หลังจากลงเครื่องบิน เก็บกระเป๋าเข้าห้อง ก็ไปร่วมพิธีมอบรางวัลรัตนโนบลประจำปี2552 ซึ่งจัดในโรงแรมทอแสงที่พักนั่นเอง นอกจากมีคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีแขกผู้มีเกียรติในพื้นที่ประมาณ60ท่านได้มาร่วมในพิธีเชิดชูคนดีดังกล่าวนี้ รัตโนบลเป็นรางวัลที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีคัดเลือกบุคคนที่กระทำความดีให้ แก่สังคมและประเทศชาติ ปีนี้ไ้ด้แก่อาจารย์ รศ.อรุณี วิริยะจิตรา ซึ่งท่านได้เป็นคณะบดีคนแรกของคณะศิลปศาตร์ อาจารย์นับเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและการส่งเสริมการสอน ภาษาอังกฤษในประเทศไทย ได้อุทิศตนให้กับการสอนนักศึกษาทั้งในระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิตคณะมนุษย์ศาสตร์ มีผลงานทางด้านวิชาการมากมาย เขียนคู่มืออบรมครูรายภาษาอังกฤษ ซึ่งตำรา บทความเหล่านี้มีผู้นำไปประกอบการสอนและอ้างอิงอย่างกว้างขวาง ยังมีผลงานวิจัยจำนวนมาก ได้รับการเผยแพร่และนำไปปฎิบัติระดับนโยบาย

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ยังได้มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม แด่ คุณสุธาสินี น้อยอินทร์ หรือ “ครูติ๋ว” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชนที่รู้จักกันในนาม “บ้านโฮกฮัก” ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เมื่อ พ.ศ. 2542 โดยมองว่า “เด็ก คือความสดใสน่ารัก บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา “ปัญหา” ที่เกิดแก่เด็กแต่ละคน ไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเหนิดหรือฐานะว่าจะเป็นเด็กชนบทหรือในเมือง แต่ขึ้นอยู่กับคนและผู้ดูแล ที่จะให้ความรักและเสริมความมั่นใจ งานบ้านโฮมฮัก เปิดเป็นบ้านพักรอบรองเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤติชีวิต ได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันในครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีการดูแลซึ่งกันและกัน โดยใช้”ความรัก” ความเข้าใจ การให้อภัย และการให้โอกาส เท่าเทียมกัน เป็นการปฎิบัติในการอยู่ร่วมกันของเด็กที่ได้รับเชื้อHIv ครูติ๋วได้กล่าวคำที่สำคัญและสะเทือนใจนัก..คนเราเกิดมาที่จะเลือกทำอะไร และไม่ทำอะไรก็ได้ ถ้าหัวใจเรามีประสิทธิภาพพอที่จะรองรับสิ่งที่เป็นความปรารถนาแห่งตน สตรีหัวใจเสริมใยเหล็กท่านนี้น่าชื่นชมยิ่งนัก

ปีนี้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอมอบปริญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนบูรณาการศาสตร์ ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ต่างๆโดยการประยุกต์ใช้และบูรณาการสรรพวิทยาการ ตลอดจนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการแก้ไขปัญาและพัฒนาประเทศเป็นที่ประจักษ์ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ท่านยังได้กล่าวว่า ..”สิ่งหนึ่งที่ผมยังทำไม่สำเร็จก็คือ การช่วยเหลือคนยากจน แม้ว่าตลอดรัฐบาล5สมัยที่ผ่านมาจะมุ่งมั่นด้านนี้แล้วก็ตาม จึงขอฝากฝังให้พวกเราทำกันต่อไป” แต่เนื่องจากท่านติดภาระกิจในช่วงนี้ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะได้นำไปมอบให้ท่านที่บ้านสีเสาในวันที่ 29 ศกนี้

เช้าวันที่21 ธันวาคม คงจะเป็นวันสำคัญที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของบัณฑิตและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย แห่งนี้ บรรดานิสิตตื่นแต่เช้ามาซ้อมเข้าขบวนเพื่อความเรียบร้อย หลังจากนั้นบัณทิตใหม่ทุกคณะเดินเรียงแถวเข้าห้องประชุม โดยมีรุ่นน้องมายืนเรียงแถว2ข้างร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยแสดงความชื่นชมให้ กับพวกพี่ๆ นับเป็นประเพณีอันดีงามที่อบอวลไปด้วยความรักสามัคคีฉันท์พี่น้อง

กลุ่มคณาจารย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ได้รับการซักซ้อมขั้นตอนการถ่ายรูปร่วมกับสมเด็จพระเทพฯ  ก่อนที่เข้าไปร่วมพิธีพระราชทานปริญญาในหอประชุมขนาดใหญ่ ที่มีบัณ?ิตใหม่เข้าไปนั่งประจำที่อย่างเป็นสัดส่วน คณบดีแต่ละคณะเป็นผู้ประกาศชื่อลูกศิษย์ของตนเองดังก้อง นิสิตเดินเข้ารับพระราชทานต่อเนื่องกันอย่างเป็นระเบียบจนถึงคนสุดท้าย หลังจากนั้นตัวแทนนิสิตได้กล่าวนำคำปฏิญาณ..

