
วันอีสเตอร์ มีความสำคัญอย่างไรกับท่าน ?
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่มีมนุษย์คนใดที่ตายกลายเป็นศพ ถูกคนนำไปฝังไว้แล้ว สามารถกลับฟื้นคืนชีพ เดินออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ แล้วกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้อีก ไม่มีเลย แต่เมื่อกว่าสองพันปีที่ผ่านมา มีบุรุษผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงบนไม้กางเขนแล้วเขานำศพไปบรรจุไว้ในอุโมงค์ ในวันที่สามบุรุษผู้นี้กลับฟื้นคืนชีพ สามารถเดินออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ ปรากฏกายแก่ผู้คนด้วยกายทิพย์ โดยหน้าหนังสือประวิศาสตร์ของโลกได้บันทึกนามของบุรุษผู้นี้ไว้ เป็นบุคคลที่มีชีวิติยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จริง บุรุษผู้นี้คือ....พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยในรอดของโลก
พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก คือต้นกำเนิดที่แท้จริงของวันอีสเตอร์ คำว่า อีสเตอร์ (Easter) ยืมมาจากชื่อของเทพแห่งฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความงอกงาม และชีวิตใหม่ คริสตจักร ในยุคก่อนจึงเรียกวันเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือความตายของพระเยซูคริสต์ว่า วันอีสเตอร์ หรือวันฉลองชัยอีสเตอร์
วันอีสเตอร์ มีความสำคัญอย่างไรกับท่าน ?
องค์พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ได้เสด็จมาในโลกเพื่อรับโทษทัณฑ์แห่งความบาป แทนเราทั้งหลาย พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปของทุกคนในโลก พระองค์ทรงถูกฝันไว้ในอุโมงค์ และในวันที่สามพระเจ้าได้ทรงชุมพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย
การสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระเยซูคริสต์นั้น พระเจ้าได้ทรงดำริไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก เมื่อบรรพบุรุษของมนุษย์ได้หลงไปทำความผิดบาป เป็นเหตุให้ความผิดบาปเข้ามาสู่มวลมนุษย์ทุกคนในโลก พระเจ้าจึงได้ทรงสัญญาที่จะประทานพระผู้ไถ่บาป คือพระเยซูคริสต์ เข้ามาในโลก และต่อมาพระเจ้าได้ตรัสยืนยันผ่านทางบรรดาศาสดาพยากรณ์ และผู้เขียนพระคัมภีร์ มากมายหลายท่านถึงรายละเอียดเรื่องการบังเกิด พระราชกิจ การสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์
ความเชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายขององค์พระเยซู ถือเป็นหัวใจของคำสอนในคริสตศาสนา อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ...และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน... เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุด ในบรรดาคนทั้งปวง” (1 โครินธ์ 15.14-19)
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาในวันอาทิตย์
พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ (เรียกว่าวันศุกร์ประเสริฐ) เมื่อถึงเช้าวันอาทิตย์สาวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังโศกเศร้าเสียใจ ได้พากันเกินไปยังอุโปงค์ฝัยพระศพของพระองค์เพื่อชโลมเครื่องหอมเป้นการไว้อาลัยตอ่พระศพอขงพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อไปถึงอุโมงค์มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏต่อหน้าพวกเขา และเปิดหินใหญ่ที่ปิดปากอุโมงค์ออก พร้อมกับแจ้งให้พวกเขารู้ว่าพระเยซูไม่ได้ประทับอยู่ในอุโมงค์แล้ว หญิงเหล่านั้นจึงออกไปบอกแก่บรรดาอัครทูต ต่อมาพระเยซูได้ปรากฏกายต่อหน้าบรรดาอัครทูต และสาวกทั้งหลาย พระองค์ทรงประทับอยู่กับพวกเขาอีกสี่สิบวัน เพื่อสั่งสอนเรื่องราวแห่งแผ่นดินของพระเจา และพิสูจน์ให้คนทั้งหลายได้เห็นว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ต่อหน้าต่อตาคนกว่าห้าร้อยคน ทุกวันนี้ พระเยซูยังทรงพระชนม์ และปรับอยู่ในสวรรค์ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงประทับอยู่ในทุกแห่งหน พระองค์ทรงสถิตอยู่กับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ และในวาระสุดท้าย เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง พระองค์จะทรงประทานกายใหม่ให้แก่เราทั้งหลาย ซึ่งเป็นกายแบบเดยวกันกับพระกายขององค์พระเยซูเมื่อทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย จากนั้นทุกคนที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์
อีสเตอร์ จึงไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งความสุข แต่เป็นความหวังใจ และแก่นแท้แห่งความเชื่อของคริสตชนทุกคน เหล่าสาวกรุ่นแรกได้เห็นเป็นประจักษ์พยานถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ จนหลายคนยอมทนทุกข์ และยอมตายเอความจริงได้ ทุกวันนี้แม้บรรดาผู้เชื่อโดยส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นพระองค์ด้วยตา แต่ก็ได้สัมผัส และมีประสบการณ์ กับพระองค์ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ ทั้งในการตอบคำอธิษฐาน การรักษาโรคให้หายอย่างอัศจรรย์ ตลอดจนการช่วยเหลือ ปลดปล่อยผู้คนจากปัญหาชีวิต และความทุกข์ยาก เช่นเดียวกันกับเมื่อตอนพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในโลก เพราะเหตุนี้จึงมีผู้คนกว่า 2,500 ล้านคนทั่วโลกที่เชื่อศรัทธาในพระองค์ ทั้งกษัตริย์ รัฐบุรุษ ผู้นัรัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน นายแพทย์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ดารา นักร้อง และสามัญชนทั่วไป ทั้งมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ไปจนคงคนยากจนต่ำต้อย ทุกคนต่างประจักษ์ชัดว่า พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และยังทรงพระชนม์อยู่ในทุกวันนี้ ท่านเองก็สามารถมีประสบการณ์กับสัจธรรมแห่งชีวิตใหม่นี้ได้เช่นกัน
“คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย” (โรม 10.9-10)
สวนดอกไม้ - ซึ่งสื่อความหมายถึงความสุขสมหวัง
ผีเสื้อ- สื่อความหมายถึงชีวิตใหม่เหมือนตัวดักแด้ที่ออกมาจากเปลือหุ้ม และโบยบินขึนสู่ท้องฟ้าอย่างอิสรเสรีคล้ายกับองค์พระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ และถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ หลังจากนั้น 3 วันจึงฟื้นคืนพระชนม์

กระต่าย- สื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์

ไข่ - สื่อความหมายถึงความมีชีวิต

คำอวยพรในการ์ดสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ สำหรับคริสตชนจะอวยพรกันในประโยคที่ว่า"ขอให้พระพรแห่งการฟื้นคืนพระชนม์เป็นของคุณ" ของที่ระลึกสำหรับเทศกาลนี้นิยมมอบช็อกโคเล็ดรูปไข่ หรือ ตุ๊กตาช็อคโกเล็ครูปกระต่าย ,ไข่ต้มย้อมสีหรือวัสดุรูปไข่ที่ประดิษฐ์ด้วยงานศิลป สำหรับในปี 2006 เทศกาลอีสเตอร์ตรงกับวันที่ 14-15-16 เมษายน คริสตจักรต่าง ๆจะเริ่มต้นเทศกาลนี้ด้วยการนมัสการพระเจ้าในค่ำคืนวันที่ 14 เมษายนเพื่อระลึกถึงวันที่พระเยซูคริสต์ทรงสละชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อความผิดบาปของเรา ซึ่งเราเรียกวันนี้ว่าวันศุกร์ประเสริฐหรือGood Friday ส่วนที่วันที่ 16 เมษายนบางคริสตจักรมีการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์หรือวันฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ด้วยการนมัสการพระเจ้าตั้งแต่เวลา 06.00 น.บางคริสตจักรก็จัดเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในช่วงเวลานมัสการปกติ ประเพณีซ่อนไข่จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานโดยนำไข่ที่จัดเตรียมไว้ซึ่งมักจะเป็นไข่ต้มที่ย้อมสีต่างๆ อย่างสวยงามอาจจะวาดเป็นลวดลาย หรือประดิษฐ์เป็นงานศิลปแบบต่าง ๆ นำไปซ่อนไว้ตามบริเวณต่างๆของคริสตจักร และให้สมาชิกของคริสตจักรหาไข่เหล่านั้นบางคริสตจักรอาจจะมีรางวัลสำหรับผู้ที่หาไข่ได้มากอีกด้วย
