วันนี้เป็นวันที่สองของการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเกี่ยวกับหลักสูตรและการสอนด้วยอักษรอัลกุรอานครับ คำถามแรกที่ผมสงสัยคือ หลายครั้งแล้วที่มหาวิทยาลัยจัด แต่เรียกว่า ระดับภูมิภาค ทั้งๆ ที่คนเข้าร่วมก็ต่างประเทศทั้งนั้น ทำไมไม่เรียกว่า "นานาชาติ" คำถามนี้ได้คำตอบในวันแรกของการประชุมครับ จากท่านอาจารย์สุกรี หลังปูเต๊ะ ท่านอธิบายว่า เป็นเงื่อนไขของผู้สนับสนุนงบประมาณครับคือ isesco (เทียบได้กับยูเนสโก ในโลกมุสลิมนั้นแหละครับ) ว่า โครงการไหนต้องเป็นระดับไหน ดังนั้นถึุงแม้จะมีคนนำเสนอบทความจากหลายประเทศ ก็เรียกว่า ภูมิภาคครับ เสียดายจังเลย
(ท่านนี้คือ ตัวแทนจาก isesco ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้อำนวยการเลยหรือเปล่า เพราะในวันที่สอง ท่านตอบข้อเรียกร้องบางอย่างค่อนข้างจะเป็นการตอบแทนองค์กรเลย ภาพช่วงพิธีเปิดในวันแรกครับ)
ผมมีคิวในการนำเสนอในวันที่สองครับ แต่ไปร่วมตั้่งแต่วันแรก ซึ่งก็ทำใจ ทำหูไว้แล้วครับว่า งานนี้คงต้องเป็นภาษาอาหรับเป็นหลัก ซึ่งก็จริงๆ ด้วย พยายามแล้วพยายามอีก ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ ทำได้ดีแค่รู้ว่า เขาพูดถึงประเด็นอะไรอยู่
(ท่านนี้ผมลืมแล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวแทนจาก IDB (Islamic development bank) หรือว่าเป็นตัวแทนองค์กรมุสลิมเอเซีย ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมในพิธีเปิด)
ตอนผมรับปากผู้จัดใหญ่ คือ ดร.อัดนัน สือแม ผมเข้าใจว่างานนี้ใช้ภาษาอังกฤษครับ เลยรับปากท่านว่า จะขอร่วมส่งเปเปอร์ด้วย เพราะงานวิจัยผมชิ้นหนึ่งตรงประเด็นกับกรอบการประชุมนี้เลย ท่านบอกว่า ใช่ งานนี้เป็นภาษาอังกฤษ ฮือ สุดท้ายกลายเป็นการสัมมนาระบบสองภาษาครับ อังกฤษและอาหรับ ซึ่งอังกฤษมีเพียงสามบทความคือ ของผม อาจารย์สุกรี หลังปูเต๊ะ และ ผศ.ดร.อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต ซึ่งถ้ารู้ล่วงหน้าว่ารับบทความภาษาอาหรับ ผมคงให้ทีมวิจัยท่านหนึ่งซึ่งสอนด้วยภาษาอาหรับเป็นคนแปลบทความและนำเสนอไปแล้ว
งานนี้มีท่านรองผู้ว่าฯ ปัตตานีมาเป็นประธานเปิดครับ ท่านบอกว่า เจตนามาวันนี้ก็เพื่อแสดงความขอบคุณท่านอธิการบดี ท่านเล่าเหตุการณ์แรกที่ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัย คือ ตั้งแต่สมัยทำแผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ซึ่งตอนนั้นปัตตานีเสนอแผนศูนย์กลางการศึกษาอุดมศึกษาอิสลามนานาชาติ เพราะรู้ว่า มอย.ทำได้ (ท่านไม่น่าเอาเรื่องนี้มาพูดเลย ฮาฮา เพราะสุดท้ายหลังแผนผ่าน งบประมาณสักบาทไม่ได้ลงมาที่ มอย. ไปลงที่อื่นครับท่าน แต่เวลาประเมินก็มาเอายอดนักศึกษาต่างประเทศที่ มอย.ไปนำเสนอ)
