ประวัติการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า
สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร (๒๕๕๑) ได้ทำการรวบรวมเรียบเรียงประวัติการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้าในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้พอสังเขป และการบูรณะครั้งสุดท้ายระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ ไว้อย่างละเอียด ผู้เขียนได้สรุปการบูรณปฏิสังขรณ์ในแต่ละครั้ง เพื่อประกอบความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของเสาชิงช้ามรดกสำคัญของประเทศชาติดังนี้
พุทธศักราช ๒๓๖๑
วันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑ ตรงกับวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๖๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เกิดฟ้าผ่าบนยอดเสาชิงช้า แต่ไม่เสียหายมากนัก จึงได้มีการทำพิธีไสยศาสตร์ และซ่อมแซมเพื่อใช้ประกอบพิธี
พุทธศักราช ๒๔๔๔
สืบเนื่องรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณเสาชิงช้าได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น บริเวณนี้ได้กลายเป็นตลอดของชาวพระนคร ที่เรียกว่า “ตลาดเสาชิงช้า” อีกทั้งยังเป็นสวนดอกไม้นานาพันธุ์สำหรับพระนคร ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้ขยายถนนให้กว้างขวางขึ้น แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “ถนนบำรุงเมือง” สองข้างถนนจึงค่อย ๆ มีผู้คนเข้ามาปลูกอาคารบ้านเรือน อีกทั้งเจ้านายก็ขยับขยายมาสร้างวังขึ้นตามสองข้างถนน เมื่อปลายราชการก็มีร้านโรงและตึกแถวตลอดทั้งถนน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายบำรุงเมืองให้กว้างขวางมากขึ้นไปอีก พร้อมทั้งทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตึกและบ้านเรือนที่อยู่ริมถนนบำรุงเมืองแล้วสร้างขึ้นใหม่ตามแบบที่กำหนด ซึ่งถ่ายแบบมาจากเมืองสิงคโปร์ (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๔) ย่านเสาชิงช้าในสมัยนี้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่กลางพระนคร เป็นศูนย์รวมของสินค้ามากมายเช่น อาหาร เครื่องทอง เครื่องเหล็ก เครื่องอัฐบริขาร
พุทธศักราช ๒๔๔๔ มีพระราชดำริให้สร้างตึกแถวและตลาดสดขึ้นบริเวณที่ตั่งของเสาชิงช้าเดิม ดังบันทึกของพระยาอนุมานราชธนดังนี้
“...ตรงที่ตลาดเสาชิงช้านั้น เดิมเป็นที่ตั้งของเสาชิงช้าขนาดเล็กๆ ยังไม่สูงและใหญ่โตเหมือนดั่งทุกวันนี้...สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระเมตตาตรัสเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยะมหาราช มีพระราชประสงค์จะให้สร้างตึกแถวและตลาดสดขึ้น ณ ที่ซึ่งเป็นบริเวณเสาชิงช้าเดิม ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าบริเวณแถวนั้นคงมีราษฎรปลูกเรือนอยู่รอบ ๆ อย่างเบียดเสียดกัน และคงรกรุงรัง ดั่งที่เรียกกันว่า “แหล่งเสื่อมโทรม” จึงจำเป็นจะต้องรื้อถอนรวมทั้งเสาชิงช้าด้วย ซึ่งตั้งอยู่หน้าโบสถ์พราหมณ์[1]แต่เมื่อรื้อถอนเสาชิงช้าออกแล้วควรจะย้ายไปตั้งที่ใหม่ ณ ที่อื่นหรือว่าควรจะเลิกงานพิธีโล้ชิงช้าเสียทีเดียว ถ้าเห็นว่าควรเลิก เมื้อรื้อเสาชิงช้าออกแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นใหม่ มีพระราชปรารภเรื่องนี้ในที่ประชุมเสนาบดี...พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราชมีพระราชวินิจฉัยว่ายังไม่ควรเลิกเสียทีเดียวอย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ราษฎรมีความสนุกสนาน... ที่ประชุมเสานาบดีจึงประชุมมีดำริให้สร้างเสาชิงช้าใหม่ ตรงกับที่ซึ่งมีเสาชิงช้าตั้งอยู่ ณ บัดนี้...” (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๔ - ๑๗)
ดังนั้นบริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับสัมปทานทำป่าไม้ในประเทศไทยจึงได้น้อมเกล้าถวายไม่สักขนาดใหญ่ ๒ ต้น เพื่อให้ทางการได้นำมาสร้างเป็นเสาชิงช้าขึ้นใหม่บริเวณหน้าวัดสุทัศเทพวรารามราชวรวิหาร การสร้างเสาชิงช้าครั้งใหม่นี้ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ครั้งนี้ได้สร้างเสาชิงช้าให้ใหญ่เท่ากับขนาดปัจจุบัน มีการยกพื้นสูงเป็นฐานกลม ตลอดจนประดับเสาโคมไฟฟ้าขึ้นสี่มุมของเสาชิงช้าด้วย ยอดเสาชิงช้าเป็นยอดเสาตะเกียบเป็นหัวเม็ดแบบ “ตัดเหลียมเพชร” มีเชิงเป็นลวดบัว ๒ ชั้น การครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๔) ถึงกรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ และเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ มีพระราชประสงค์ที่จะให้การก่อสร้างเสาชิงช้าใหม่และการประดับประดาตกแต่งแล้วเสร็จทันกับกำหนดการเปิดตลาดเสาชิงช้าที่สร้างขึ้นใหม่ดังนี้ “...ที่เสาชิงช้าที่จะยกพื้นรอบ และจะปักเสาโคมสี่มุมนั้น ถ้าสำเร็จได้ด้วยในเวลานั้นจะเป็นการงามมาก...” (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๖)
พุทธศักราช ๒๔๖๓
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากการบูรณะครั้งที่ผ่านมาได้ผ่านไปเพียง ๑๙ ปี เสาชิงช้าเกิดผุพังทั้งหมด จึงได้ทำการเปลี่ยนเครื่องไม้ใหม่ ซึ่งบริจาคโดยบริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ จำกัด โดยอุทิศบุญกุศลเป็นที่ระลึกแก่หลุยส์ โทมัส เลียวโนเวนส์ ผู้เป็นบุตรชายของแอนนา เลียวโนเวนส์ (ส.พลายน้อย, ๒๕๑๘ : ๑๗๔) การสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ เสาชิงช้าที่บูรณะครั้งนี้ เสาประทานมีลักษณะเรียวเล็กลง หัวเม็ดยอดเสาตะเกียบเป็นหัวเม็ดทรงกระบอกขนาดเท่าเสาตะเกียบ บากควั่นเรียวเป็นเชิง ๓ ชั้น ส่วนปลายเป็นยอดปลี คล้ายจะทำเป็นหัวเม็ดทรงบัวอ่อน แต่ไม่ได้กลึงกลม ยกเว้นส่วนปลีที่กลึงกลมมีปลายแหลม
พุทธศักราช ๒๔๗๘
ซ่อมแซมกระจังเดิมที่ผุหัก
พุทธศักราช ๒๔๙๐
ในรัชกาลปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๙๐ เกิดไฟไหม้ที่โคนเสา เนื่องจากมีผู้จุดธูปไปกราบไหว้และปักไว้ ธูปหล่นลงไปในร่องแตกและคุโขมงขึ้นจนรถดับเพลิงต้องมาดับ ประกอบกับในขณะนั้น รัฐบาลได้สั่งให้ตัดต้นพลูเพื่อให้ประชาชนเลิกกินหมาก ให้เลิกนุ่งโจงกระเบน เลิกพระราชพิธีโบราณอันล้าสมัยต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีแรกนาขวัญ และการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ประชาชนพากันวิตกว่า การที่ไฟไหม้เสาชิงช้าครั้งนี้อาจถูกสั่งรื้อถอนไปเป็นการถาวร