KM ในพื้นที่ : 1. ไชโย KM ในพื้นที่เกิดแล้ว

• วันที่ ๓๐ พค. ๔๙ ผมนั่งฟังเวทีนวัตกรรมหุ้นส่วนการพัฒนาในพื้นที่ ที่โรงแรมกานต์มณีพาเลซ ด้วยความสุข    เวทีนี้ปรับมาจากการประชุมวิชาการจัดการความรู้ ที่ สคส. จัดมาแล้ว ๒๐ ครั้ง    ถ้านับครั้งนี้เข้าไปด้วย ก็จะเป็นครั้งที่ ๒๑    เวทีนี้ อ้อ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

                                       

                                            บรรยากาศในห้องประชุม

                                     

                                   บรรยากาศในห้องประชุมจากอีกมุมหนึ่ง


• ที่ผมมีความสุขก็เพราะผมเห็นภาพ “KM ในพื้นที่” ที่เราใฝ่ฝันให้เกิดมากว่า ๓ ปีแล้ว    แต่ สคส. ไม่มีปัญญาทำ    บัดนี้ KM ในพื้นที่ ของสังคมไทย ได้เกิดขึ้นแล้ว    ในลักษณะที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ “ชิ้นส่วน” ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่    ทำให้ผมยิ่งศรัทธา ทฤษฎี “Self-Organize” ยิ่งขึ้น
• “ชิ้นส่วน” ที่มา self-organize กันเอง มีอยู่แล้วในพื้นที่    โดยมีที่มาในประวัติศาสตร์ของมันเอง ในชื่อของการพัฒนารูปแบบต่างๆ กัน    ไม่ได้อยู่โดยมีตรา KM    เพราะ KM เป็นเรื่องที่มาทีหลัง
• ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ว่า KM ในพื้นที่ (Area-Based KM) เป็นเรื่องที่เกิดแล้วในสังคมไทย    เกิดขึ้นเองโดย สคส. ไม่ได้เข้าไปทำ   ไม่ได้เป็นเจ้าของ    แต่มีหน่วยงาน/โครงการอื่นเป็นเจ้าของ     หรือพูดให้ชัด พื้นที่เป็นเจ้าของ
• ในเวทีนี้อ้อเลือกเชิญมา ๔ พื้นที่ ที่มีกิจกรรมใน “โครงการนำร่องการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน”    กับ “โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ ท้องถิ่นน่าอยู่”  ได้แก่จังหวัดอุทัยธานี    กาฬสินธุ์   ปราจีนบุรี   และตาก
• ผมเห็นร่องรอยของการ ลปรร. ข้ามกลุ่มในแต่ละพื้นที่ คือกลุ่มชาวบ้าน/ภาคประชาสังคม    กลุ่มภาคราชการ    และกลุ่มภาควิชาการ    โดยมีเป้าหมายการพัฒนาหรือการแก้ปัญหาของพื้นที่   เป็นการ ลปรร. บนฐานของข้อมูลที่เก็บจากพื้นที่  
• ผมเห็นยุทธศาสตร์เครือข่ายภายในจังหวัด    และเวทีที่จัดในวันนี้เราหวังจะได้เห็นเครือข่ายข้ามจังหวัด
• ผมได้เห็นร่องรอยว่าจริงๆ แล้วแต่ละพื้นที่ได้มีประสบการณ์การประยุกต์ใช้ KM อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ     คุณวิไลวรรณ จันทร์พ่วง ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานประชาสังคมเมืองอุทัย (๐ ๕๖๕๗ ๑๔๘๕) บอกว่าต้องการใช้ KM ช่วยให้คนในพื้นที่เปิดใจระหว่างกัน    ลปรร. และร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่    และชาวบ้านที่ผ่านกระบวนการแล้วบอกว่าเขามีความภูมิใจที่ได้รับความยอมรับจากคนอื่น จากทางราชการ     รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น   รู้จักเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง    จ. อุทัย มีกลุ่ม “คุณอำนวย” ที่มีประสบการณ์พอสมควรและจะขับเคลื่อนต่อไป     ผมดีใจจนเนื้อเต้น ที่เริ่มเห็นนักพัฒนาในท้องถิ่นหันมาเป็น “คุณอำนวย” การเรียนรู้แก่ชาวบ้าน    มีการให้คุณค่าและเคารพความรู้ในชาวบ้านเอง     เปลี่ยนจากการทำงานในอดีตที่เน้นการฝึกอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชาวบ้าน ผมเริ่มเห็น การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของการพัฒนาในพื้นที่    จากกระบวนทัศน์ Training  ไปเป็นกระบวนทัศน์ Learning

