ตีแขกบนรถทัวร์

 

   

 

            เราได้ขึ้นรถทัวร์กันตอน 2 ทุ่ม  ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ในขณะที่อากาศหนาวเย็นยะเยือก  โอลิเวอร์ ดร.บุสปะ และลูกเขย จัดการขนกระเป๋าของพวกเราขึ้นรถ ยกขึ้นเก็บไว้บนที่เก็บของด้านบน  ฉันยังนึกไม่ออกว่าถึงกวาฮาตีแล้วจะยกลงเองได้อย่างไร  นึกสงสัยว่าทำไปพนักงานรถไม่เก็บของไว้ใต้ท้องรถเหมือนบ้านเรา

 

                รถที่เรานั่งเป็นรถที่ดีที่สุดของอัสสัม  ฉันนั่งคู่กับนิด ส่วนคนจีนได้ที่นั่งเดี่ยวถัดไปทางซ้าย  เราได้ที่นั่งประมาณแถวที่ 2   ดร.บุสปะสั่งเสียเด็กรถและคนขับคงประมาณว่าให้ดูแลเรา อย่าให้สูญหายระหว่างทาง

 

                ทีวีกับรถทัวร์ไม่ว่าประเทศไหนเหมือนกันหมด  ที่อัสสัมก็เช่นเดียวกัน  เด็กรถเปิดวีดีโอหนังน้ำเน่าดังลั่น แถวที่เรานั่งก็ใกล้ชิดทีวีเสียจนหูแทบแตก จบจากหนังก็เป็นตลกปัญญาอ่อน ที่ดูอย่างไรก็ไม่ขำ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง  ฉันเลยตัดสินใจปิดสวิทซ์สมอง และการรับรู้โลกภายนอก  นอนหลับดีกว่าอะไรทั้งหมดในช่วงเวลาอย่างนี้  เพราะการหลับจะทำให้ช่วงเวลาเลวร้ายผ่านไปรวดเร็วขึ้น เดี๋ยวเดียวก็เช้าแล้ว

 

                ฉันตกใจตื่นหลังจากหลับไปชั่วครู่ เหมือนใครมาเคาะหัวเล่นอย่างเย็นใจ  ความโมโหของคนเรานั้นมีที่มาแตกต่างกัน บางคนโมโหเมื่อหิว บางคนโมโหเมื่อง่วง  ฉันเป็นคนประเภทหลัง และจะโมโหยิ่งขึ้นถ้าถูกปลุกในขณะกำลังง่วง

                ฉันหันขวับไปทางด้านหลัง ก็เห็นหนุ่มแขกร่างกำยำกำลังเคาะเก้าอี้นั่งของฉัน ตามจังหวะเพลงอินเดียที่แสนจะเร้าใจในทีวี เรียกก็ไม่ได้ยิน จ้องหน้าเขาก็ไม่เห็น เพราะกำลังหลับตาเคลิบเคลิ้มในอารมณ์กับเสียงเพลง  ในขณะที่มือก็เคาะจังหวะไปด้วย

 

                มันจะมีความสุขอะไรหนักหนา  ฉันฟาดฝ่ามือลงไปที่แขนเขาในทันใด ก่อนจะบอกให้เขารู้ตัวว่าเขาทำให้ฉันตื่น และอย่าเคาะเก้าอี้ตัวนี้อีก ...  คนที่ตกใจเห็นจะเป็นนิด เพื่อนรีบตะปบฉันไว้ด้วยความตื่นเต้น และกลัวว่าแขกจะตบกลับ

                “พี่ไปตบมันได้ยังไง” นิดว่า ตาโตด้วยความคาดไม่ถึง คบกันมากว่ายี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นฉันอาละวาดใครสักที ชะรอยแขกนี่จะเป็นคนที่โชคดีกว่าใคร ๆ ในโลก

 

                แขกนั่นก็ตกใจ หน้าตื่นเหมือนกัน ที่พอลืมตาขึ้นมาก็เจอหน้ายักษ์ของฉันเต็มเปา และหลังจากนั้นเขาก็นั่งเรียบร้อย ไม่รบกวนฉันอีก  ที่จริงเขาคงไม่ได้ตั้งใจ แต่ดนตรีมันพาไป  ส่วนฉันก็มือมันพาไปน่ะ พอใจเย็น ๆ  แล้วก็นึกขอโทษเขาอยู่ในใจ

