ท่องเมืองหนาว เมืองเลย ภูสวนทราย นาแห้ว

บันทึกการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางขึ้นสุดแดนอีสาน ภูสวนทราย อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย

กว่าจะได้เล่าเรื่องราวการเดินทางภูสวนทรายก็เกือบจะข้ามปีไปแล้ว ด้วยภาระและความเหนื่อยล้าจากการเรียนและการทำงาน เกือบไม่มีเวลาที่จะได้เขียนแต่ก็เป็นที่น่าเสียดายหากไม่ได้เขียนเล่าให้เพื่อนๆได้ฟัง เพื่อเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ให้กันและกัน

เราออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 เวลาประมาณ โมงกว่าๆ เพื่อนร่วมเดินทางทั้งหมด 18 คน รวมพ่อคนขับรถอีกคนเป็น 19 คน มุ่งหน้าสู่ อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย เราเดินทางไปเรื่อยๆผ่าน ภูผาม่วน ผานกเค้า ภูกระดึง เมืองเลย ภูหลวง ภูเรือ ด่านซ้าย นาแห้ว ปลายทางสิ้นสุดที่ ภูสวนทราย

                                      ขึ้นสู่ภูหัวห้อม

ระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร นับเป็นการเดินทางที่ไกลและเหน็ดเหนื่อยมากเพราะเราไปกันเยอะและเดินทางด้วยรถ 2 แถว นับว่าหนักเอาการข้าวของอีกมากมายจนต้องเปลี่ยนกันนั่งเปลี่ยนกันยืนเอา แต่ก็สนุกและตื่นเต้นตลาดเส้นทาง เพราะเส้นทางนั้นมีโค้งมากมายและแต่ละโค้งก็ต้องบอกว่า โหดสุดๆ ยิ่งเส้นทางจาก ด่านซ้ายไปนาแห้ว ไม่ต้องมองหาทางตรงเลย มีแต่ทางโค้ง วกวนไปตามเหลี่ยมเขา โดยเฉพาะโค้งตรงก่อนถีง บ้านนามาลา โหดสุดๆ ถนนพลิกกลับด้านเลยก็ว่าได้ ชาวบ้านเรียกโค้งตรงบริเวณนั้นว่า "เก้าฮ่อม" ความของเก้าฮ่อม คือโค้งที่ติดต่อกันทั้งหมดเก้าโค้งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ก็น่าจะหมายความว่าอย่างนี้แหละ

เรามาถึงอำเภอนาแห้ว แล้วก็ต่อไปที่ภูสวนทราย เวลาในตอนนั้นก็นับว่า ปาเข้าไป 4 โมงเย็นกว่าๆแล้วเราพอมีเวลากันเตรียมข้าวของกางเต้นท์นอนได้ทันก่อนทีจะสิ้นแสง เราแวะกันที่บ้านแสงภาก่อน เพื่อที่จะได้จัดเตรียมซื้อของกินกันขึ้นไปบนภู

คืนแรกเรานอนกันที่ ภูหัวห้อมก่อน เพราะเป็นภูที่รถสามารถขึ้นไปจอดบนภูได้ เมื่อถึงภูหัวห้อมก็จัดเตรียมข้างของกางเต้นท์หาที่หลับที่นอน เตรียมอาหาร บ้างก็เดินดูความงามของบรรยากาศเมืองหนาว ที่สุดในประเทศ แต่ตอนเราไปยังหนาวไม่มาก เพราะเป็นช่วงต้นฤดูหนาวอยู่ยังไม่หนาวมาก

เราก็ทำกิจกรรมกันในตอนกลางคืน กีต้าร์ เล่นเพลงรอบกองไฟ อาบลมหนาวบางคนก็ถอดเสื้อเพื่อรับลมหนาวที่พัดมาอย่างเต็มๆ ทุกคนมีความสุขมาก นอนนับดาวกัน อยากบอกว่า ดาวที่ภูหัวห้อม สวยมาก ฟ้าเปิดมองเห็นดาวเต็มฟ้า มองเห็นรอบทิศทางเพราะไม่มีต้นไม้มาบดบังแต่อย่างไร ผมนอนดูดาวและร้องเพลงกัน จนดึกดื่น เอาแบบให้รางวัลตัวเอง เราไม่ได้มาอย่างสบายใจแบบนี้มานานมากแล้ว ทุกคนที่ไปด้วยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เราจะทิ้งภาระและเรื่องราวทั้งหมดที่ปวดหัวไป ไม่นำมาคิดมากแต่อย่างใด

