อิสลาม : สิ่งท้าทายหรือภัยคุกคาม*
จอห์น เอสโปสิโต** เขียน
อานนท์ บุญมาศ แปลและเรียบเรียง
เป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้วที่กลุ่มฟันเดเมนทอลิสม์ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นและได้สร้างความวิตกโดยการเข้าไปเป็นรัฐบาลในประเทศมุสลิมหลายๆประเทศ ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านและความพยายามในการที่จะส่งต่อการปฏิวัติไปสู่ประเทศมุสลิมอื่นๆหรือการที่หลายประเทศขึ้นบัญชีว่า มูอัมมาร์ กัดดาพีและ อะลี อะหมัด โคมัยนีอยู่ในกลุ่มเครือข่ายการก่อการร้ายซึ่งภาพเหล่านี้ได้ปะทุขึ้นจากการลอบสังหารประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต โดยกลุ่มมุสลิมสุดโต่งและการถูกโจมตีของชาวตะวันตกต่างๆซึ่งนอกจากอิหร่านแล้วยังมีพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่งซึ่งมีแนวคิดในการลอบสังหารเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือกลุ่มฟื้นฟูอิสลามต่างๆ(Islamic Revivalism)ที่มีความหลากหลายมากแต่กลุ่มฟื้นฟูอิสลามเหล่านี้ถูกมองเป็นเนื้อเดียวกัน(Monolith)กล่าวคือถูกมองว่าเป็น รากฐานนิยม หัวรุนแรง คลั่งสุดโต่ง อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ซึ่งเป็นการมองอะไรแบบฉาบฉวย
ทศวรรตที่ 1990 เป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย การครอบครองอำนาจและความหวังของมุสลิมเกิดขึ้น เริ่มต้นจากการปฎิวัติในอิหร่านการมีอำนาจของกลุ่มมุสลิมต่างๆก็เพิ่มขึ้น กระแสฟื้นฟูอิสลามมีพลังมากขึ้นถึงแม้โคมัยนีจะตายหรือการเกิดสงครามอ่าวแต่นั้นก็ไม่ใช่การสิ้นสุดของกระแสการฟื้นฟูอิสลาม ในแง่ของการเมืองอิสลามไปไกลกว่าการเป็นแค่การเมืองท้องถิ่นแต่ได้เผยแพร่แนวคิดและอิทธิพลไปทั่ว ความหลากหลายของกลุ่มมุสลิมต่างๆมีความแตกต่างกันในแง่ลักษณะ เนื้อหาสาระและทัศนะคติ (เช่นกลุ่มอิควาน อัลมุสลิมูนของ หะซัน อัลบันนาและขบวนการปฏิวัติของโคมัยนี-ผู้แปล) อิทธิพลของกระแสฟื้นฟูอิสลามได้ส่งผลไปทั่วอิสลามไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไปแต่มันคือกระแสหลักในการดำเนินชีวิต สถาบันเชคูลาร์ถูกท้าทายจากเสียงเรียงร้องแห่งอิสลามทั้งจากสถานศึกษา คลินิก โรงพยาบาล ธนาคาร และสถานบริการสาธารณะอื่นๆดังนั้นสถาบันต่างที่มีรูปแบบอิสลามได้เริ่มถูกสร้างขึ้นมา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามหลายกลุ่มได้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้สร้างการเมืองที่เป็นเสรีนิยม จากแอฟริกาเหนือสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาก็เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง(เช่นในแอลจีเรีย-ผู้แปล )ซึ่งผลการเลือกตั้งออกมาประสบความสำเร็จอย่างน่าประหลาดใจแต่รัฐบาลเดิมกลัวการสูญเสียอำนาจจึงไม่ยอมรับการเลือกตั้งและได้ทำการปราบปรามพวกเขาด้วยกำลังทหารทำให้เกิดปัญหากับระบบการเมืองใหม่ของพวกเขา ขณะเดียวกันกลุ่มเคลื่อนไหวเล็กๆที่เรียกได้ว่าเป็นชายขอบของสังคมซึ่งปฎิเสธที่จะเข้าสู่การแข่งขันของระบบการเมืองก็ถูกมองว่าเป็นภัยเช่นเดียวกัน มุมมองเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวฟื้นฟูอิสลามในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่น่าเกรงขามแก่ระบบการเมืองในประเทศมุสลิมและประเทศตะวันตกบางส่วน(อเมริกา ฟรังเศส เนเทอร์แลนด์- ผู้แปล )โดยพวกเขาประนามกลุ่มเคลื่อนไหวพื้นฟูอิสลามว่าเป็นพวกสุดโต่งนิยมความรุนนแรงและกลัวประชาธิปไตยซึ่งขัดกับความเป็นจริง
