วันที่ ๒๘ ธ.ค. ๕๒ ผมไปทำงานที่สำนักงานนายกสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา   หลายหน่วยงานมาอวยพรปีใหม่   ทำให้ผมได้มีโอกาสฝึกอำนวยพรแบบใหม่    ที่ได้ทั้งพรและได้ทั้งงาน

          ผมสังเกตว่า ในโอกาสเช่นนี้ ผู้คนจะมีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน รับรู้เรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ผลประโยชน์ระยะสั้นขัดกับผลประโยชน์ระยะยาว ได้ดีกว่าปกติ   ผมจึงทดลองให้พรปีใหม่แบบใหม่ หรือแนวนวัตกรรม 

          เริ่มจาก ทีม ผอ. กองในสำนักงานอธิการบดี    นำโดยหัวหน้าสำนักงานอธิการบดี คุณ นภามาศ นวพันธ์พิพัฒน์   ผมได้ให้พรให้ท่านเหล่านั้นมีกำลังใจ กำลังสติปัญญา ในการทำงานด้วยความท้าทายใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล    ที่จะร่วมกันทำงานสร้างมหาวิทยาลัยมหิดลแนวใหม่   ที่นำพาระบบอุดมศึกษาทั้งระบบ ไปสู่การทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง    ให้มหาวิทยาลัยมหิดลสามารถสร้างผลงาน และทำงานสร้างสรรค์ ทางวิชาการ ได้อย่างมีน้ำหนัก มีผลงานในแนวหน้าของขอบฟ้าวิชาการ

          การที่มหาวิทยาลัยจะมีผลงานสร้างสรรค์วิชาการได้อย่างแท้จริงได้ คณาจารย์ต้องมุ่งทำงานวิชาการ    โดยที่กองกำลังสายสนับสนุนต้องสามารถทำงานสนับสนุนได้ด้วยตนเอง   สามารถรับผิดชอบงาน และสร้างสรรค์พัฒนาระบบงานได้เองอย่างแท้จริง   พนักงานสายสนับสนุนต้องแสดงบทบาทและผลงานในฐานะ “พลเมืองชั้นหนึ่ง” ของมหาวิทยาลัย    เข้ามาแสดงบทบาทนำทางด้านงานสนับสนุน   โดยที่คนระดับ ผอ. กองต้องช่วยกันดำเนินการ (และร่วมกับฝ่ายบริหาร) พัฒนาคนและระบบงาน   ให้คนในสายสนับสนุนวิชาการ ค่อยๆ มีขีดความสามารถในการทำงานรับผิดชอบงานวิชาการได้อย่างแท้จริง   ให้มีการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุน ให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกันกับบุคลากรสายวิชาการ

         หลังจากนั้นคณะวิศวกรรมศาสตร์ นำโดยท่านคณบดี ผศ. ดร. รวิน ระวิวงศ์   ก็มาอวยพร พร้อมกับอุ้มลูกมาด้วย   และอาจารย์อีกท่านหนึ่งก็อุ้มลูกมาแนะนำว่าเป็นหลานของเพื่อนของผม    ผมจึงชวนคุยเรื่องลูกที่มักเป็นราชา/ราชินี ประจำบ้าน   เพราะมีลูกหลานคนเดียวหรือจำนวนน้อย   ได้โอกาสให้พรให้เข้าใจนักศึกษารุ่นใหม่    ที่มีจุดอ่อนด้าน attention span  มีจุดอ่อนด้านความอดทน   ผมได้ชี้ว่า นี่คือโอกาสที่อาจารย์มหาวิทยาลัยจะสร้างสรรค์ผลงานวิชาการด้านการเรียนการสอน   ที่เน้นสร้างวิธีการกระตุ้นจินตนาการหรือแรงบันดาลใจ (inspiration) ของนักศึกษา   ทำให้ นศ. มีความสนใจ และสนุกกับการเรียน   ผมอวยพรให้คณาจารย์ได้มีโอกาสทำงานสร้างสรรค์แนวนี้ด้วย

          สุดท้าย ทีมของคณะเทคนิคการแพทย์ นำโดยท่านคณบดี ศ. ดร. วีระพงศ์ ปรัชชญาสิทธิกุล   ผมจึงชวนคุยว่าคณะนี้เป็นเทคนิคการแพทย์คณะแรกในประเทศไทย   เวลานี้จำนวนนักเทคนิคการแพทย์เพียงพอต่อความต้องการของประเทศหรือไม่   การผลิตนักเทคนิคการแพทย์ในแต่ละปีของประเทศเหมาะสมหรือไม่   น่าจะได้มีการตรวจสอบและหาทางสนองภาพใหญ่เชิงระบบของประเทศ    ผมอวยพรให้คณะนี้ได้ทำหน้าที่ผู้นำในการพัฒนานโยบายสาธารณะเกี่ยวกับวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
เป็นการฝึกฝนตนเองในช่วงปีใหม่

 

วิจารณ์ พานิช
๓ ม.ค. ๕๓