แต่ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลก็ได้มีคำสั่งมายังเทศบาลนครกรุงเทพให้ยับยั้งการลื้อเสาชิงช้า เพราะขณะนั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤติข้าวยากหมากแพง หากลื้อเสาชิงช้าลงประชาชนอาจลงความเห็นว่าเพราะการลื้อเสาชิงช้าอันเป็นสัญลักษณ์ของการทดสอบความแข็งแรงของบ้านเมืองนั้นเป็นสาเหตุ เทศบาลนครกรุงจึงทำการซ่อมประทังไว้ (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๘)
อีก ๒ ปีต่อมา กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนเสาชิงช้าเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๖ ตอนที่ ๕๔ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒
พุทธศักราช ๒๕๐๒
อีก ๑๓ ปีผ่านมาเสาชิงช้ามีความทรุดโทรม เทศบาลนครกรุงเทพได้จัดการ ซ่อมแซมเสาชิงช้าอีกครั้ง และได้ทำพิธียกกระจังขึ้นตั้งบนยอดเสาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ การซ่อมเสาชิงช้าครั้งนี้ บริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์เคยเป็นผู้ออกเงินให้ โดยกำหนดให้ปีละ ๑๐๐ ปอนด์ แต่ภายหลังไม่เหลียวแล (ส.พลายน้อย, ๒๕๑๘ : ๑๗๕)
พุทธศักราช ๒๕๐๓
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เทศบาลกรุงเทพตรวจพบว่าเสาชิงช้าและเสาตะเกียบชำรุดมาก ข้างในเป็นโพรงมีปลวก มอด ทำรังกักกินเนื้อไม้เสียหายมาก โยกเพียงเบา ๆ เสาชิงช้าก็ไหวเอน สันนิษฐานว่าโคนเสาขาด เกรงจะเกิดอันตรายหากหักล้มโดนประชาชน นายกเทศมนตรีนครกรุงเทพจึงได้ประชุมปรึกษาและตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาถึงวิธีการลื้อเสาเสาชิงช้าเก่าและตั้งเสาใหม่ พร้อมกันนั้นได้ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐบาลในการจัดพิธี และขออนุญาตกรมศิลปากร เนื่องจากเสาชิงช้าขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ขณะที่เทศบาลนครกรุงเทพเป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น
เมื่อกรมศิลปากรมีหนังสืออนุญาตตอบกลับมา เทศบาลนครกรุงเทพจึงได้โครงค้ำยันเสาชิงช้าที่ผุกร่อน เพื่อป้องกันลมพายุฝนที่อาจจะทำให้ เสาชิงช้าหักพังลงมา และกันมิให้ประชาชนเข้าไปใกล้บริเวณเสาชิงช้า ระหว่างนั้นเทศบาลนครกรุงเทพได้เริ่มทำการสืบเสาะหาไม้ มีผู้ให้ความเห็นต่าง ๆ กัน โดยเสนอให้ทำการสร้างเสาชิงช้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความคงทนถาวร เทศบาบนครกรุงเทพจึงประสารไปยังกรมศิลปากร แต่ทางกรมศิลปากรไม่อนุญาต โดยขอให้ใช้ไม้ดังเดิม
ในการนี้เทศบาลนครกรุงเทพได้ติดต่อขอไม้ไปยังกรมป่าไม้ และได้รับความร่วมมือโดยองค์การอุดสาหกรรมป่าไม้ได้ส่งไม้ซุง ๒ ท่อน จากอำเภองาว จังหวัดลำปาง แต่ไม้ซุงที่ได้มานั้นลำต้นไม่ตรง ไม่สามารถทำเสาชิงช้าได้ จึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่กรมป่าไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อไป จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาได้ไปคัดเลือกซุงไม้สักที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณโรงเลื่อยขององค์การอุสาหกรรมป่าไม้ อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ไม้มาจำนวน ๑๒ ท่อน และลำเลียงมาบริเวณลานเสาชิงช้า โดยมีช่างไม้จากจังหวัดกาญจนบุรีเป็นผู้ดำเนินการทำเสาชิงช้าบริเวณเสาชิงช้านั่นเอง