ไอ้แผนยุทธศาสตร์นี้ผมจำได้ดีมากๆ ครับ เพราะเป็นคนเตรียมสไลด์ให้ท่านรองอธิการบดีสำหรับไปนำเสนอต่อรองนายกสมคิด จำได้ว่าในเดือนรอมฏอนเลย แล้วก็ทำให้ผมต้องละศิลอดช้ามากๆ ละหมาดมัฆริบเสร็จยังไม่มีอะไรลงท้องเลย งานมันรีบ แต่สุดท้ายบอกว่า ให้งบ มอย.ไม่ได้ เพราะเป็นเอกชน ฮือ ทำกันได้ (ขออภัย ระบายนอกเรื่องไปเยอะ)
(อ.มัสลัน มะหะมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวรายงานต่อประธานครับ)
เปิดพิธีเสร็จ ก็พักเที่ยงเลย ฮือ อันนี้ผมว่าเป็นการออกแบบรายการที่ไม่ค่อยดีเลยครับ งานสัมมนานี้ดูเหมือนจะมีปัญหาในการกำหนดกิจกรรมจริงๆ เปลี่ยนตลอดจนนาทีสุดท้าย ถ้าโดยทั่วไปหลังพิธีเปิดน่าจะมีคีย์โน้ตสักคนก็ยังดี อันนี้ไม่มีเลย ให้รับประทานอาหารเที่ยงตอน 11 โมง การนำเสนอบทความชุดแรกจึงเป็นช่วงบ่ายครับ ซึ่งผมไม่ได้เข้าร่วม เพราะไปนั่งเตรียมงานของผมเองอยู่ เนื่องจากต้องขอแรงอาจารย์ปรัชญาเป็นคนแปลบทความจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และให้ท่านช่วยนำเสนอด้วย อันนี้เหตุผลเพราะความไม่มั่นใจตัวเองในทางภาษาอังกฤษของผมเองครับ (งานนี้โดนแซวด้วย แล้วจะเล่าให้ฟัง)
เกือบๆ เก้าโมงเช้าของวันนี้ ผมยังนั่งแก้ไขวิทยานิพนธ์อยู่ที่บ้านเลยครับ แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา อ.ปรัชญาโทรมาเอง ถามว่า อาจารย์ไม่รู้หรือว่า เราต้องนำเสนอตอนแปดโมงครึ่งวันนี้ ฮา ตอบได้เลยครับว่า ไม่รู้ และที่สำคัญคือ เพิ่งรู้ด้วยว่า เขาย้ายห้องสัมมนามาจัดที่ห้องประชุม อาคารสำนักงานอธิการบดี จึงต้องรีบเข้าไปร่วมงานทันที ไปถึงคนนำเสนอก็ขึ้นเวทีกันเรียบร้อยแล้วครับ

เห็นบรรยายในห้องแล้ว สบายใจครับ แฮะ คิดว่างานผมคงไม่ได้คอมเม้นท์มากแน่ๆ เพราะส่วนใหญ่น่าจะถนัดภาษาอาหรับมากกว่าอังกฤษ ฮิฮิ (กลัวโดนซักครับ)
ท่ีานแรกจากอินโดนีเซียครับ ทำวิจัยเกี่ยวกับการบันทึกภาษาบูกีเซียด้วยอักษาอาหรับ ท่านต่อมาจากบูรไนครับ นำเสนอเกี่ยวกับหน่วยเสียง และการพัฒนาระบบเขียนเหมือนกัน ซึ่งงานวิจัยสองชิ้นนี้ก็แนวเดียวกับงานของผมเลยครับ รู้สึกเลยว่า ถ้าเรามีทักษะทางภาษาอาหรับดีกว่าที่เป็นอยู่นี้หน่อย ข้อมูลที่จะเอาไปใช้ในการวิจัยนี้น่าจะเยี่ยมมากขึ้นแน่นอน
จากนั้นท่าน อ.อับดุลรอมาน วอเดร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา นำเสนอครับเกี่ยวกับภาษามลายูในประเทศไทย ยอมรับว่า ฟังท่านไม่ค่อยจะออกครับ เพราะท่านไม่มีสไลด์ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผมเข้าใจการนำเสนอของสองท่านแรก
