เมื่อเช้าไปฟัง บสท. ชี้แจงกฤษฎีกา พร้อม ธปท. กองทุนฟื้นฟูฯ และกระทรวงการคลัง กรรมการในกฤษฎีกาแต่ละท่าน เก่งมาก ๆ (ประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด เป็นต้น) จับประเด็นได้ดีมาก บสท.สิ พูดวนไปวนมา จน บสท. ต้องเอาเรื่องกลับไปทำมาหารือใหม่ เพราะประเด็นและข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน แล้วกฤษฎีกาจะตีความให้ได้ไง ในเมื่อคุณก็ไม่รู้ว่า คุณจะให้ทำอะไร เวรกรรม
เมื่อเช้าไปชี้แจงกฤษฎีกาตอนเก้าโมงครึ่ง กะว่าสิบนาทีก็เสร็จ เพราะเคสอื่นก็ประมาณนี้ จึงโทร.บอกกับน้อง ๆ ที่สอบเค้าโครง thesis ในวันนี้ว่า เดี๋ยวจะตามไปให้กำลังใจ ปรากฏว่าเคสที่ไปในวันนี้ ถกเถียงกันถึงห้าโมงเช้า จึงไปฟังน้องคนแรกไม่ทัน
พอจบงานที่กฤษฎีกา ก็เดินมาที่ มธ. ต่อทันน้องคนที่สอง ถามทีมงาน TA ว่าเข้าไปฟังได้ไหม? พอบอกว่าได้จึงขอเข้าไปฟัง เพื่อครั้งหน้าของตัวเองจะได้ปรับปรุงและเตรียมความพร้อมให้ดี
ตอนเข้าไปฟัง เครียดค่ะ ผู้เขียนก็เข้าใจนะว่า น้องยังมองภาพไม่ออกเกี่ยวกับเรื่องของธนาคารพาณิชย์ ก็เหมือนกับผู้เขียนซึ่งอาจจะไม่แม่นเรื่องคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ฉันใดก็ฉันนั้น วันที่จะถึงคิวของตัวเองคงเหมือนน้องคนนี้แน่ เครียดค่ะ
จะโทษใครไม่ได้ก็ต้องโทษตัวเอง เนื่องจากเป็นผลจากการกระทำของตัวเอง ทำให้คิดว่า ทำไมฉันไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำวิทยานิพนธ์ตั้งแต่ปี 3 มัวแต่ไปลงเรียนวิชาเลือกตามน้อง ๆ อยู่นั่นล่ะ ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย
ยังมีเวลาค่ะ วันที่ 4 เดือนมกราคม 2553 เวลา 4 โมงเย็นก็ถึงคิวของตัวเอง แต่วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ได้รับความกรุณาจากกรรมการท่านหนึ่งให้แวะไปขอรับคำแนะนำ เนื่องจากอาจารย์แหววฝากไว้ ถ้าอาจารย์แหววไม่พูด กรรมการท่านนั้นคงไม่มีเวลาให้ เพราะแต่ละคนก็มีงานมาก ข้อนี้ขอยอมรับ
เท่าที่ฟังการสอบเค้าโครง ถ้าเราแน่นและแม่นในเรื่องที่เราทำ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ยิ่งมีข้อมูลในมือยิ่งไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาคือ เราไม่ทำและไม่เก็บข้อมูล นี่ล่ะที่เป็นปัญหาสำหรับคนที่มีเวลาเหลืออีกแค่ 3 เดือน กลัวจริง ๆ
หลานม่อนมาเยี่ยมเป็นกำลังใจครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