:- นับเป็นความโชคดีมากครั้งหนึ่งของชีวิต ที่ได้รับหนังสือจากครูอึ่งแห่งเมืองละปูน  ขอบคุณหลายเน้อ..อ่านไปบางเล่มแล้ว มีเล่มหนึ่งชื่อ “ชีวิต ..ความงาม..ความจริง” หยิบติดมือมาด้วย เมื่อคืนเปิดอ่านได้ไม่กี่หน้า พบความรักท่วมท้นจนไม่อาจที่จะนอนต่อไปได้ ลุกพรวดถึงหน้าจอ เพื่อบันทึกนิยามความหมายที่ท่านผู้เขียนได้สะท้อนแทงใจดำ ขออนุญาตผู้เขียนอาจารย์โสรีย์ โพธิแก้ว เอามาบอกเล่าคนที่เหงารักและพบรักโดยเฉพาะในงานมงคลที่ความรักท่วมเกาะภูเก็ตที่เราจะไปหาในเวลาไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

เมื่อมนุษย์สามารถละทิ้งตนเอง และเริ่มให้ความสนใจสิ่งภายนอกซึ่งแวดล้อมตัวเขา ตลอดจนสามารถเห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งเกี่ยวพันโยงใยกันรอบๆตัว รวมทั้งตัวเขา สิ่งที่มนุษย์เป็นนี้ก็คือ ภาวะแห่งความรัก

ความรักที่แท้นั้น หมายถึงการลดในส่วนของตนและเพิ่มในส่วนของผู้อื่น นั่นหมายถึงการให้อิสระ ไม่คิดครอบครองเป็นเจ้าของ ไม่ปรารถนาในสรรพสิ่งเป็นไปตามใจของตน ไม่เกิดความต้องการอันเบาบางที่จะเอาชนะ ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งไม่กลมกลืน

โดยแท้จริงแล้ว ความรัก คือระดับจิตใจอันกว้างใหญ่ไพศาลจนสามารถรับรู้และสนองตอบปรากฎการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในอาณาเขตของการรับรู้อย่างที่ปรากฎขึ้นจริง ความรักเป็นระดับจิตใจที่ปราศจากอคติ ปราศจากความกลัว ปราศจากความละโมบ ปราศจากความอิจฉา และเป็นคุณภาพจิตใจซึ่งมองสรรพสิ่งได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจิตใจซึ่งเป็นความรักจึงเป็นตัวนำให้มนุษย์ดำรงอยู่กับสิ่งแวดล้อม รอบๆตัวได้อย่างกลมกลืน และไม่สะดุดหรือติดขัด

ความรักจึงหมายถึงความชัดเจนแจ่มใสของจิตใจ ซึ่งสามารถจะเห็นหรือสัมผัสกับความจริงของสรรพสิ่งได้อย่างอ่อนโยน จิตใจซึ่งมีคุณภาพแห่งความรักนั้น ย่อมเป็นจิตใจที่โปร่งเบา สะอาด สว่าง และสงบเยือกเย็น ทั้งยังมีคุณสมบัติของความหนักแน่น ไม่หวั่นไหวง่าย เพราะไม่มีตัวเองเป็นรอยสะดุด ซึ่งจะนำให้เกิดการสั่นสะเทือนได้ง่าย

ความรักจึงเป็นคุณค่าของจิตใจที่กว้างใหญ่ไพศาล

และความกว้างใหญ่ไพศาลนั้น

จึงเป็นพื้นฐานของประโยชน์ที่จะบังเกิดขึ้น

“บ่อยากเป็นกบต้มสุก

ต้องบ่เผาขี้เหยื้อ

บ่เผาใบไม้

บ่เผาไฮ่นา

บ่ใจ๊รถควันดำเน่อเจ๊า”

แคว๊กๆ..