องปรับตัว
- นิสัยตามเพื่อนในทางที่ผิด