หลักทรัพย์กู้เงิน

คลังเสนอ พรบ.บำเหน็จบำนาญช่วย ขรก.ใช้เงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือเป็นหลักทรัพย์กู้เงิน

กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการเสนอแก้กฎหมายใช้บำเหน็จตกทอดที่เหลือมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้เงินได้

นายแพทย์พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าจากการติดตาม  การแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ  ที่อยู่ในกำกับกรมบัญชีกลางทราบว่า ขณะนี้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....  และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (บำเหน็จค้ำประกัน) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552  ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ  ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 2 และ 3 แล้ว และจะนำเสนอวุฒิสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งหากกฎหมาย 2 ฉบับนี้ได้ประกาศใช้โดยสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย
ก็เพื่อให้ผู้รับบำนาญสามารถนำสิทธิในวงเงินบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลือหลังจากขอรับบำเหน็จดำรงชีพ
ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้

สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่..)
พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (บำเหน็จค้ำประกัน) ของวุฒิสภา นั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไป   นายแพทย์พฤฒิชัย กล่าว

ทั้งนี้ นายมนัส แจ่มเวหา ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยข้อมูลว่า กรมบัญชีกลางได้เตรียมการเพื่อรองรับการประกาศใช้กฎหมาย 2 ฉบับนี้ โดยได้มีการยกร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขไว้เรียบร้อยแล้ว มีการเตรียมการประชุมชี้แจงกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์วิธีการเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ค้ำประกัน และเตรียมการประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับบำนาญได้ทราบ

ปัจจุบันผู้รับบำนาญมีจำนวนทั้งสิ้น 377,975 คน   ผู้รับบำนาญที่ขอรับบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่า    ไม่เกิน 200,000 บาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน จำนวน 403,324 คน เป็นจำนวนเงิน
64,700 ล้านบาท รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้รับบำนาญที่ขอรับบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่า ตั้งแต่ 200,001 - 400,000 บาท มีจำนวน 64,130 คน
เป็นจำนวนเงิน 6,942 ล้านบาท และหากผู้รับบำนาญทุกคนใช้สิทธิในวงเงินบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลือหลังจากขอรับบำเหน็จดำรงชีพ ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินสถาบันการเงินจะต้องใช้เงิน
64,700 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