ไม่เพียงแต่เฉพาะการชวนให้แต่ละคนทบทวน หรือตรวจค้นองค์ความรู้ที่มีในตัวตนของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างง่ายงาม

ทุกครั้งที่นิสิตจะออกค่ายอาสาพัฒนา  ทั้งผมและทีมงาน  จะต้องจัดกิจกรรมในลักษณะการปฐมนิเทศให้กับผู้นำค่ายเสมอ  โดยอดีตนั้นเรียกว่าการปฐมนิเทศการจัดกิจกรรมนอกสถานที่  แต่พอผมเริ่มนำเอาเรื่อง KM เข้ามาใช้ในวิถีกิจกรรม  จึงเปลี่ยนชื่อที่ว่านั้นมาเป็น การจัดการความรู้สู่ผู้นำค่าย

 

ล่าสุดกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่  ๑๐-๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ บ้านกุดร่อง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม   ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก  แถมยังมีบรรยากาศความเป็นชุมชนพอเพียงให้สัมผัสไปในตัว 

 

อย่างไรก็ดี กิจกรรมในทำนองนี้  เพื่อให้ค่ายฟังดูมีบรรยากาศชวนฝันและมีอุดมคติ ผมจึงเรียกชื่อค่ายเหล่านี้ว่า ค่ายปลายฝนต้นหนาว  โดยครั้งนี้ผมรับอาสาเป็นวิทยากรสะท้อนมุมคิดของตัวเองไปยังผู้นำค่าย  ภายใต้หัวข้อที่ตั้งขึ้นเองในสไตล์ของตัวเองว่า “บางมุมมองของคนสังเกตค่ายฯ 


 

ผมใช้กระบวนการนำเสนอเนื้อหาอันเป็นแนวคิดของผมเองผ่านภาพถ่ายของค่ายต่างๆ  พร้อมๆ กับการเปิดประเด็นให้แต่ละคนได้ร่วมเสวนาไปกับผมแบบง่ายๆ สบายๆ  โดยไม่ลงรายละเอียดให้ลึกนัก  เพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ลงแรงคิดไปกับประเด็นนั้นๆ ด้วยตนเองให้มากที่สุด   

 

ลำดับแรกนั้น  ผมเปิดประเด็นแบบกว้างๆ สำหรับการไปค่ายอาสาพัฒนาด้วยประโยคที่ว่า บางคำถามที่เราต้องถามตัวเอง อันประกอบด้วยถ้อยคำง่ายๆ เพื่อผูกโยงการเสวนาระหว่างผมกับนิสิต  เป็นต้นว่า

  1. อะไรคือ ค่าย  
  2. อะไรคือ อาสาพัฒนา 
  3. คืออะไร บำเพ็ญประโยชน์
  4. อะไรคือ ชุมชน
  5. อะไรคือ ชนบท
  6. ทำไมค่ายต้องมุ่งไปแต่เฉพาะ ชนบท
  7. เหตุผลของการไปค่าย
  8. ไปทำอะไร...เพื่ออะไร
  9. พบเจออะไร
  10. ได้อะไรกลับมา(บ้าง)

 


เรื่องเล่าชาวค่ายที่ถือเป็นนวัตกรรมความคิดของนิสิต มมส...


การเปิดพื้นที่ให้ผู้นำค่ายได้ถกคิดกันแบบเรียบง่ายคือสิ่งที่ผมไม่เคยละเลย

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า  คำถามที่ฟังดูเรียบง่ายเหล่านั้น  กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาถกคิดกันยกใหญ่พอสมควร  เพราะพื้นฐานความคิด หรือองค์ความรู้ของผู้นำค่ายในแต่ละคนยังตกผลึกไม่เท่ากัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมพยายามเน้นย้ำให้ทุกคนถอดความ หรือแม้แต่ตีความของคำว่า ชนบทร่วมกันอย่างยกใหญ่  เพราะคำๆ นี้เกี่ยวข้องกับวิถีค่ายอาสาพัฒนาของคนหนุ่มคนสาวในมหาวิทยาลัยมากเป็นพิเศษ  ด้วยหวังว่าพวกเขาทั้งหลายจะเข้าใจบริบทของคำว่า ชนบท”  ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ไม่ใช่ผูกยึดอยู่แต่เฉพาะความทุรกันดารของถนนหนทาง หรือระยะทางอันห่างไกลจากตัวเมืองเท่านั้น  พร้อมๆ กับการผูกโยงไปถึงคำว่า ขาดแคลน  เพื่อให้ผู้นำค่ายได้ตระหนักว่า บางทีการทำค่าย อาจไม่จำเป็นต้องมุ่งไปแต่เฉพาะ ชนบท  อย่างเดียว แต่บางทีควรต้องยึดเอาคำว่า “ขาดแคลน”  มาเป็นองค์ประกอบด้วยเหมือนกัน  เพราะในชุมชนเมือง ก็มีความขาดแคลนในเรื่องต่างๆ ไม่แพ้ชนบท (หรือหมู่บ้านในเขตชนบท)  และความขาดแคลนที่ว่านั้น ก็ท้าทายต่อการทำค่ายอาสาพัฒนามากไม่ใช่ย่อย  ขึ้นอยู่กับว่า  บรรดาชาวค่ายทั้งหลาย  จะกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนมุมคิดของตัวเองมากแค่ไหน หรือไม่เท่านั้นเอง 