ในขณะเดียวกัน สถาปนิกและมัณฑนากร กองออกแบบ สำนักการโยธา เทศบาบนครกรุงเทพ ได้ดำเนินการเขียนแบบเสาชิงช้าขึ้นใหม่ โดยให้มีฐานรากใต้เสาหลัก และเสาตะเกียบข้างละ ๓ ต้น รวม ๖ ต้น ส่วนเสาหลักนั้น เนื่องจากไม่สามารถหาไม้สักที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับเสาหลักต้นเดิมและมีความยาวถึง ๒๐ เมตร ๒ ต้น จึงต้องใช้วิธีนำไม่ ๓ ท่อนมาต่อกัน ด้วยวิธีช่างแบบโบราณเรียกว่า “ต่อเดือยเขี้ยวตะขาบ” ซึ่งใช้วิธีการเข้าลิ้นติดตรึงด้วยสลัก และเพื่อความแข็งแรงอีกชั้นหนึ่งด้วยน๊อตขนาดใหญ่และรัดด้วยปลอกเหล็กอีกชั้นหนึ่ง ส่วนลวดลายกระจังและทวยหัวช้าง ซ่อมแซมเพียงส่วนที่ผุแตก แล้วใช้แผ่นเหล็กขนาดเท่าหน้าไม้ดามประกบตรึงไว้ตลอดทั้งแนว แล้วทาสีแดงให้กลมกลืน การบูรณะเสาชิงช้าครั้งนี้ได้เริ่มใน พ.ศ. ๒๕๑๓ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕
พุทธศักราช ๒๕๑๕
วันที่ ๖มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ นากยกเทศบาลนครหลวงได้ทำพิธีบอกกล่าวในการเชิญเสาชิงช้าลง เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและเพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการสร้างเสาชิงช้าใหม่
วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลา ๑๑ นาฬิกา พลตำรวจตรีมนต์ชัย พันธุ์คงชื่น เทศมนตรีรักษาการแทนนายกเทศมนตรี ได้ทำพิธีชักสายสูตรยกเสาชิงช้าซึ่งซ่อมแล้วเสร็จขึ้นตั่งแต่เดิม
เสาชงช้าที่บูรณะครั้งนี้มีสัดส่วนดังนี้
สูงจากพื้นถนนถึงยอด ๒๑.๑๕ เมตร
สูงจากพื้นถนนถึงฐาน ๐.๗๕ เมตร
สูงจากพื้นฐานถึงคาน ๑๘.๗๐ เมตร
สูงจากคานถึงยอดกระจัง ๑.๗๐ เมตร
ปลายเสาท่อนบนห่างกัน ๔.๐๕ เมตร
โคนเสาตอนล่างห่างกัน ๕.๗๐ เมตร
พุทธศักราช ๒๕๒๕
ในวาระที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ ๒๐๐ ปี มีการบูรณะโบราณสถานและสถานที่สำคัญทั่งกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ เสาชิงช้าเป็นโบราณสถานหนึ่งที่ได้รับการบูรณะครั้งนี้ด้วย ดังปรากฏหลักฐานแผ่นจารึกภาษาไทยและภาษาอังกฤษบนแผ่นโลหะทองเหลือรมดำที่ติดบริเวณฐานเสาชิงช้าว่า
“ในการปฏิสังขรณ์เสาชิงช้าในครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ บริษัทหลุยส์ ที. โนเวนส์ จำกัด ได้บริจาคไม้ชิงช้าทั้งคู่ พร้อมทั้งไม้เสาตะเกียบและทับหลังเปลี่ยนของเดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่นายหลุยส์ โธมัส เลียวโนเวนส์ ซึ่งเคยมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า ๕๐ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้มอบเสาไม้ทั้งคู่ให้แก่เทศบาลนครหลวงดำเนินการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นปีแห่งการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครอบรอบ ๒๐๐ ปี กรุงเพทมหานครได้ทำการซ่อม ทาสี และบูรณะสิ่งชำรุดทรุดโทรม บริษัท หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ และพนักงานของบริษัทได้บริจาคทรัพย์สมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิสังขรณ์ด้วย” (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๓๒)
