น่าสังเกตว่าบุคคลที่มีความมุ่งมั่นสูงสุดที่จะเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องการมีวุฒิการศึกษาพ่วงท้ายถึงปริญญาเอก ไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ข้าราชการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป คนที่มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก จะเป็นนักการเมือง ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น เชื่อผมได้เลยว่าคนที่เป็น Dr. มากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็น สว.,สส.,สจ.,สท.,สอบต., คือพวกตระกูล ส ทั้งหลายนั่นแหละ

มหาวิทยาลัยในโลกไซเบอร์กับการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

ประชาชนจำนวนมากของประเทศไทย ได้ถูกทอดทิ้งจากระบบการศึกษา แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับออกไป จัดให้เรียนฟรี (ซึ่งก็ไม่จริง) จัดให้มีกองทุนกู้ยืม(ซึ่งก็ไม่ครบคน) แต่เราก็ยังเห็นคนยากจนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอยู่ดี เพราะการศึกษายังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายมากกว่าที่รัฐบาลช่วยเหลือ นักเรียน นักศึกษา ยังจำเป็นที่จะต้องมีค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทาง ค่าเช่าหอพัก ค่าอุปกรณ์การศึกษา เรายังไม่พูดถึงเยาวชนที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากต้องไปช่วยผู้ปกครองไปจับปลากลางทะเล การโยกย้ายตามผู้ปกครองที่อยู่ในแรงงานก่อสร้าง เยาวชนบนพื้นที่สูง บนยอดเขา บนดอยที่ห่างไกล เยาวชนที่ไม่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่เขาเกิดและอาศัยบนแผ่นดินไทย การศึกษาของประเทศเราจึงมีเพียงคนหยิบมือเดียวที่ได้ประโยชน์

น่าสังเกตว่าบุคคลที่มีความมุ่งมั่นสูงสุดที่จะเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องการมีวุฒิการศึกษาพ่วงท้ายถึงปริญญาเอก ไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ข้าราชการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป  คนที่มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก จะเป็นนักการเมือง ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น เชื่อผมได้เลยว่าคนที่เป็น Dr. มากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็น สว.,สส.,สจ.,สท.,สอบต., คือพวกตระกูล ส ทั้งหลายนั่นแหละ

ทำไมนักศึกษาไม่อยากเรียน ทำไมข้าราชการไม่อยากเรียน ทำไมนักธุรกิจไม่อยากเรียน หรือไมผู้นำชุมชน อาสาสมัครอย่าง อสม. อพม. แกนนำสตรี แกนนำแม่บ้าน และสารพัดแกนนำในชุมชนและหมู่บ้านของเรา ไม่อยากเรียน ผมอยากให้พวกเราตอบเอง  ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น

และทำไมนักการเมืองถึงอยากเรียน อยากเป็น Dr. อาจจะมีบางคนที่คิดจะทำเพื่อชุมชนสังคม และประเทศชาติ  แต่ผมคิดว่าส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้เมื่อมีเงินแล้ว (และก็เรียนฟรีโดยใช้ภาษีของประชาชนเสียด้วย) มีอำนาจแล้ว  วุฒิการศึกษาจะช่วยให้เขาเพิ่มอำนาจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มอหังการสำหรับการติดต่อกับข้าราชการ พนักงานองค์กรท้องถิ่น รวมทั้งประชาชน

เราจะปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามทิศทางนี้หรือ  หรือว่าวันนี้ เราต้องสร้างดุลแห่งการเปลี่ยนแปลงกันแล้ว

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้โลกของเราแคบลงทุกที ระบบเทคโนโลยีนี้เองนี้เองได้เชื่อมเข้ากับระบบการศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ  สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่ ยังปรับตัวไม่ทันกับความก้าวหน้านี้ เนื่องอาจารย์และผู้บริหารไม่คุ้นเคย และยังมัวแต่ห่วงห้องเรียน เพราะห้องเรียนและรอบรั้วสถาบันเป็นฐานแห่งอำนาจที่มองเห็น สัมผัสได้ แต่ไซเบอร์ มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ทำให้อำนาจของพวกเขาหดหายไป และผลประโยชน์ที่เขาได้รับอยู่ในระบบห้องเรียนได้หลุดลอย คนในระบบเก่าจึงต่อต้านโลกแห่งไซเบอร์นี้  

พวกเราจึงหวังไม่ได้กับมหาวิทยาลัยในระบบเก่า ที่ตอบสนองคนเพียงหยิบมือเดียว คนที่มีโอกาส มีเงิน และมีอำนาจ

ผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยที่ก้าวพ้นข้อจำกัดของกาละ และเทศะ  มหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการการศึกษาของคนที่มีโอกาสน้อย  มหาวิทยาลัยไซเบอร์ เป็นคำตอบของคำถามนี้