ในหลายสังคมมุสลิมยังคงเน้นเรื่องศาสนาและมีผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองค่อนข้างมากและประชาชนก็เชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจ จากการปฏิวัติอิหร่านทำให้หลายคนถึงขั้นกับตะลึงตามมาด้วยชัยชนะในการเลือกตั้งของกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามในแอลจีเรีย อียิปต์ จอร์แดน และตุรกีซึ่งนับเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญ ในช่วงระหว่างทศวรรต 1980 หลายฝ่ายกลัวการปฏิวัติอิหร่าน(1979-ผู้แปล)และรวมถึงการกลัวการส่งออกการปฏิวัติไปสู่ประเทศอื่นๆหลังจากการปฏิวัติอิหร่านได้มีการลงประชามติเพื่อสร้างระบบการเลือกตั้งแบบอิสลามและรัฐบาลอิสลามโดยมีโคมัยนีเป็นผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จ
จะเห็นได้ว่ากลุ่มพื้นฟูอิสลามถูกท้าทายมากและสันนิษฐานว่าจะไม่สามารถทัดทานกระแสเชคูลาร์เสรีนิยมและทฤษฏีการพัฒนาเช่นการทำให้เป็นสมัยใหม่และการทำให้เป็นสังคมตะวันตก(Westernization) จะเห็นได้จากการวิเคราะห์และสร้างนโยบายที่เป็นแบบตะวันตกโดยเฉพาะในชื่อของความรุ่งโรจญ์(เหตุผล การพิสูจญ์ และพหุนิยม) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตรงข้ามกับอิสลามเช่นการตัดสินในวันสิ้นโลก เป็นต้น
อคติที่มีต่อเชคูลาร์นำไปสู่การเผชิญหน้าและการมีบทบาทของศาสนาในแง่ที่เป็นความศรัทธาและอัตลักษณ์แห่งอิสลาม ขณะเดียวกันเศรษฐศาสตร์การเมืองก็จำเป็นในการที่จะทำความเข้าใจการขึ้นมาของกลุ่มเคลื่อนไหวแนวทางอิสลาม อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้าก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจมากนักและไม่สามารถพรรณนาได้ว่าพวกฟันเดเมทอลิสม์เหมือนเด็กขาดสารอาหารหรือคนตกงานเพราะพวกเขาทั้งในอียิปต์ จอร์เดน แอลจีเรียและส่วนใหญ่ของตะวันออกกลางส่วนมากเป็นชนชั้นกลางหรือบางทีก็ค่อนไปทางชั้นสูงด้วยซ้ำและเป็นพวกวิชาชีพ(อาจารย์ แพทย์ ทนาย วิศวะกร)
ในโลกปัจจุบันโฟกัสของโลกที่มีต่อกลุ่มอิสลามฟันเดเมนทอลิสม์คือการถูกมองว่าเป็นกลุ่มศาสนานิยมความรุนแรงแต่การแบ่งแยกระหว่างกลุ่มนิยมความรุนแรงกับปัจเจกชนที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่ยากและผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างสงบ(ในดินแดนประเทศมุสลิม-ผู้แปล) ดังนั้นอิสลามกับอิสลามฟันเดเมนทอลิสม์จึงน่าจะไม่ใช่ภัยคุกคามทั้งสองอย่างแต่ดูเหมือนว่าอิสลามจะถูกเข้าใจและตีความบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ในอดีตประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียนยุโรปจะเป็นไปในรูปแบบของความขัดแย้งและสงคราม(ครูเสด-ผู้แปล)การเผยแพร่ลัทธิจักรวรรดินิยมและการที่มุสลิมถูกวาดภาพให้บิดเบี้ยวไปจากความจริงเหล่านี้ต่างหากที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งอีกครั้ง(ญิฮาด) ความเสี่ยงในปัจจุปันก็คือการกลัวที่เกินความจริงของมหาอำนาจซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติแบบสองมาตรฐานในแง่ของสิทธิมนุษยชนต่อมุสลิมเหล่านี้ก็เหมือนกับกรณีของสหภาพโซเวียตหรือยุโรปในตะวันออกในอดีตรวมถึงการถูกเพ่งเล็งแม้กระทั่งประชาธิปไตยหากมันเกิดในตะวันออกกลางรวมถึงการป้องกัน(ประชาธิปไตย-ผู้แปล)ในบอสเนียแอนด์เฮอร์เซโกวีเนียและเชชเนีย
ในหลายประเทศมุสลิมหลักนิติรัฐมีความสำคัญน้อยกว่าการมีอำนาจในการบีบบังคับ(เช่นกีนี-ผู้แปล)ประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะทำงานได้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าหวั่นเกรง สำหรับรัฐบาลและพันธมิตรซึ่งคุ้นเคยกับการครอบครองมานานบัดนี้กลับกลายเป็นการก้าวขึ้นมาของรัฐบาลฟันเดเมนทอลิสม์เช่นในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านหรือซูดานดังนั้นเรื่องท้าทายสำหรับรัฐบาลมุสลิมในปัจจุบันคือความสามารถที่จะตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นมา