พุทธศักราช ๒๕๓๗
เวลาผ่านมากกว่า ๒๐ ปี เสาชิงช้าได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๓๗ กรุงเทพมหานครได้ทำการบูรณะอีกครั้ง โดยซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในส่วนที่เป็รรอยต่อของไม้ และเสริมความแข็งแรงให้แก่เสาชิงช้าโดยการใช้เหล็กรัดเป็นโครงเหล็กประกับลักษณะคล้ายการเข้าเฝือกไม้ยึดโครงสร้างหลักไว้
การบูรณะเสาชิงช้าในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีรายละเอียดตามแบบจัดซ่อมเสาชิงช้าซึ่งจัดทำโดยฝ่ายมัณฑนศิลป์ กองออกแบบ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ดังต่อไปนี้ (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๓๓ - ๓๗)
๑. เปลี่ยนสายล่อฟ้าที่ชำรุดให้เป็นของใหม่
๒. ซ่อมแซมลวดลายกระจังและลวดลายหูช้าง พร้อมทั้งยึดเข้ากับเสาและคานให้มีความแข็งแรงมากขึ้น รวมทั้งขัดสีตกแต่ง และทาสีใหม่ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการรื้อเสาคานใต้กระจังของเสาเดิมที่ชำรุดมาก และเปลี่ยนใหม่ให้เป็นไม้สักขนาดเท่าของเดิม จากนั้นจึงทาสีโดยใช้เฉดสีเดิม
๓. เสาแกนกลาง เสาตะเกียบ และเสาคานล่าง แม้จะไม่ได้มีการบูรณะส่วนของฐานราก แต่ได้ดำเนินการขูดสี ซ่อมรอยแตกร้าว เซาะไม้เอาส่วนที่ผุพังออก แล้วอัดด้วยกาวอิพอกซีและไม้สัก จากนั้นจึงขัด ตกแต่งและทาสีใหม่ทั้งหมด
๔. รื้อไม้ประกับรอบเสาตอนล่างออก และดำเนินการเปลี่ยนเป็นไม้สักใหม่จำนวน ๖ ท่อน เพื่อความแข็งแรงให้กับเสาหลัก และทาสี
๕. รื้อพื้นกระเบื้องดินเผาเดิมที่อยู่บนพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กออก ปรับพื้นใหม่โดยปูกระเบื้องดินเผาสีแดง ขนาด ๘ x ๘ นิ้ว โดยผิวหน้าเมื่อปูพื้นกระเบื้องแล้ว ให้มีความลาดเอียงโดยรอบกันน้ำขัง
๖. รื้อพื้นบันไดของเก่าออก ปรับระดับใหม่และปูด้วยพื้นกระเบื้องดินเผาสีแดงทั้งสองข้างด้านข้างบันไดและผิวสีปูน
๗. รื้อฐานปัทม์หินล่างของเดิม สูงประมาณ ๐.๘๐ เมตร ออกแล้วทำใหม่ โดยเสริมให้สูงประมาณ ๐.๙๐ เมตร แล้วทำเป็นผิวขัดมันสีปูนดำโดยรอบ
๘. รื้อแผ่นป้ายหินอ่อนที่จารึกประวัติเสาชิงช้าของเดิมออก เปลี่ยนเป็นป้ายโลหะผสมปั้นหล่อ ตัวอักษรนูนขนาด ๐.๗๕ x ๒.๕๐ เมตร
๙. เสาไฟ ๔ ต้น ซ่อม ขัด ตกแต่งทาสี เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าครบชุดจนใช้การได้ดี
๑๐. ทาสีรอบพื้น ทาสีใหม่ทั้งหมด เฉดสีเหมือนของเดิม
๑๑. รื้อเสาคานบนใต้กระชัง เปลี่ยนใหม่เป็นไม้สัดขนาดเท่าของเดิม ทาสีเฉดสีเดิม ผู้รับเหมาเก็บเสาคานไป
พุทธศักราช ๒๕๔๗ – ๒๕๕๐
ในระหว่างที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยการร่วมมือด้านเศรษฐกิจเอเชีย – แปรซิฟิก (APEC) ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๘ – ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ขอให้กรุงเทพมหานครจัดการตกแต่งเมืองให้เรียบร้อยงดงามเพื่อการต้อนรับผู้นำจากชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาประชุม ตลอดจนผู้นำทางเศรษฐกิจและสื่อมวลชนจำนวนมาก สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครได้ทำการทาสีโบราณสถาน อาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการในเส้นทางที่คาดว่า แขกบ้านแขกเมืองจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรในระหว่างการประชุม ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ สำนักผังเมืองได้ทำการทาสีเสาชิงช้าและพบว่าไม้เสาชิงช้าแตกเป็นร่องลึก เนื้อไม้ผุ จึงได้แต่ทาสีที่ฐานเสาชงช้าเท่านั้น