ต่อมาคือ งานผมครับ นำเสนอโดย อ.ปรัชญา ซึ่งท่านเอาสไลด์ที่ผมทำให้ไปแก้ไขใหม่ครับ (เอาไปพร้อมๆ กับรายงานวิจัย) ซึ่งการนำเสนอของอาจารย์ปรัชญา ทำให้ผมเห็นประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของผมชัดเจนขึ้นครับ คือ ตอนนี้เวลาผมเขียนรายงานวิจัย ผมได้รับคำชมมากขึ้นครับ ต่างกับบทความวิจัย ซึ่งยังหาคำชมไม่ค่อยจะเจอ แต่พออาจารย์ท่านนำเสนอตามแบบของท่าน ผมก็ปิ๊งแว้ปเลยครับว่า ออ.ใช่ บทความต้องเีขียนอย่างนี้ มันไม่ใช่การย่องานวิจัย (อันนี้รู้มานานแล้ว แต่ทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้) แต่สังเคราะห์ประเด็นน่าสนใจออกมาให้ได้ อ.ปรัชญาคุยกับผมหลังนำเสนอว่า จากที่ได้อ่านรายงานของผมแล้ว บอกได้เลยว่า ผมไม่ได้เอาหัวใจสำคัญจากการวิจัยมาใส่ไว้ในบทความชิ้นนี้ ซึ่งน่าเสียดายมาก
ส่วนท่านคณบดี ก็มาแซวว่า เวทีเปิดโอกาสให้แล้ว ยังไม่ยอมขึ้นอีก คราวหน้าสงสัยเวลาทำโครงการวิจัย คงต้องนำงบค่าผู้นำเสนอบทความในเวทีนานาชาติด้วยมั๊ง ฮือ ท่านแซวเจ็บ ฮิฮิ คราวหน้าขึ้นเองให้ได้ครับ อินชาอัลลอฮ์
(หลังอาหารว่าง ก็เป็นคิวของบทความอีกครั้งครับ รอบนี้เป็นอาจารย์ภายในหมดเลย)
ออ. มันเหมือนความบังเอิญที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในหลายๆ งานครับ คือ อาจารย์สองท่านนี้มักจะขึ้นเวทีพร้อมๆ กันเสมอ คือ อ.สุกรี หลังปูเต๊ะ และ อ.มัสลัน มะหะมะ แล้วก็อีกคู่หนึ่งคือ ผมกับ หัวหน้าสาขาวิชาชีพครู คนดังภาพข้างล่างนี้ครับ
ในกำหนดการ รอบขึ้นเวทีพร้อมกับ หัวหน้าสาขาวิชาครับ แต่สุดท้ายผมให้คนอื่นขึ้นแทน ในขณะที่ท่านหัวหน้าก็ถอนตัวเหมือนกัน ไม่งั้นก็เวทีเดียวกันอีกแล้ว
(นายคนนี้ คือ ผมเองครับ จะเห็นว่า หนวดเครารกรุงรังครับ ไม่ได้โกนมาสามสัปดาห์แล้ว ฮาฮาฮา เป็นช่วงงดทำหล่อ เพราะให้มีสมาธิในการแก้ไขวิทยานิพนธ์)
ออ. อีกหนึ่งบรรยากาศสำหรับการประชุมวิชาการนี้คือ เสร็จการนำเสนอแล้ว ผู้เข้าร่วมจะเหมือนแย่งกันยกมือแสดงความคิดเห็น หรือไม่ก็ซักถามครับ ทำให้เป็นการประชุมที่น่าสนใจมากทีเดียว

มีประเด็นซักถามหนึ่งน่าสนใจครับ เกี่ยวกับระบบเขียน เจ้าของผลงานจากบูรไนตอบพาดพิงมาที่ชื่อมหาวิทยาลัยเจ้าภาพด้วยครับ คือ ในชื่อภาษาอาหรับ มหาวิทยาลัยเราใช้อักษร "ญีม" (ขออภัยพิมพ์อาหรับไม่ได้) ในการเขียนคำว่า ยะลา ในขณะที่พอในภาษาอังกฤษ เราใช้ตัว y (Yala) ซึ่งเขาบอกว่า เราน่าจะใช้คำว่า Jala มันจึงจะตรงกับในการใช้ภาษาอาหรับ อือ น่าคิด งานนี้รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา ซึ่งอยู่บนเวทีด้วยต้องขออนุญาตชี้แจงครับ ในภาษาอาหรับนะเราถูกแล้วที่ใช้อักษรญีม แต่บังเอิญว่าชื่อจังหวัดเนี๊ยะในภาษาอังกฤษมันเป็นข้อกำหนดของรัฐ ซึ่งคิดว่าหน่วยเสียงญีม สำหรับยะลา ไทยใช้ Y ไม่ใช่ J มหาวิทยาลัยก็เลยต้องให้เป็นไปตามนั้น ฟังประเด็นนี้แล้วผมกลับเห็นด้วยว่าใช้ J แล้วบอกว่า เราไม่ไช่หลายถึงจังหวัดยะลา ฮาฮา (ขออภัยหากผมแปลความหมายในการเสนอความคิดเห็นผิด ด้วยข้อจำกัดทางภาษาอาหรับจริงๆ ฮือ)