ผมคิดว่าในปีหนึ่งๆ มีลูกหลานไทยเได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯปีละหลายแสนคน ถ้านับรวมกันแต่ต้นมาก็ไม่ทราบว่ามีบัณฑิตไทยได้รับพระราชทานปริญญาไปแล้วกี่ล้านคน ถ้าทุกคนสำนึกถึงบทบาทของผู้ที่รักชาติ รักมาตุภูมิ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด บ้านเมืองเราคงจะปกติสุขมากกว่านี้

ผมยังต้องอยู่โยงต่อในช่วงบ่าย ไม่ได้เดินทางกลับพร้อมกับคณะในไฟล์เย็น หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและส่งเสด็จแล้ว คุณหมอป่วน คณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ชวนผมและอาจารย์ปรัสวดีกรรมการสภาฯไปเยี่ยมชมสถานที่และอาคารคณะแพทย์ ที่อยู่ในช่วงกำลังจัดวางอุปกรณ์ตามห้องต่างๆ เป็นอาคารหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นมารองรับคณะแพทย์ ในช่วงแรกๆนี้ได้ชวนคณะพยาบาลศาสตร์ให้มาร่วมด้วยช่วยกันผลิตบัณฑิตทั้ง 2สาขาในสถานที่อันโอ่โถงใหม่เอี่ยมแห่งนี้

หลังจากนั้น“พี่ใหญ่” (ท่านธำรงค์ แสงสุริยจันทร์) แห่งราชธานีอโศก เดินทางมารับผมที่คณะแพทย์เพื่อเดินทางไปยังราชธานีอโศก ผมชวนคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์และอาจารย์ปรัสวดีไปด้วย เราเดินทางไปถึงในขณะที่ชาวอโศกอยู่ในช่วงเตรียมจัดงานบุญปีใหม่ระหว่างวันที่30-1มกราคม พี่ใหญ่เล่าให้ฟังว่าปีนี้จะจัดงาน2ส่วนคือ การจำหน่ายสินค้าราคาถูก ทุกอย่าง1บาทเท่านั้น จะมีเครือข่ายทั่วประเทศนำสินค้าดีเด่นของแต่ละสำนักมาร่วมกันจำหน่ายใน พื้นที่จัดงานประมาณ50ไร่ อีกกิจกรรมหนึ่งได้แก่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างปี สมาชิกจากทั่วประเทศท่านใดค้นคิดความรู้ใหม่ๆก็นำมาสาธิตหรือเล่าสู่กัน คาดว่างานคงจะขาดรายได้ส่วนที่ลดทุกอย่างบาทเดียวนี้ประมาณ5ล้านบาท และชาวอโศกยังมีธรรมเนียมบริจาคข้าวเปลือกอินทรีย์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯอีกปีละ100 ตัน

ราชธานีอโศกมีชุมชนอาศัยอยู่ประมาณร้อยกว่าครัวเรือน สมาชิก400กว่าชีวิต จัดเป็นหมู่บ้านยากจนอันดับ5ของจังหวัด เพราะมาสำรวจแล้วประชากรที่นี่ไม่มีรายได้ส่วนตน มีแต่รายรับของส่วนกลาง ทุกคนอยู่กับจุดมุ่งหมายที่จะขัดเกลากิเลศเพื่อให้บรรเทาเบาบางให้ได้มากที่สุด มีการปกครองเช่นเดียวกับท้องที่อื่น มีผู้ใหญ่บ้าน มี อบต. มีโรงเรียนสอนลูกหลานตนเองชั้นประถมถึงมัธยม ปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสามารถผลิตได้เอง เครื่องมือของใช้ ปุ๋ย อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เนื่องจากอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมทุกปี ชาวราชธานีจึงบรรทุกเรือโยงที่ใช้ขนข้าวเปลือกและสินค้าขึ้น-ล่องในแม่น้ำ เจ้าพระยาในอดีต มาไว้เป็นที่อยู่อาศัยในยามน้ำหลากจำนวนมาก ทุกจุดถูกจัดสรรตามความจำเป็นที่ดูแปลกใหม่ เหมือนการได้มาเยือนชนเผ่าที่มีวิถีชีวิตที่เคร่งกับการทำนุบำรุงจิตใจให้ ผ่องใสในมิติของผู้ให้มากกว่าผู้รับ  ในช่วงเวลา3ชั่วโมงที่เราได้รับรู้และเีรียนรู้อย่างรวบรัดยังอึ้งกิมกี่ ประมาณนี้ ถ้ามีเวลาญาติธรรมชักชวนให้เรามาเยือนมานอนสนทนากันอีก และถ้ามาในช่วงปีใหม่ก็จะเห็นวิถีอโศกที่คึกคักด้วยรถยนต์ของผู้ที่ร่วมงาน นับพันคัน ผู้คนมาแลกความรู้-ซื้อสินค้าประมาณ 3-40,000คน/วัน คนที่คิดจะตั้งหมู่บ้านเฮน่าจะมาศึกษาอย่างยิ่ง

ผมเพิ่งจะมาเยี่ยมที่ราชธานีอโศกแห่งนี้เป็นครั้งแรก

พี่ใหญ่ได้กรุณานำชมด้วยตัวท่านเอง

เราได้ชมอาคารหลังประธานที่ใหญ่โตร่มเย็นจากลมที่พัดมาจากป่าบุ่งทามแม่น้ำมูล

ชมห้องสมุด ห้องบรรยาย ห้องสื่อส่งวิทยุกระจายเสียงและรายการทีวีที่นำรายการชาวอโศกขึ้นสู่ดาวเทียมจากที่นี่

ได้ชมแปลงผักอินทรีย์ที่กำลังอวบงามจากดินตะกอนที่แม่น้ำพัดมาแต่ละปี

ทุ่งทานตะวันที่กำลังผลิดอกสีเหลืองขนาดใหญ่บริเวณองค์พระประธานที่สวยสง่าสงบ

ชมร้านค้าในเรือล้อมรอบด้วยปลาธรรมชาติตัวโตมาดำผุดดำว่ายอย่างคุ้นเคยมนุษย์

สนทนาธรรมกับสมณะ ได้Key word น่าฉุกคิด

พวกเรากล่าวคำรักษาศีลข้อห้ามฆ่าสัตว์ ในขณะที่เรายังบริโภคเนื้อสัตว์

สิ่งที่คิดที่กล่าวยังจะเป็นจริงได้อย่างไรฤๅ

ออกจากราชธานีอโศกซึ่งอยู่ห่างจากตัว จังหวัดอุบลราชธานีประมาณ15กม. ผมมีรายการที่ต้องแวะไปชมอาคารไม้ตะเคียนหินหลังใหญ่ที่สุดในโลก ที่กรมศิลปากรให้งบประมาณ13ล้านบาทเศษ และซ่อมแซมร่องรอยประวัติศาสตร์ให้ฟื้นมาอยู่ในสภาพที่สวยงามมาก อาคารหลังนี้มีห้องต่างๆจำนวน30กว่าห้อง หลังจากซ่อมแซมเรียบร้อยภายในอีก1เดือนข้างหน้า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะได้เข้ามารับผิดชอบ จัดให้เป็นแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามของเมืองนักปราชญ์แห่งนี้ ให้เป็นศูนย์วิทยาทานและแหล่งท่องเที่ยวอันสำคัญในเขตอีสานใต้ ต่อไป

ออกจากชมอาคารว่าที่พิพิทธภัณฑ์ก็พาอาจารย์ทั้งสองท่านแวะซื้อของฝาก

รถตู้มหาวิทยาลัยไปส่งท่านขึ้นเครื่องบินกลับ กทม.

ผมกลับมายังที่พัก เอาของเก็บ

มีอาจารย์และนักศึกษาไทย-ลาว จัดเลี้ยงฉลองปริญญาอยากจะให้ไปร่วมด้วย

อาจารย์”หลง” นักศึกษาปริญญาเอก หัวเรือใหญ่

บอกว่าอยากจะสร้างประเพณีบัณฑิตไทย-ลาว ให้ฮักแพงกันไว้

โดยยึดเอาวันรับพระราชทานปริญญาแต่ละปีเป็นวันที่บัณฑิตใหม่-เก่า จะมาพบกัน

ผมไปถึงร้่นอาหารที่อบอวลไปด้วยความชื่นมื่น

เห็นบัณฑิตลาวมีความสุขความหวังอย่างเอกอุ

ได้ฟังเพลงลาว “เจ้าดอกจำปา” ที่ร้องหมู่โดยบัณฑิตลาวขนานแท้

ได้“ตำจอก” กับนักศึกษาลาวหลายรอบ

ได้กล่าวอะไรเล็กๆน้อยๆ

ได้ลองกล้องใหม่

กว่าจะกลับมาถึงเตียงก็อ่อนระโหยกับการวิ่งรอกทั้งวัน

ขอนอนเอาแฮงก่อนนะครับ

ถ้าลุกขึ้นมาได้ก็จะทำหน้าที่มนุษย์ต่อไป

แคว๊กๆๆ