เมื่อวานออกไปวิ่ง หนูเห็นแต่ทุกข์ที่มันบีบคั้นหัวใจ หาทางออกไม่ได้โทรหาครู
“ขออนุญาตท่านย้ายกลับ..........”
ครูท่านเตือนสติว่า
“เอาทุกข์มาสาดใส่พี่แต่เช้าเลย”
ใจหนูสะดุด แต่กำลังใจไม่มากพอที่จะหยุดคร่ำครวญ จนสุดท้ายวางสายไป หนูนั่งร้องไห้คร่ำครวญกับความบีบคั้น
ตลอดวัน ช่วงว่างก็เปิด G2K ขึ้นมาพยายามจะเขียน เขียนไปได้นิดหน่อยก็ลบทิ้ง รู้สึกว่า มันยังไม่โอเค เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง แต่บางทีก็กำลังเขียนแล้วงานเข้า ต่อไม่ติดก็มี ใจเห็นทุกข์และความบีบคั้น ครูท่านโทรมาอีก แต่หนูไม่มีสติ ท่านจึงวางสายแล้วบอกว่า เดี๋ยวโทรมาใหม่
ใจหนูจ๋อย ทำไมถึงจ๋อยหล่ะ
เพราะว่ามันอยากดี แต่ดีไม่ได้ก็เลยพาลไม่พอใจ เป็นโทสะบาง ๆ
อย่างที่ครูท่านเมตตาพาดูเมื่อก่อน
แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้มีสติจะเข้าใจหรือ เห็นอารมณ์นั้นเลย
ตกเย็นไปกดน้ำหยอดตู้ ขากลับครูเมตตาโทรมาหา ใจหนูโล่งสบายขึ้น แต่คุยไปนาน ๆ ท่านก็สะกิดหนองเน่าในใจที่มันเห็นแก่ตัว เห็นแต่ทุกข์ตนเอง จมทุกข์ตนเอง โดยที่ไม่เมตตาผู้อื่นเลย ครูวางสายไป
หนูวิ่งออกกำลังกาย ใจบีบ คร่ำครวญ กลับมาทำวัตรเย็น ครูท่านเมตตาโทรมาสอนเพิ่มเติม และอธิบายเรื่องความคาดหวัง เพราะมีความคาดหวัง จึงมีผิดหวังและสมหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องฝึกไม่เอาทั้งสองอย่าง เหมือนว่าหนูเก็บได้เพียงข้อความแต่ก็ไม่ได้เข้าใจ พอ mail ส่งการบ้านครูใจก็คร่ำครวญร้องไห้ เสียอกเสียใจ
มันเป็นอย่างนี้หนอ มันโง่อย่างนี้หนอคน รู้อยู่ว่าไม่ใช่ทางไป แต่มันก็ดึงดันทำของมัน กิเลสมันครอบหัว แต่ไม่เห็น

เมื่อเช้าตื่นมาไปวิ่งออกกำลังกาย ทบทวน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน โอ้ หนูสาดทุกข์ใส่ท่านแรงมาก ๆ แต่ท่านก็มิได้ ยี่ระสิ่งใด ยังเมตตาสอนหนู ไม่เคยวางมือ หนู SMS ไปขอโทษท่าน ท่านโทรกลับมาแล้วบอกว่าได้เรียนรู้อะไร
“หนูเห็นทุกข์เยอะค่ะ เห็นมาก แต่ไม่ภาวนา จนเบรกแตก”
"แล้วมาคิดได้ตอนไหน"
“ตอนไปวิ่งค่ะ ภาวนากับลมหายใจ”
กราบขอขมาคุณครูกับทุกข์ที่หนูมาสาดใส่ท่านอย่างขาดสติ กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาเสมอมาเจ้าค่ะ หนูจะอดทนต่อไป
ครูเมตตาย้ำให้ฟังอีกว่า
“ต่อไปมันจะเห็นทุกข์มากขึ้นเรื่อย ๆ นะ”
หนูฟังแล้วรู้สึกตกใจ แต่ก็บอกตนเองว่า
“ยังไงหนูก็จะอดทนเจ้าค่ะ”
เอารูปมาฝาก... "น้ำใสแต่ขุ่น"
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
มันไม่ใช่แค่ที่เคยเห็นจริง ๆ อย่าที่พี่ปุ๋มพารูปมาให้ดู เพียงแค่มีก้อนหินถูกโยนลงไป ตะกอนฝุ่นผง ก็ฟุ้งขจรกระจาย เต็มผืนน้ำ
สุดยอดเลยเจ้าค่ะ
(^_^)