หลังจากงาน APEC ได้ผ่านไป เจ้าหน้าที่สำนักผังเมืองจึงได้ทำการตรวจสอบความเสียหายของเสาชิงช้าอีกครั้งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่า เสาชิงช้ามีความทรุดโทรมเนื้อไม้ผุกร่อนมีรอยแตกอยู่ทั่วไป ส่วนยอดของกระจังผุหลุดหายหลายยอด คานบนคงเหลือแต่แก่นไม้รอยต่อเสาผุมาก ทวยหูช้างผุทิ้งตัวห่างจากคานกว่าคืบ โดยเฉพาะสลักที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญ ของการต่อไม้ที่เรียกว่า “สลักเพชร” ที่ใช้สำหรับตอกยึดเสาไม้ตัวบนและตัวล่างถูกปลวกกัดกินจนหมดสิ้น มีลักษณะเป็นโพรงใหญ่จนนกสามารถเข้าไปทำรังได้ เหล็กและน๊อตที่ใช้ตรึงรัดประกับเสาหลวมจนหมุนได้รอบ ส่วนยอดเสาตะเกียบผุและมีต้นโพธิ์ขึ้นหยั่งรากลงดินขนาดใหญ่เท่าข้อมือ สีที่ทาไว้หลุดล่อน สรุปได้ว่าเสาชิงช้าทรุดโทรมเข้าขั้นวิกฤต
สำนักผังเมืองจึงได้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครและกรมศิลปากร และทำการตรวจสอบลายละเอียดในการชำรุดของเสาชิงช้าในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ หลังจากนั้นจึงได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาหาแนวทางในการปฏิบัติ ข้อสรุปในการบูรณะเสาชิงช้าในครั้งนี้สรุปได้ดังนี้
๑. ให้ดำเนินการถอดโครงและเครื่องยอดของเสาชิงช้าออกทั้งหมด
๒. ให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดซ่อมเสาชิงช้าระหว่างกรุงเทพมหานคร กรมศิลปาการ พราหมณ์และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ โดยด่วน
๓. ให้จัดหาไม้ตะเคียนทอง ขนดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๕ เมตร จำนวนอย่างน้อย ๔ ท่อน โดยให้เป็นไม้ท่อนเดียวไม่มีต่อ
๔. ในช่วงที่รอการจัดเตรียมเสาไม้ ให้ดำเนินการเสริมความมั่นคงแข็งแรงของเสาชิงช้าไปก่อนเป็นการชั่วคราว
๕. ให้มีพิธีกรรมบวงสรวงทางพราหมณ์ ในการถอดทอนเสาชิงช้าและติดตั้งเสาชิงช้าใหม่โดยคณะพราหมณ์
๖. ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการจัดสรรด้านงบประมาณในการบูรณะเสาชิงช้าทั้งหมด
๗. กรมศิลปากรจะดำเนินการด้านการค้นคว้าและจัดทำรูปแบบเสาชิงช้าในเชิงศิลปกรรมให้
๘. เครื่องยอดและโครงสร้างของเสาชิงช้าทั้งหมดให้เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา
ในการบูรณะครั้งนี้ คณะกรรมการอำนวยการบูรณะเสาชิงช้าและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาให้การบูรณะเสาชิงช้าต้องถูกต้องตามหลักวิธีปฏิบัติตามขนบประเพณี โดยคงรูปแบบทางศิลปกรรมของเสาชิงช้าไว้ทุกประการ ตลอดจนเพื่อให้การดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการทางวิศวกรรมและตามหลักปฏิบัติแห่งราชประเพณีนิยม ประวัติและรูปแบบเดิมทุกประการ คณะกรรมการอำนวยการบูรณะเสา ได้แต่งตั้งคณะอนุกรามการด้านต่าง ๆ ๖ คณะซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลในส่วนของงานต่างกัน