        
ถัดจากนั้น  ผมก็ไม่ลืมที่จะหยิบยกประเด็นอื่นๆ มาแลกเปลี่ยนกับนิสิต  ภายใต้แนวคิดของการทบทวนความจำ และทดสอบความรู้ของผู้นำค่ายไปในตัว  เป็นต้นว่า

  • รูปแบบของค่าย  หรือประเภทของค่าย  ซึ่งเดิมมักพูดเสมอว่า มีค่ายสร้างและค่ายสอนเท่านั้น  แต่ปัจจุบันนี้  มีค่ายที่เน้นการเรียนรู้ล้วนๆ (ค่ายเรียนรู้) แล้วก็มี  รวมถึงการชี้เป้าว่าค่ายที่ดีควรเป็นค่ายที่บูรณาการ หรือสหกิจกรรม มากกว่าค่ายเชิงเดี่ยวที่พุ่งไปสู่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งล้วนๆ
  • การได้มาของค่าย  อันได้แก่  (๑) การเดินเท้าเข้าชุมชน หรือที่เรียกกันในแวดวงว่าสำรวจค่ายนั่นแหละ  (๒) รอคนเข้ามาเสนอ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งชุมชนขยับเข้ามาหาโดยตรง หรือไม่ก็นิสิตนั่นแหละที่เสนอชุมชนตัวเองมาให้เพื่อนๆ ได้พิจารณาไปออกค่าย (๓) พบเจอแบบสั่งการ  โดยประเด็นหลังนี้เป็นการได้มาซึ่งค่ายตามนโยบายของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของนิสิต  เช่นการที่ผมกำลังขับเคลื่อนให้นิสิตทำค่ายในชุมชนมหาวิทยาลัย หรือที่เข้าใจกันแล้วว่า “หนึ่งคณะหนึ่งหมู่บ้าน” หรือ "มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน" เป็นต้น

 


นิทรรศการภาพถ่ายชาวค่ายที่ชนะการประกวดในค่ายภาคฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

ครับนี่คือส่วนหนึ่งของการชวนคิดชวนคุยที่ผมนำมาใช้เป็นหนึ่งในกระบวนการจัดการความรู้ร่วมกับผู้นำค่าย  ไม่เพียงแต่เฉพาะการชวนให้แต่ละคนทบทวน หรือตรวจค้นองค์ความรู้ที่มีในตัวตนของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างง่ายงาม  เพราะคำๆ เดียว หรือประโยคๆ เดียวที่ผมนำมาเป็นโจทย์นั้น  วัฒนธรรมการเรียนรู้ของแต่ละองค์กร  บางทีก็ตอบโจทย์นั้นต่างกันไปด้วยก็มี ...

 

ส่วนประเด็นหลักๆ ที่ยังไม่อาจกล่าวถึงได้ในบันทึกนี้ก็คือ  ๙ ข้อคิด..(วิถีแห่งการคิดของคนค่าย)  อันเป็นแนวคิดที่ผมสกัดออกมาจากประสบการณ์ของตัวเอง  ผสมผสานกับการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ  ได้แก่  รู้ตัวตนโครงการ  ทุกหมู่บ้านมีเรื่องเล่า  เราไม่ใช่นัก “เสก-สร้าง”   ทุกเส้นทางมีปัญหา  คลังปัญญาชุมชน   เราคือคนต้นแบบ อย่าแยกส่วนการเรียนรู้  หันกลับไปดู “บ้านเกิด”  ก่อเกิดองค์ความรู้


แล้วค่อยว่ากันในบันทึกต่อไป นะครับ...

 

....