หนึ่งบทเรียนที่ได้จากการเข้าร่วมในวันนี้คือ คำว่า "บทความวิชาการ" มันคืออะไร เมื่อสักสองถึงสามปีก่อน ดร.ดลวานะ ได้คอมเม้นท์งานชิ้นหนึ่งในการประชุมวิชาการที่ผมรับผิดชอบว่า งานวิชาการต้องนำเสนอข้อมูล ข้อสรุปจากฐานความรู้ทางวิชาการ ไม่ใช่ใช้อารมณ์หรือจิตนาการในการนำเสนอข้อมูล หรือเอามาเป็นข้อสรุป
วันนี้ฟังการนำเสนอบางชิ้น ผมรู้สึกว่า ผมแยกออกแล้วครับว่า อันไหนคืองานวิชาการ อันไหนไม่ใช่ อะไรคือ จินตนาการทางวิชาการ คำว่า บทความวิชาการ ไม่ใช่หมายถึง บทความอะไรก็ได้ที่นักวิชาการเป็นคนเขียน (ผมชอบให้นิยามนี้ในหลายๆ โอกาสครับ ฮิฮิ)
บทความวิชาการบางอย่างเป็นผลจากการหาคำตอบด้วยกระบวนการวิจัยมาแล้ว กับอีกบทความหนึ่งซึ่งเกิดจากการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งอย่างหลังนี้มันต้องนำไปสู่การทำวิจัยได้ด้วย แต่หากบทความที่นำเสนอไม่ใช่อย่างแรก แล้วก็ไม่สามารถทำให้เห็นถึงสิ่งที่ควรนำไปสู่การวิจัยหาคำตอบ หรือประเด็นเพื่อการขบคิด การอภิปรายขยายผม ผมว่ามันก็น่าจะไม่ใช่ บทความวิชาการ (เห็นด้วยหรือไม่ก็ ถกเถียงกันได้ครับ ด้วยความยินดี)
สองวันนี้เข้าไปวุ่นวายในมหาวิทยาลัย เลยถูกตั้งคำถามจากหลายคนที่พบเจอว่า จะกลับมาทำงานแล้วหรือ ได้ข่าวว่า จะมาเป็นนั้นเป็นนี้ ฮือ ข่าวก็คือข่าวครับ ยังไม่มีอะไรแน่นอน ทำปัจจุบันได้ดีที่สุด ก็อัลฮัมดุลิลลาห์ครับ
ตอนห้าโมงครึ่ง คุณพ่อโทรมา คำถามแรกคือ อยู่ที่ไหน? ตอบท่านว่า อยู่ที่ทำงาน ท่านถามว่า ทำงานที่ไหน คำตอบคือ มหาวิทยาลัยครับ ท่านก็สวนกลับว่า อ้าว ก็ที่ทำงานตอนนี้มันที่บ้านไม่ใช่หรือ? ลาศึกษาต่ออยู่ไม่ใช่หรือ? แฮะแฮะ ลืมตัวครับ มานั่งคุยงานกับท่านผอ.สำนักวิทยบริการอยู่ แต่คุยนานไปนิดหนึ่ง เกือบหกโมงเย็น จึงได้กลับบ้าน
ขอบคุณอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ ڬوروفوندق เช่นกันครับ
เพราะที่คุยกัน ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเห็นปัญหาบางอย่างชัดขึ้นเหมือนกัน
คงต้องเป็นงานหนักของเราทุกคนครับ
ตามความเข้าใจของผมที่เรียนรายวิชาการเขียนบทความวิชาการมาอาจารย์เข้าใจถูกแล้ว...ว่า บทความวิชาการมิใช่การเขียนด้วยอารมณ์หรือจินตนาการทางวิชาการ แต่เป็นการทบทวนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนเรื่องนั้นๆและถ้าให้ชัดการนำงานวิจัยมาถ่ายทอดเป็นบทความวิจัยอันนี้จะชัดมากครับกับคำว่าบทความวิชาการ เพราะเนื้อหาััยังไงก็ต้องมาจากการทบทวนวรรณกรรมและฐานขององค์ความรู้ที่ได้สืบค้น ค้นคว้ามาครับ วัลลอฮฺอะลัม
ขอบคุณครับอาจารย์เสียงเล็กๆ فؤاد
ปกติในห้องเรียน เราก็จะได้ยินอาจารย์อธิบายไว้อย่างนี้แหละครับ แต่เวลาเราฟังการนำเสนอหรืออ่านงานบ้างชิ้น เราจะพบข้อสงสัยในข้อวินิจฉัยของผู้เขียนมากมายครับ และนั่นคือคำถามว่า คำถามที่ปรากฏนั้นเป็นจินตนาการหรือองค์ความรู้
ขอบคุณครับ พันตำรวจโทสุพจน์ มัจฉา
ช่วงเทศกาล ได้เห็นคุณตำรวจเข้มแข็ง ชาวบ้านอุ่นใจครับ