 

                ฉันหลับต่ออีกยาวนาน หลับอย่างสนิท ชนิดไม่รู้เรื่องโกลาหลในรถที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  แต่คราวนี้เป็นรอบของนิด  นิดเล่าว่าไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เริ่มจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของคนจีนที่หาที่เก็บไม่ได้ เลยต้องตั้งไว้ตรงข้างที่นั่ง ซึ่งเป็นทางเดิน  คนที่จะผ่านไปมา เวลารถจอดให้เข้าห้องน้ำ ให้กินข้าว  นิดก็ต้องคอยจับกระเป๋าเพื่อไม่ให้กีดขวาง  ส่วนเจ้าของกระเป๋าก็ไม่สนใจว่าของ ๆ  ตัวจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนอย่างไรบ้าง

 

                ตกดึก รถเริ่มทำเวลา ประกอบกับถนนไม่ค่อยดี กระเป๋า และสัมภาระต่าง ๆ  ของผู้โดยสารที่อยู่ด้านบนก็ทยอยร่วงลงมาตลอดเวลา  เดี๋ยวกระเป๋าคนนั้นร่วง กระเป๋าคนนี้หล่น  ส่วนของพวกเรานั้นเริ่มด้วยถุงนอนของฉันร่วงลงมา แล้วกลิ้งหายไปทางหลังรถ ตามมาด้วยหมวกของที่ระลึกไทอาหม และทุกครั้งที่มีของร่วง  ผู้โดยสารที่มีไฟฉายก็จะฉายไฟตามเก็บของที่ร่วงกันจ้าละหวั่น

 

                นิดเล่าว่า พวกแขกฉายไฟไล่ตามถุงนอนของฉันที่แพ็คเป็นม้วนกลม ๆ  กลิ้งอย่างรวดเร็วไปไกลถึงท้ายรถโน่น ...

 

                ส่วนเรื่องหวาดเสียวที่ทำให้ฉันเกือบเสียเพื่อนไปก็คือ กระเป๋าเดินทางแบบเคสแข็ง ๆ  ของฉัน ที่เก็บไว้ข้างบนที่เก็บของ และกังวลนักหนาว่าจะยกลงไม่ได้เมื่อถึงจุดหมายนั้น เข้าใจว่าพระเจ้าคงเห็นใจ เลยทำให้มันตกลงมาตอนรถเลี้ยวโค้งใหญ่  ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เพราะตอนเก็บก็ทดสอบกันแล้วว่าไม่มีทางหล่น  นิดบอกว่า สงสัยกระเป๋าของคนอื่น ๆ  ที่หล่นมาก่อนหน้า พอเก็บขึ้นไปไว้ใหม่  พวกเขาอาจขยับ หรือผลักกระเป๋าของฉันออกจากที่เดิม

 

                กระเป๋าแข็ง ๆ  ของฉันไม่ได้ตกลงมาแบบธรรมดา ๆ  แต่มันตกลงมาบนหัวของนิด แล้วเลยฟาดลงบนที่เท้าแขนของเบาะที่นั่ง เป็นเหตุให้ที่วางแขนหักสะบั้น  ในขณะที่หัวของนิดไม่แตก แต่มึนงงและเจ็บมาก พานกังวลไปว่าอาจจะเส้นเลือดแตกในสมอง หรืออาจจะมีผลต่อสติสัมปชัญญะในวันข้างหน้า

 

                ขอบอกว่า เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวงนี้  ฉันไม่รู้เรื่องเลย นอนหลับเป็นตาย  นิดเล่าว่าพยายามปลุกฉันอยู่เหมือนกัน แต่เรียกไปแล้วก็เงียบ  เลยกะว่าจะนอนตายอยู่ข้าง ๆ  ให้ฉันตกใจเล่นเวลาตื่นมาตอนเช้า

 

                ฉันตื่นเช้ามาตาใส ๆ  พร้อมคำถาม ด้วยความมึนงง ทำไมกระเป๋าวางอยู่ข้างล่าง  ทำไมที่วางแขนเก้าอี้หัก  แต่สิ่งที่ไม่ได้ถามคือ ทำไมฉันเป็นคนแบบนี้ ...