กรุงเทพมหานครจัดพิธีบวงสรวงก่อนการบูรณะเสาชิงช้าขึ้น เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลาฤกษ์ ๑๒.๒๙ – ๑๒.๕๓ นาฬิกาทีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประทานประกอบพิธี พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าคณะพราหมณ์เป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์
การบูรณปฏิสังขรณ์ในครั้งนี้ได้ไม้สักจากอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ที่ได้ลักษณะมาทำการก่อสร้างเสาชิงช้าครั้งใหม่ทั้งหมด ๖ ต้น ประกอบด้วยที่บริเวณหน้าหน่วยประสานงานป้องกันรักษาป่า (นนป.) ประจำจังหวัดแพร่ ๑ ต้น เส้นรอบวง ๓๖๐ เซนติเมตร เส้นผ้าศูนย์กลาง ๑๑๔ เซนติเมตร ความสูงมากกว่า ๔๐ เมตร อายุกว่า ๑๐๐ ปี ที่บริเวณทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ ตำบลไทรน้อย ๑ ต้น มีเส้นรอบวง ๓๕๒ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๑๒ เซนติเมตร สูงจากโคนถึงยอดกว่า ๓๐ เมตร และที่บริเวณป่าหญ้าห้วยไร่หน้าวัดห้วยไร่อีก ๔ ต้น เส้นรอบวงมากกว่า ๓๕๐ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า ๑๐๐ เซนติเมตร สูงกว่า ๓๐ เมตร (มติชน ฉบับที่ ๑๐๒๙๗, ๒๕๔๙ : ๕) โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นการอาบน้ำยาเพื่อป้องกันมอดแมลง เพื่อความแข็งแรงคงทนถาวร ตลอดการออกแบบฐานล่างที่สามารถระบายความชื้นออกใต้ฐานเสาชิงช้า ช่วยให้เสาชิงช้าส่วนที่อยู่ใต้ดินมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ส่วนงานไม้ และการแกะสลักนั้นดำเนินการที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้าได้แล้วเสร็จในเดือนธนวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานครได้จัดงานฉลองเสาชิงช้าขึ้นระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาในพิธีฉลองเสาชิงช้า เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
การครั้งนี้ทางกรุงเทพมหานครยังได้จัดตั้งกองทุนเสาชิงช้าเพื่อการบูรณะเสาชิงช้าในอนาคต คลอดจนการปลูกต้นสักสายพันธ์เสาชิงช้าทดแทนต้นสักทั้ง ๖ ต้น ที่จะนำมาสร้างเสาชิงช้าใหม่ด้วย
[1] จากจุดนี้ทำให้สันนิฐานได้ว่า เสาชิงช้าเดิมนั้นตั้งบริเวณหน้าโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งในปัจจุบันเป็นลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
วาทิน ศานติ สันติ เรียบเรียง
บรรณานุกรม
สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร. จดหมายเหตุบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า พุทธศักราช ๒๕๔๙. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (หนึ่งในกลุ่มบริษัททีม). ๒๕๕๑.
ส. พลายน้อย. เรื่องเล่าบางกอก. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. ๒๕๑๘.
มติชน. “บวงสรวงตัด “สักทอง” แพร่อายุกว่า 100 ปี บูรณะเสาชิงช้าใหม่ฉลองในหลวง ๘๐ พรรษา.” ฉบับที่ ๑๐๒๙๗, ปีที่ ๒๙ (๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙) : ๕.
