เมื่อคืน นั่งสนทนากับศิษย์เก่านักเรียนโรงเรียนหนึ่งสองคน เกี่ยวกับเรื่องรายวิชาหนึ่ง ของโรงเรียนที่ให้เด็กจัดชุดออกมาแสดง
บอกว่า แรกๆ ก็ไม่ลงทุนอะไรมาก พอต่อๆ มาเริ่มมีการลงทุนทั้งเสื้อผ้า แสง สี เสียง เทคนิคอะไรต่างๆ จากลงทุนหลักร้อย เป็นหลักพัน ล่าสุด ขยับไปเป็นหลักหมื่น ศิษย์เก่าบอกว่าเป็นเพียงแค่การแสดงเล็กๆ เป็นผลงานส่วนหนึ่งของการเรียน คะแนนไม่กี่คะแนน และก็ไม่ได้พัฒนาวิชาการอะไรมากมาย ทำไมต้องลงทุนเป็นหมื่นๆ ศิษย์เก่าอีกคน บอกว่า เกิดจากการแข่งกันเองด้วย
ผมว่างานนี้ "บริโภคนิยม" เต็มๆครับ
คุณครูแทนที่จะชี้แนะให้เห็นถึงความสิ้นเปลืองฟุ่มเฟือย กลับส่งเสริมเข้าไปอีก
ผมขอหยิบยกส่วนหนึ่งข้อเขียน "บริโภคนิยม" ของ ท่านไพศาล วิสาโล มาประกอบ ดังนี้ครับ
มองจากมุมของศาสนา ไม่มีศาสนาอะไรที่มีผู้นับถือมากเท่าศาสนาบริโภคนิยม
ศาสนานี้แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก อย่างไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าได้ แม้แต่ในป่าอะเมซอน ขั้วโลกเหนือ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ศาสนานี้ก็ยังแพร่ไปถึง โดยผ่านเคเบิลทีวีและสัญญาณดาวเทียม และโดยนักท่องเที่ยวที่นิยมบริโภคประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ
ศาสนาคริสต์ซึ่งมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับศาสนาอิสลาม พุทธ ฮินดู ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อศาสนาบริโภคนิยม ดังผลการสำรวจความเห็นคนทั่วโลกพบว่า สัญลักษณ์ของแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อแมคโดแนลด์ (อักษร M มนโค้ง) มีคนรู้จักมากกว่าสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ (ไม้กางเขน) เสียอีก
ลัทธิบริโภคนิยมสามารถแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ก็เพราะมันสามารถเข้าถึงจุดอ่อนของมนุษย์ นั่นคือ ตัณหา มนุษย์นั้นต้องการความสะดวกสบายในทางกาย ปรารถนาสิ่งปรนเปรอทางประสาททั้งห้า (กามตัณหา) แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ เรายังต้องการเป็นอะไรที่มากไปกว่าเดิม (ภวตัณหา)
บริโภคนิยมให้สัญญาว่า สามารถตอบสนองความอยากมีและอยากเป็นของมนุษย์ได้ใช่แต่เท่านั้นบริโภคนิยมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับคนในยุคปัจจุบันที่ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญ บริโภคนิยม ทำให้เราเชื่อว่าการมีวัตถุสิ่งเสพจะทำให้เรามีเสรีภาพและอิสรภาพมากขึ้น (อ่านเต็มๆ ที่นี่ ครับ)
จากข้อเขียนของพระไพศาล จะเห็นว่าบริโภคนิยม เป็นกระแสที่น่าจะเข้าไปอยู่ในโรงเรียนเต็มๆ ในหลายๆเรื่อง ทั้งเรืองของกิน ของใช้ และวิถีชีวิตประจำวันในเรื่องต่างๆ โดยที่ทั้งคุณครูและผู้บริหารอาจจะคิดว่าไม่ใช่ปัญหา
เพราะบางทีทั้งครูและผู้บริหารแทนที่จะชี้แนะห้ามปราม กลับไปส่งเสริมและเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับกระแสบริโภคนิยม
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ

อุดมคติและความเป็นจริงมักสวนกระแสกันเสมอ..การปลูกฝังหลักคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง..เยาวชนแกนนำในเรื่องนี้หลายโรงเรียนได้ระเบิดภายในเป็นแบบอย่างอย่างน่าชื่นใจค่ะ..ขอบคุณที่ช่วยกันเตือนๆๆค่ะ..