ความท้าทายของการเมืองแบบอิสลามไม่ได้อยู่ที่ผลจากความกลัวหรือการเพ่งเล็งจากตะวันตก แต่แน่นอนทั้งกลุ่มนิยมเชคูลาร์หรือกลุ่มอิสลามิสท์ต่างก็พยามยามที่จะใช้ความรุนแรงผ่านการปฏิวัติซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการสร้างภัยคุกคามโดยตรง ในปัจจุบันหลายๆกลุ่มเคลื่อนไหวแนวทางอิสลามได้ท้าทายต่อกฎเกณท์บางอย่างของสังคมได้ท้าทายต่อความเป็นพหุนิยม ท้าท้ายต่อระบบการเมืองซึ่งนับได้ว่าเป็นสองเท่าตัว ขณะทีรัฐบาลในประเทศมุสลิมที่ได้ใช้แนวทางเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยก็ถูกท้าทายโดยต้องแสดงให้เห็นถึงความจริง(ที่ดี-ผู้แปล)ของระบบการปกครองท่ามกลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆในสังคมพหุนิยมเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่เขาต้องการ
ท่ามกลางความหลากหลายในสังคมมากกว่าที่จะเป็นเนื้อเดียวกันก็ย่อมมีบรรทัดฐานที่แตกต่างกันทั้งนี้รวมถึงในระบบการเมืองด้วยหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาหลังการปฎิวัติไม่ว่าจะในอิหร่าน อียิปต์ คูเวต และมาเลเชียก็ได้สร้างรูปแบบการเมืองที่เป็นเชคูลาร์(ไม่มากก็น้อย-ผู้แปล)และซึ่งส่วนมากก็ได้แบ่งแยกกับกลุ่มแนวทางอิสลามนิยมในประเทศนั้นๆ
สำหรับความฝันบางอย่างในการที่จะสร้าง นิว เวิลด์ ออร์เดอร์ ประชาชนมากมายหลายล้านคนทั้งในแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง เอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ มีความต้องการที่จะสถาปนาความเป็นเสรีนิยมหรือการสร้างประชาธิปไตยดังนั้นมุมมองสำหรับทางเลือกหรือกลยุทธ์ที่จะเป็นไปได้สำหรับกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามก็คือการเคลื่อนไหวท่ามกลางสังคมพหุนิยม
เป้าหมายในการเคลื่อนไหวของกลุ่มฟื้นฟูอิสลามต่างก็คือการเรียกร้องให้กลับไปหาหลักการอิสลามที่แท้จริง(กลับไปหาอัลลอฮกลับไปหารอซูล-ผู้แปล)แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสร้างรัฐอิสลามขึ้นเสมอไปแต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าสำหรับบางกลุ่มก็มีแนวคิดที่จะสร้างรัฐอิสลามและก็ไม่จำเป็นด้วยว่าจะต้องแอนตีตะวันตก แอนตีอเมริกา หรือแอนตีประชาธิปไตย ซึ่งการเคลื่อนไหวของพวกเขาแม้จะท้าทายต่อระบบการปกครองเก่าหรือท้าทายต่ออำนาจเบ็ดเสร็จแต่ก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของอเมริกาเสมอ นับว่าเป็นความท้าทายของเรา(ชาวตะวันตก-ผู้แปล)ที่จะต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประวัติศาสตร์และความเป็นจริงของโลกมุสลิมและจำเป็นต้องตระหนักด้วยว่าโลกปัจจุบันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย แนวคิดที่นับว่าน่าจะเป็นความเสี่ยงก็คือแนวคิดที่ว่าด้วยการปะทะกันของอารยธรรมมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นก็คืออุดมการณ์และเป้าหมายแห่งประชาธิปไตยของเรา(ตะวันตก-ผู้แปล) นั้นคือการที่ต่างก็ปกครองตนเองทั้งเราและโลกมุสลิมเพื่ออนาคตที่ดีต่อไป
*บทความชิ้นนี้แปลและเรียบเรียงจาก Esposito,John.The Islam Threat:Myth or Reality:Oxford University press,1995.
**ศาสตราจารย์ประจำ Religion & International Affairs and of Islamic Studiesมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา