เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ โรงเรียนจัดกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ  ฉันสวมกางเกงไปโรงเรียนและนำชุดปกติขาวไปแต่งที่ห้องเรียน  บังเอิญลืมเสื้อกันหนาวไว้ที่เก้าอี้ 

          เมื่อเสร็จกิจกรรมฉันนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าเสื้อมีเงินอยู่ ๑๙๐๐  บาท  จึงให้นักเรียนไปนำเสื้อมาให้  ทันทีล้วงดูในกระเป๋าพบว่ามีเงินเหลืออยู่เพียง ๕๐๐  บาท เด็กคนที่ไปนำเสื้อมานั้นไม่น่าสงสัยและไม่มีประวัติมาก่อน

         ฉันนั่งทบทวนดูอย่างใจเย็น ๆ และแน่ใจว่าไม่ได้ทำเงินหล่นหาย  เพราะได้ล้วงออกมาก่อนที่จะใส่กุญแจรถลงไปในกระเป๋าเสื้ออีกข้างหนึ่ง  ตังค์ยังอยู่ครบจำได้ว่ามีธนบัติใบละ ๑๐๐๐ และใบละ ๕๐๐ บาทนอกนั้นเป็นใบละ ๑๐๐  อีก ๔ ใบ 

         ฉันไม่อยากสงสัยนักเรียนที่ฉันได้สอนและอบรมบ่มเพาะมา  ซึ่งกิจกรรมวันนี้ฉันสังเกตว่ามีนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีประวัติเกเรได้หายไปตั้งแต่ก่อนเริ่มกิจกรรม ๒ คน 

        ครั้งแรกไม่อยากติดตามสืบสาวเอาเรื่อง  แต่ได้เล่าให้เพื่อนครูฟัง  เพื่อนครูมีความเห็นว่า "เรื่องนี้ต้องติดตามให้ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ และมีความสงสัยเด็กชาย ๒ คนนี้เช่นกัน"

        คุณครู ๒ ท่านได้เรียกนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้นคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ และ ๓ มารับฟังเหตุการณ์  "นักเรียนทั้งหมดสงสัยเด็กชาย ๒ คนนี้ด้วย  เพราะเด็กคู่นี้ได้ไปชวนเพื่อนชั้นเดียวกันหนีโรงเรียนไปตลาดที่อำเภอนครไทย"  ซึ่งปกติแล้วเป็นจะเด็กที่ไม่มีตังค์มากินขนม 

       วันเวลาผ่านไปเพราะมีกิจกรรมการเข้าค่ายจิตอาสาฯ คนหนึ่งหายไปตลอดเวลาการเข้าค่าย  เพราะอ้างว่าไปรับจ้างช่วยย่าหาเงินมาเป็นค่าอาหาร  อีกคนหนึ่งมาร่วมกิจกรรมแต่จะลอบแอบมองหน้าฉันตลอดเวลา  ฉันจึงให้ความสงสัยคนที่หายไปมากกว่า เพราะแต่ละคนมีประวัติการขโมยมาแล้วทั้งนั้น 

       เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมานั้น  คุณครู ๒ ท่านได้เรียกเด็กทั้ง ๒ คนมาสอบ  แต่เด็กทั้งสองปฏิเสธและยินยอมที่ให้ตำรวจมานำไปสอบที่โรงพัก  แต่คนที่หายไปกลับร้องไห้บอกว่ากลัวเพื่อถูกตำรวจจับ  เพื่อนก็บอกว่าไม่กลัวเพราะไม่ได้เป็นคนขโมย สมมุติชื่อออ

        เย็นในวันเดียวกันก่อนกลับบ้าน  เด็กชายออเดินขึ้นบันไดมาหาและสวัสดีทักทายฉันพร้อมยิ้มนิด ๆ ได้เข้ามาในห้องเรียนและนั่งลงกับพื้นและก้มกราบฉันพร้อมกับพูดว่า "คุณครูครับผมจะมาบอกว่าผมเป็นคนขโมยเงินของคุณครู ๑๕๐๐ บาทครับ" ฉันไม่แปลกใจ ไม่โกรธ  ไม่เคียดแค้นแต่อย่างใด 

       บังเอิญคุณครู ๒ ท่านนั้นได้เข้ามาในห้องเรียนด้วย  ทำให้ได้รับฟังเรื่องราวที่ฉันและเด็กชายออคุยกัน  เขาบอกฉันว่า "ตอนแรกไม่คิดจะขโมยเงินของครู  แต่เห็นเสื้อกันหนาวของคุณครูน่าใส่จึงนำเสื้อมาลองใส่และล้วงลงไปในกระเป๋าอีกข้างหนึ่งเห็นกุญแจรถและอีกข้างเห็นเงิน และตอนนั้นอยากได้รองเท้ากีฬา   พ่อแม่ของผมไม่มีเงินซื้อให้จึงเอาเงินของครูไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ"พร้อมกับเล่าว่าได้เงินแล้วจึงไปชวนเพื่อนไปตลาดที่อำเภอ  แบ่งเงินให้เพื่อน ๒๐๐ บาท 

        เด็กชายออเล่าต่อว่า.... "เมื่อผมกลับมาจากอำเภอ  ผมได้มาแอบดูที่โรงเรียนเห็นคุณครูคิมยังไม่กลับ  ผมกลัวมากคิดว่าคุณครูคิมจะพาตำรวจมาจับผม"

       คุณครูทั้ง ๒ ท่านได้ถามเด็กชายออว่า "ตอนแรกถามทำไมปฏิเสธและไม่รับสารภาพโดยดี" ได้คำตอบว่า "ผมกลัวถูกคุณครูตี ส่วนคุณครูคิมตีผมไม่เป็นไร"

        สุดท้ายเด็กชายออได้กล่าวกับฉันว่า "ผมขอโทษคุณครูด้วยนะครับ ยกโทษให้ผมด้วย หากคุณครูจะเอาเงินคืนผมก็จะไปหาโดยการรับจ้างนำเงินมาใช้คืนคุณครูครับ

       ฉันได้กอดเด็กชายออเบา ๆ พร้อมกับอบรมสั่งสอนว่า...."ครูยกโทษให้หนูตั้งแต่วันแรก ซึ่งครูรู้ตัวทันทีว่าใครเป็นคนขโมย  ไม่มีครูคนไหนหรอกที่จะแจ้งจับลูกศิษย์ของตนเอง  ครูยินดีให้อภัยและไม่ต้องการเงินคืน  ในสิ่งแลกเปลี่ยนครูก็อยากให้หนูเป็นคนดีเหมือนที่ครูเคยอบรมมาบ่อย ๆ ครูให้โอกาสค่ะ  ขอให้หนูทำดีให้ได้ครูให้กำลังใจ  มันเป็นความผิดของครูเองที่เผลอเรอ ครูเกือบทำให้หนูมีความผิดโดยไม่ตั้งใจ

         ก่อนออกจากห้องเรียนเด็กชายออได้เดินไปเข่านั่งพับเพียบต่อหน้าคุณครู ๒ ท่านนั้นด้วย พร้อมกับก้มกราบและขออภัยที่ไม่สารภาพผิดและทำให้คุณครูหัวเสีย  พร้อมกับคำยืนยันว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก

        หลังจากวันนั้นมาพบว่า"เด็กชายออมาเข้าห้องเรียนและร่าเริงเหมือนเดิม" หลังจากที่ซึมอยู่หลายวัน  และที่เป็นพิเศษก็คือสนใจที่จะพูดคุยกับฉันมากขึ้น  อย่างเช่นวันนี้เด็กชายออได้ชี้ที่ศีรษะของเขาให้ฉันดูว่าตัดผมมาแล้วตามที่ครูบอกพร้อมกับยิ้มระรื่นอย่างน่ารัก  ที่ผ่านมาการตัดผมของเด็กชายออเป็นเรื่องที่ต่อต้านและถึงกับถูกลงโทษก็ยอม

        คนผิดในเรื่องการลักขโมยน่าจะเป็นฉันที่หลงลืมเสื้อไว้แบบเผลอเรอมากกว่า  ฉันเกือบจะทำให้เด็กคนหนึ่งเสียคน  ฉันควรจะ...ขออภัย...กับความผิดพลาดครั้งนี้เช่นกัน 

 

     หากเงินสามารถซื้อให้คนเป็นคนดีได้  ทุกคนก็คงอยากจะซื้อ