เรื่องเล่ารอบกองไฟ ...
บ่ายสามแล้ว ความหนาวยังไม่บรรเทา ...
หลังจากอาหารกลางวัน และเข้าร่วมพิธีเปิดการสัมมนาอย่างเป็นทางการ ที่ทุกคนต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนเวที พูดอะไรคนละนิดหน่อยเกี่ยวกับตัวเอง และความประทับใจที่ได้รับ โอลิเวอร์กับนิดยังคงทำแบบเดิม ๆ นั่นคือนิดพูดภาษาไทย แล้วโอลิเวอร์แปลเป็นภาษาอังกฤษ คู่นี้ดูจะสามัคคีกันมาก

เจ้าภาพ ผู้จัดงานมอบของที่ระลึกเป็น “จาบิ” หรือหมวกแบบอาหม และผ้ากามูสะ ตลอดเวลาที่เราอยู่ในอัสสัม เราได้ผ้ากามูสะเกือบทุกวัน วันละหลายๆ ผืน จนมีมากมายเกินจะบรรจุลงกระเป๋าได้ ต้องแบ่งแจกจ่ายไปตามบ้านที่เราไปพัก ฉันทิ้งไว้บ้าน ดร.บุสปะจำนวนหนึ่ง ทิ้งไว้ที่มหาวิทยาลัยดีบรูการ์หจำนวนหนึ่ง เลือกเก็บเฉพาะผืนที่ชอบจริง ๆ หรือไม่ก็มีลวดลายแตกต่างจากผืนอื่น ๆ
วันนี้ได้หมวกอันมหึมา นึกไม่ออกว่าจะขนกลับอย่างไร
เราออกจากซาดิยา ตอนบ่ายสอง ดร.บุสปะพาแวะระหว่างทาง เป็นบ้านของคนไทผ่าเก ที่คุ้นเคยกัน ท่านเล่าว่าเคยมานอนค้างที่นี่ประจำตอนมาเก็บข้อมูล ผ่านมาจึงต้องแวะทักทาย
เจ้าของบ้านยังอยู่ในวัยหนุ่ม เป็นน้องชายของเพื่อน ดร.บุสปะ ด้วยอากาศที่หนาวเย็น จึงมีการก่อไฟกองใหญ่ที่ลานข้างบ้าน จากนั้นทุกคนก็มานั่งล้อมรอบกองไฟกันเป็นวงใหญ่

วงสนทนารอบกองไฟออกรสชาติยิ่งขึ้น เมื่อมีอาหารว่างมาเสิร์ฟ และเรื่องเล่าขำ ๆ เกิดขึ้นเมื่อ ดร.บุสปะเห็นคนขับรถที่เป็นไทคำตี่ นั่งติดกับเจ้าของบ้าน ประวัติศาสตร์การสู้รบกันของชนสองกลุ่ม เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ ที่เคยหักหลังกันเมื่อครั้งประวัติศาสตร์ถูกถ่ายทอดออกมา ในมิติของเวลาที่แตกต่าง เรื่องเครียด ๆ จึงกลายเป็นเรื่องขำ ๆ
ไม่ต่างอะไรกับประวัติศาสตร์ของเผ่าชุติยา ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ดร.บุสปะก็รบกับไทอาหมมาโดยตลอด ที่สำคัญในพงศาวดารอาหมบุราณจี บันทึกไว้ว่าชนเผ่าชุติยายังนิยมจับคนเป็น ๆ มาบูชายัญอีกด้วย และส่วนใหญ่มักเลือกจับพวกไทอาหมอีกต่างหาก
เป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ของทุกชนชาติ ล้วนเคยผ่านการเข่นฆ่า แย่งชิงอำนาจ และการกดขี่ เบียดเบียนกันและกันมาแล้วทั้งสิ้น คงเหมือนไทย – พม่า – เขมร – ลาว – เวียดนาม หากคนรุ่นใหม่ยังคงเก็บเอาประวัติศาสตร์มาเป็นอารมณ์ปัจจุบัน โดยไม่ทำความเข้าใจเงื่อนไขของยุคสมัย หรือวิธีคิดและชีวิตของสังคมในแต่ละยุคว่ามีความแตกต่างกันกับปัจจุบัน และโดยวิธีคิดแบบนั้น ทำให้ต้องมีประวัติศาสตร์แบบนั้น
ในขณะที่ทุกวันนี้ โลกเปลี่ยนไป วิถีชีวิต ความรับรู้ การสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างกันที่เปลี่ยนไป เราก็น่าจะมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปด้วย ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน ที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไปให้ได้
ฉันนั่งมองคนเผ่าต่าง ๆ ที่นั่งหัวเราะ พูดคุยกันอย่างสนุกสนานกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ของพวกเขา แต่ท้ายที่สุดคนรุ่นพวกเขาก็ต้องมาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ต้องสื่อสารปฏิสัมพันธ์กัน ต้องเป็นเพื่อน และช่วยเหลือพึ่งพากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของตนเอง
อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ เพราะเราอยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัย ดร.บุสปะว่าถ้าเราเดินตัดตรงไปจากป่าตรงหน้านี้ ระยะทางแค่ 50 กิโลเมตร ก็จะเห็นยอดหิมาลัยที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุม ...
ฉันแทบไม่อยากเชื่อว่าเรามากันไกลถึงขนาดนี้ และคืนนี้เราต้องนั่งรถจากเหนือสุดของอัสสัมลงไปยังเมืองหลวงตามลำพัง