...>>>แนวคิด และหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งมายาวนานหลายปีแล้วนั้น ได้ชี้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ท่านทรงตระหนักถึง “สภาวการณ์โลกยุคใหม่” ที่มีแต่การแข่งขันอย่างรุนแรง และที่สำคัญ “การเอารัดเอาเปรียบ”ชนิดที่เรียกว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มิได้คำนึงถึง “ระบบคุณธรรม-จริยธรรม”แต่ประการใด จึงได้มอบหลักปรัชญานี้แก่คนไทยมาหลายปีแล้ว “การพึ่งพาตนเอง” เพื่อปรับตนเองให้สามารถธำรงตนอยู่ได้กับ“กระแสโลกาภิวัตน์” ด้วยการตั้งมั่นยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรที่ชาติไทยเรามีอยู่ การเฝ้าระมัดระวัง พร้อมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการใช้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่สุด ตลอดจน “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เราต้องยอมรับว่า “คนไทย” ใน “สังคมยุคใหม่” นั้นมีทั้ง “บกพร่อง-อ่อนด้อย-ไร้สาระ” อย่างมากในแทบทุกกรณี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาระดับเดียวกัน การรับอารยธรรมจากต่างชาติที่มาจากประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน การบริโภคนิยม แฟชั่นนิยม รวมทั้งการเสพเทคโนโลยีที่ไร้การวัคซีน การแผ่กระจายของระบบอินเตอร์เน็ตนำไปสู่สังคมไซเบอร์อย่างไร้ขอบเขต เป็นสังคมธุรกิจไซเบอร์ที่สนองทางการค้าทั้งถูกและผิดศีลธรรม ยุ่งยากต่อการควบคุม ตรวจสอบ และสกัดกั้น นั่นเป็นวิกฤติบนโลกปัจจุบัน แน่นอนว่าเด็กและเยาวชนไทยเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังไม่พร้อมในทุกด้าน ทั้งวุฒิภาวะ วัยวุฒิ การศึกษาที่ต้องพัฒนาพร้อมกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แน่นอนว่าเครื่องมือที่ดีสุดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความยั่งยืนตลอดชีวิตของความเป็นมนุษย์ และต้องจัดอย่างต่อเนื่องตลอดอายุไข บนพื้นฐานปรัชญา ความคิด ค่านิยมและความเชื่อตามหลักการทางพระพุทธศาสนา คือ “การศึกษา”...>>> ...หรือคุณคิดอย่างไรกับระบบการศึกษาของประเทศไทย จะเดิน หรือ วิ่งลงคลอง...
ระบบการศึกษาของไทย:การพัฒนาการศึกษาสู่ความยั่งยืน...(ภาค2)
การบริโภคนิยม แฟชั่นนิยม รวมทั้งการเสพเทคโนโลยีที่ไร้การวัคซีน การแผ่กระจายของระบบอินเตอร์เน็ตนำไปสู่สังคมไซเบอร์อย่างไร้ขอบเขต เป็นสังคมธุรกิจไซเบอร์ที่สนองทางการค้าทั้งถูกและผิดศีลธรรม ยุ่งยากต่อการควบคุม ตรวจสอบ และสกัดกั้น นั่นเป็นวิกฤติบนโลกปัจจุบัน
การศึกษาเมืองไทยน่าคิดมากๆครับ...ผมบ่นเรื่องนี้ไว้หลายบันทึกและหลายเวทีแล้วครับ
ขอเป็นกำลังใจครับ