Cyber university เป็นการจัดการศึกษาทุกสาขาวิชาสำหรับคนทั้งปวง  เพื่อสร้างโอกาส สร้างความเท่าเทียมกัน และจัดการศึกษาด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ในเมื่อเราไม่ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการก่อสร้าง อาคารสถานที่ ไม่ต้องการจำนวนอาจารย์ที่มากมายมหาศาล และเจ้าหน้าที่อำนวยการมากมาย เราจึงไม่เห็นความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยจะมีค่าเล่าเรียนเทอมละเป็นหมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเป็นต่อดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน

มหาวิทยาลัยไซเบอร์ ไม่เพียงแต่จัดการศึกษาสำหรับข้าราชการ พนักงานของรัฐ พนักงานบริษัทเอกชนด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำสุดเท่านั้น สำหรับนักพัฒนาสังคม นักกิจกรรม และอาสาสมัครทางสังคม พวกเขาควรจะได้รับการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ  เพราะบุคคลเหล่านี้ คือหัวใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย สังคมที่ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา สังคมที่มีประชาชนเล่นกีฬาข้ามปีข้ามทศวรรษกันทั้งประเทศ

ระบบการศึกษาในอดีตและปัจจุบันของเรากระมัง ที่สร้างปัญญาชนที่เต็มไปด้วยอคติต่อกัน เต็มไปด้วยความคิดที่จะห้ำหั่นเอาชนะ และถูกชักจูงโดยไม่ลืมหูลืมตา 

เราเชื่อว่าการศึกษาแบบใหม่จะช่วยให้เราคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างกัน และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง (น่าสนใจความจงรักภักดีในพจนานุกรมจิตสำนึกของผู้คนเหล่านี้ เขาหมายความว่าอย่างไร)

แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยไซเบอร์ แต่ควรมีศูนย์การเรียนรู้เพื่อการสอนเสริม การเป็นศูนย์ประสานงาน และการอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษา ตลอดจนการสร้างความผูกพันระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ และระหว่างนักศึกษาด้วยกัน

คนที่สนใจเรียนรู้จำนวนมากต้องเจ็บปวดกับการตระเวนหาที่เรียน ต้องตระเวนสอบเข้า  และแน่นอนว่าสอบเข้าเรียนได้แล้ว เรายังต้องจ่ายเงินด้วยต้นทุนที่แสนแพง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเราได้กระดาษใบหนึ่ง พร้อมกับหนี้กองใหญ่ เป็นทาสของทุน รวมถึงหนี้ที่เราต้องสนับสนุนให้ลูกของเราได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนด้วย (เหมือนที่ผมเคยเป็น)

การศึกษาของเรา จึงเป็นที่เดียวกันการทำงาน (At the work place) เพื่อนร่วมงานคือเพื่อนร่วมห้องเรียน

ในห้องเรียนมหาวิทยาลัยไซเบอร์ ผมหวังว่าจะมีแนวทางดังนี้

มีข้อมูลเกี่ยวกับสถาบัน เช่น วิสัยทัศน์ พันธกิจ กรรมการ ทีมบริหาร มีข้อมูลหลักสูตร ตารางเรียน อาจารย์ผู้สอน

มีการแจ้งข่าวสาระ ข้อมูลประชาสัมพันธ์ ฟอร์มเอกสารต่าง ๆ

มีข้อมูลของศูนย์การศึกษาทุกแห่ง พร้อมตารางเรียนแต่ละศูนย์  รายชื่อนักศึกษา พร้อมภาพและที่อยู่ของนักศึกษาทุกคน

ในห้องเรียนควรจะแยกเป็นหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาเข้าห้องเรียนได้ถูกต้อง และเข้าไปเรียนได้ง่าย

เมื่อ log in เข้าไปเรียนแล้ว นศ.จะพบข้อมูลเกี่ยวกับวิชาที่เขาเรียน ที่เขาลงทะเบียนเรียน รายวิชาที่เขาไม่ได้ลงทะเบียนเรียน เขาจะเข้าไปไม่ได้ ระบบจะไม่เกิดโอกาสให้เข้า เพื่อเป็นการลดการจราจรในออนไลน์  นศ.สามารถที่จะตรวจสอบผลการศึกษา และการลงทะเบียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด

นศ.ควรจะต้องมี note book คนละเครื่อง มหาวิทยาลัยอาจจะต้องจัดหาเพื่อให้ นศ.เช่าซื้อในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และผ่อนส่งรายเดือนในจำนวนเงินตามอัธยาศัย

ระบบควรจะสามารถบันทึกเวลาเข้าเรียนของ นศ.ได้

แต่ละรายวิชาจะมีข้อมูลทั่วไป เช่น คำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์ หัวข้อวิชาที่เรียน การวัดผลการเรียน หนังสืออ่านประกอบ แนะนำวิธีเรียน รายชื่ออาจารย์และอาจารย์ผู้สอนร่วม พร้อม e mail การติดต่อกับอาจารย์

แต่ละวิชา จะมีอยู่ 6 บทเรียน จะมี VTR การบรรยายของอาจารย์ ซึ่งอาจจะมาจากการบันทึกในห้องเรียนสด หรืออาจจะบันทึกที่ห้องบันสตูดิโอก็ได้  รวมถึงมีเอกสารประกอบการบรรยายทุกบทให้ นศ.โหลดไปเก็บไว้อ่านเมื่อเวลาอื่น ๆ ได้  

นศ.อาจจะซื้อ VCD การบรรยายของอาจารย์ หรือจะซื้อตำราที่จัดพิมพ์เป็นเล่มแล้วก็ได้ เพื่อความสะดวกในการศึกษา ซึ่งสถาบันจะจัดดำเนินการให้

เมื่อ นศ.ฟังบรรยายของอาจารย์ในแต่ละบทแล้ว ควรจะมีการบ้านงานมอบหมายของอาจารย์อยู่ท้ายบท เพื่อให้ นศ.อภิปราย (ไม่ใช่ตอบคำถาม) และนี้คือคะแนนของพวกเขา

ควรจะมี blog ที่สร้างขึ้นเองเพื่อนำเสนอแนวความคิดของพวกเขาเพิ่มเติม และเพื่อนๆของพวกเขาก็จะสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาใน blog นั้น ๆ ได้ และนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของคะแนน โดยสรุป คะแนนเก็บระหว่างเรียนจะมาจากการอภิปรายท้ายบทเรียน คะแนนจากการเขียน blog และคะแนนจากการให้ความเห็นต่อ blog ของคนอื่น

การสอบปลายภาค ควรจะเป็นการพบปะกันซึ่งหน้าในห้องเรียน โดยการนัดหมายการสอบในสถานที่ที่เป็นศูนย์กลาง และสะดวกของ นศ.ทุกคน อาจจะถือเป็นการสัมมนาและกิจกรรมการสังสรรค์ในขณะเดียวกันด้วย

การสอบไม่ควรจะมาวัดผลกันว่า นศ.คนใดจำมากน้อยกว่ากัน ระบบการศึกษาที่เราแข่งขันกันตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย อย่าดู อย่าลอก อย่าเห็น อย่าคุย อย่าให้คนอื่นได้คะแนนมากกว่า เราต้องชนะ การจัดการศึกษาแบบนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราได้ผู้ใหญ่ทั้งนักการเมืองและข้าราชการชั้นสูงที่เต็มไปการแข่งขัน การเอาชนะ และทะเลาะเบาะกับการไม่อยากให้คนอื่นดีเกินตัว หรือมีอำนาจมากกว่าตัว

การสอบควรจะเน้นที่การวิเคราะห์ การจัดระบบ การเรียบเรียง การเสนอแนะ การสอบจะเป็นวันแห่งความสุขที่เราได้แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่วันแห่งความทุกข์ ความเครียดและการถูกบีบคั้น เราไม่สนใจว่า นศ.จะเอาหนังสือสักกี่เล่มเข้าห้องสอบ เพราะไม่ต้องการได้ความจำของ นศ. แต่เราต้องการแสดงออกทางความคิด ความกล้าหาญที่จะคิด และการนำเสนอของพวกเขา

คนที่ขัดสนเรื่องค่าเล่าเรียน เราจะให้เขาเรียนแบบใช้ทุน การใช้ทุนของเราก็คือการทำงานช่วยเหลือสถาบัน และการช่วยเหลือสังคม

ศูนย์การศึกษาของมห่าวิทยาลัยควรจะมีทั่วประเทศ เปิดสอนทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก แต่ละศูนย์ไม่จำเป็นต้องมีจำนวน นศ.มากมาย เพียง 5 หรือ 10 คน ก็ควรจะเปิดการเรียนการสอนเสริมได้ และควรจะให้ความสำคัญกับผู้รับผิดชอบศูนย์ ต้องการคนที่มีใจในอุดมคติการทำงานเพื่อการศึกษาเพื่อปวงชน สถาบันควรจะรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายของอาจารย์หรือผู้ทำหน้าที่ดูแลศูนย์เหล่านี้ ทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด

มหาวิทยาลัยควรจะมีอาจารย์ทุกประเภท ทั้งประเภทอาจารย์ประจำที่รับเงินเดือนเต็มเวลา รับเงินเดือนไม่เต็มเวลา หรืออาจารย์ประจำแต่รับเงินเดือนแบบอาจารย์พิเศษ และมีอาจารย์พิเศษ แล้วแต่ความสะดวกของทุกท่านเหล่านั้น ว่าเขาต้องการมาร่วมงานในรูปแบบใด อาจารย์ทุกคนควรจะได้รับการสนับสนุนให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาเอก โดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะต้องการให้อาจารย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความน่าเชื่อถือ

อาจารย์และทีมงานที่มีอุดมคติเช่นเดียวกันคือพลังการขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยไซเบอร์

 

ดร.ศักดิ์  ประสานดี

[email protected]