เห็นด้วยค่ะ
ที่ โรงเรียนน้องมี่เมื่อก่อน(ครูใหญ่คนเดิม) นโยบายดีมากๆ สอนให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักเรียนด้วยตนเอง ขยันเรียน ท่านบอกว่า เด็กตอนนี้เรียนหนักได้ ไม่เป็นไร เพราะโตขึ้นเด็กจะชินกับการเรียน(ยกเว้นคนที่ไม่ไหวจริงๆ ก็มียกเว้น) แต่ว่าพ่อแม่ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่ไหว ช่วงเวลานี้ให้เขาเรียนไป ไม่หนักเกินไปหรอก..... แล้วลูกเราเป็นแบบนั้นจริงๆ คือ เรียน เล่น ....และไม่เคยเรียกร้องหรือให้ผู้ปกครองต้องเสียเงินกับเรื่องสิ้นเปลืองหรือฟุ่มเฟือยเลยค่ะ....
แต่ตอนนี้เปลี่ยนผู้บริหาร กลับมาเป็นบริโภคนิยม สอนให้เด็กทำอะไรเลียนแบบกัน แข่งขันกัน ทุกอย่างต้องซื้อด้วยเงิน น่าเสียดาย เอกลักษณ์ของโรงเรียนหายไป เพราะคนที่เข้ามาบริหารเปลี่ยน สมาคมผู้ปกครองเปลี่ยน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ เปลี่ยนไปเพราะเงิน.....
อาจารย์ Small man,
บริโภคนิยม..มีตัวตนไหลลื่นอยู่ในชีวิตจนแทบแยกไม่บอกบอกไม่ถูกเหมือนกัน นับตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็ห่อหุ้มไปด้วยเรื่องเหล่านี้แทบทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีสติและทุนที่ดีในตัวเองพอที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้
ตอนนี้ ผมกำลังคิดทุกวันเลยครับว่าจะขยับเรื่องสถานบันเทิงรายรอบมหาวิทยาลัยอย่างไรดี นโยบายจังหวัดไม่เข้มข้น มหาวิทยาลัยขยับมากก็กลายเป็นวิวาทะกับชุมชนไปโดยปริยายด้วยก็บ่อย...
ขอบคุณครับ
มนุษย์เราต้องบริโภค
แต่ผมว่าก็ควรบริโภคแบบพอประมาณ
ถ้ามากเิกินไปก็ไม่เหมาะสมครับ...