• ที่ผมมีความสุขก็เพราะผมเห็นภาพ “KM ในพื้นที่” ที่เราใฝ่ฝันให้เกิดมากว่า ๓ ปีแล้ว    แต่ สคส. ไม่มีปัญญาทำ    บัดนี้ KM ในพื้นที่ ของสังคมไทย ได้เกิดขึ้นแล้ว    ในลักษณะที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ “ชิ้นส่วน” ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่    ทำให้ผมยิ่งศรัทธา ทฤษฎี “Self-Organize” ยิ่งขึ้น• “ชิ้นส่วน” ที่มา self-organize กันเอง มีอยู่แล้วในพื้นที่    โดยมีที่มาในประวัติศาสตร์ของมันเอง ในชื่อของการพัฒนารูปแบบต่างๆ กัน    ไม่ได้อยู่โดยมีตรา KM    เพราะ KM เป็นเรื่องที่มาทีหลัง• ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ว่า KM ในพื้นที่ (Area-Based KM) เป็นเรื่องที่เกิดแล้วในสังคมไทย    เกิดขึ้นเองโดย สคส. ไม่ได้เข้าไปทำ   ไม่ได้เป็นเจ้าของ    แต่มีหน่วยงาน/โครงการอื่นเป็นเจ้าของ     หรือพูดให้ชัด พื้นที่เป็นเจ้าของ• ในเวทีนี้อ้อเลือกเชิญมา ๔ พื้นที่ ที่มีกิจกรรมใน “โครงการนำร่องการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน”    กับ “โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ ท้องถิ่นน่าอยู่”  ได้แก่จังหวัดอุทัยธานี    กาฬสินธุ์   ปราจีนบุรี   และตาก• ผมเห็นร่องรอยของการ ลปรร. ข้ามกลุ่มในแต่ละพื้นที่ คือกลุ่มชาวบ้าน/ภาคประชาสังคม    กลุ่มภาคราชการ    และกลุ่มภาควิชาการ    โดยมีเป้าหมายการพัฒนาหรือการแก้ปัญหาของพื้นที่   เป็นการ ลปรร. บนฐานของข้อมูลที่เก็บจากพื้นที่  • ผมเห็นยุทธศาสตร์เครือข่ายภายในจังหวัด    และเวทีที่จัดในวันนี้เราหวังจะได้เห็นเครือข่ายข้ามจังหวัด• ผมได้เห็นร่องรอยว่าจริงๆ แล้วแต่ละพื้นที่ได้มีประสบการณ์การประยุกต์ใช้ KM อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ     คุณวิไลวรรณ จันทร์พ่วง ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานประชาสังคมเมืองอุทัย (๐ ๕๖๕๗ ๑๔๘๕) บอกว่าต้องการใช้ KM ช่วยให้คนในพื้นที่เปิดใจระหว่างกัน    ลปรร. และร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่    และชาวบ้านที่ผ่านกระบวนการแล้วบอกว่าเขามีความภูมิใจที่ได้รับความยอมรับจากคนอื่น จากทางราชการ     รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น   รู้จักเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง    จ. อุทัย มีกลุ่ม “คุณอำนวย” ที่มีประสบการณ์พอสมควรและจะขับเคลื่อนต่อไป     ผมดีใจจนเนื้อเต้น ที่เริ่มเห็นนักพัฒนาในท้องถิ่นหันมาเป็น “คุณอำนวย” การเรียนรู้แก่ชาวบ้าน    มีการให้คุณค่าและเคารพความรู้ในชาวบ้านเอง     เปลี่ยนจากการทำงานในอดีตที่เน้นการฝึกอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชาวบ้าน ผมเริ่มเห็น การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของการพัฒนาในพื้นที่    จากกระบวนทัศน์ Training  ไปเป็นกระบวนทัศน์ Learning

                                     

      คุณวิไลวรรณ จันทร์พ่วง ผู้ประสานงาน ศูนย์ประสานงานประชาคมเมืองอุทัย
• คุณวิไลวรรณ จันทร์พ่วง คือ “ผู้รู้จริง” ของ KM ในพื้นที่    ใครอยากรู้ว่า KM ในพื้นที่ทำอย่างไร ให้ไปถามคุณวิไลวรรณ  เธอยังมีเรื่องเล่าของป้าสี ผู้ทำผ้าทอ ที่สามารถใช้ เรื่องเล่า เพิ่มคุณค่าของสินค้าผ้าทอ    เป็นเรื่องราวของการใช้เทคนิค KM ที่น่าทึ่ง

วิจารณ์ พานิช
๓๐ พค. ๔๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#storytelling

หมายเลขบันทึก: 32454, เขียน: 31 May 2006 @ 13:56 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 15:04 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)