ขอบพระคุณครับ
เศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา บางทีทำแต่ในวิชาเรียนบางวิชา หรืองานบางงาน คุณครูบางคนครับ
ความจริง ต้องบูรณาการเข้าไปในวิถีชีวิตประจำวันในทุกๆเรื่อง ทุกๆวิชา เลยละครับ
ขอบคุณครับ
* ประสบการณ์ที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์เรื่องความฟุ่มเฟือยในการแสดง ดีมากเลยครับ เห็นได้ชัดว่าเกิดจากผู้บริหาร
* ผมเคยได้ยินมาครับ โรงเรียนดังๆในกรุงเทพฯ เขายังเน้นความประหยัดและความเรียบง่ายในการแสดงเลยครับ ขนาดว่าเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมีฐานะดี
ขอบคุณมากครับ
(แซงหน้าหลายๆคน หลายๆสถาบันเลยละครับ )
* คงต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนละครับ สำหรับผมก็เริ่มที่ตัวเอง ในครอบครัว และ บุคคลที่เกี่ยวข้องที่พอจะบอกเขาได้
* บริโภคนิยม..มีตัวตนไหลลื่นอยู่ในชีวิตจนแทบแยกไม่บอกบอกไม่ถูกเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีสติและทุนที่ดีในตัวเองพอที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้
(ผมว่าอย่างน้อย "ครู" กับ "พระ" น่าจะต้องรู้เท่าทันและจัดการให้ได้ครับ)
* จะขยับเรื่องสถานบันเทิงรายรอบมหาวิทยาลัยอย่างไรดี
(ขอเป็นกำลังใจให้ครับ)
ขอบคุณครับ
บางครั้ง บริโภค "เกิน" พอดี ไปมากๆๆๆ ครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะท่านรอง
* กระแสบริโภคนิยม ของโลคยุคนี้มาไหลบ่าถาโถมรุนแรง มันแทรกซึมไปทั่วทุกอนูของโลกก็ว่าได้ มันลุกลามในสถานศึกษาอย่างรวดเร็วมากค่ะ
* ยกตัวอย่างเรื่อง การจำหน่ายอาหารในโรงเรียน จากสหกรณ์ กลายเป็นมินิมาร์ท เปิดตลอดเวลา นักเรียนจะซื้อของกินเวลาไหนก็ได้ มิหนำซ้ำอาหารที่ขาย ก็เป็นประเภทแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก...อุปกรร์เครื่องเขียนแทบไม่มีเลย...
* ยิ่งเป็นเรื่องการแสดง โดยเฉพาะ กีฬาสี ก็แข่งขันกันเหมือนจะเอาบ้านเอาเมือง ลงทุนนับแสน สำหรับแต่งรถขบวน เครื่องแต่งกายของเชียร์ลีดเดอร์....
* ไม่ใช้ครูไม่บอก ไม่เตือน ไม่แนะนำ นะ เด็กๆ เอาอย่างกัน จากโรงเรียนใหญ่ๆ โรงเรียนไม่ให้งบ เพราะต้องการให้นักเรียนแสดงออกด้านกิจกรรมกีฬาจริงๆ ไม่ใช่โชว์ความงาม ความอลังการ แต่เด็กก็ไปหาทุนสนับสนุนกันเอง อีกอย่างผู้ปกครองเนี่ยสำคัญเลย... อยากให้ลูกโก้ ลูกเด่น เข่งขันกันเสียงั้น ครูก็ได้แต่มองตาปริบๆ ตกใจในความกล้าของเด็กๆ ทั้งกล้าลงทุน (ทั้งที่ยังหาเงินเองไม่ได้) กล้าที่จะโชว์เนื้อหนังมังสา...
* การที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับกระแสบริโภคนิยม วัตถุนิยม คงต้องอยู่อย่างมีสติและรู้เท่าทัน
ท่านพุทธทาส ท่านสอนว่า "อย่าอยู่อย่างยาก" แต่เด็กยุคใหม่น้อยคนที่จะใส่ใจธรรมะหรอก นอกจากครอบครัวจะปลูกฝังค่านิยมเรื่องความพอดี ให้กับบุตรหลานค่ะ..
* ขอบคุณค่ะ
* ขอบคุณมากครับข้อมูลที่เป็นประโยชน์
* จากที่เล่ามา แสดงว่าผู้ปกครองก็มีส่วนมากๆเลยนะครับ โดยที่คุณครูสอนแล้ว บอกแล้ว ก็ยังไม่เป็นผล
* เรื่องของขายในโรงเรียนนี่ บางโรงเรียนมีทั้งขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ของประดับ ของใช้ฟุ่มเฟือยทุกชนิด และ ก็ขายดี มีกำไรมาก
* ผมว่าบางครั้งก็ต้านไม่ไหวครับ ก็ต้องจำใจปล่อยๆไป
* คงต้องเริ่มที่ตัวเอง และ ในส่วนที่พอจะทำได้ครับ
ขอบคุณมากครับ