ผมมีความสุขมากในการนั่งดูดาวและพูดเล่น ร้องเพลงกับเพื่อนๆ น้องๆ และก็เข้านอนกันเอาตอนเกือบๆ ตี 2 ผมนอนหลับปานตายไม่เคยนอนหลับสบายอย่างนี้มานานแล้ว อากาศกำลังเย็นสบายดีไม่หนาวมาก

ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อก่อกองไฟ ทำอาหารกัน มีผมตื่นก่อนใครๆ ตี 4 คือเวลาที่ผมตื่น แทบไม่น่าเชื่อ ทันทีที่หัวโพล่เลยเต้นท์ออกมา ผมตะลึงใจเกือบหยุดหายใจชั่วขณะหนึ่ง "ดวงดวงหมดทั้งฟ้า ได้อยู่ต่อหน้าผม ดาวสวยมากๆ" ดาวทั้งหมดเหมือนว่ามากองกันอยู่ต่อหน้าผม ไม่มีเมฆหมอกหรือดวงจันทร์ใดๆ มาบดบังแสงสว่างจากดวงดาวได้

ตั้งแต่ไปเที่ยวมา ดาวบนภูหัวห้อมสวยที่สุดสวยกว่าที่ไหนๆที่เคยเห็นมา อากาศตอนตี 4 เย็นสบายดียิ่งนัก ผมปลุกน้องขึ้นมาดูดาวด้วยกัน แต่น้องไม่ลุกขึ้นมาดู ผมว่าเขาพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ ไม่น่ามานอนให้มากเลย ตอนที่เราไปเที่ยวเราไม่น่านอนมากก็ได้เราต้องอยู่กับการเที่ยวและดูดด่ำบรรยากาศให้มากที่สุด ผมไม่เคยนอนมากเวลาไปเที่ยวที่ไหนๆ ก็ตามมักจะดูและเก็บบรรยากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้มาบ่อยๆ

ผมจุดไฟติดแล้วก็ออกเดินไปทางจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อนหลายคนเริ่มตื่นกันแล้ว และดาวบนฟ้าก็หายไปหมดแล้วเหมือนกัน พระอาทิตย์ยังไม่โพล่ออกมาเลย เห็นเพียงแสงสีแดงๆอยู่ที่ขอบฟ้า ผมเฝ้ามองและรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ หมอกเริ่มเผยตัวบางๆแล้ว ลมหนาวพัดมาจากยอกเขาหนาวยิ่งนัก ผมรู้สึกว่าชีวิตมีความสุขมากมายอะไรอย่างนี้ สบายกายและสบายใจนัก แต่หนาวไปหน่อยนิดหนึ่ง

พระอาทิตย์ขึ้นแล้วแสวสีแดง พร้อมกับดวงอาทิตย์โพล่พ้นขอบฟ้ามาแล้ว งามยิ่งนักงามมากจนต้องยืนอยู่นานดื่มด่ำกับความงามของพระอาทิตย์ตอนเช้าจนลืมสิ่งรอบข้างไป หมอกขาวเคล้าเคลียคลอคล้ายหยอกเย้าขุนเขาเล่น บางครั้งก็คล้ายสายน้ำที่ไหลไปตามซอกเหลี่ยมของภูเขา งามนักหนา ผมหยุดอยู่นานเท่าใดก็ ไม่สามารถรู้ได้เพราะทุกวินาทีผมจดจ่ออยู่กับการดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับสายหมอกขาว

มารู้สึกอีกทีเพื่อนก็มาแวดล้อมพร้อมกับถ่ายภาพเก็บไว้ แต่สำหรับผมมันอยู่ในความทรงจำและไม่มีวันที่มันจะจางหายไปได้

รู้สึกหนาวขึ้นมาคล้ายกับว่าตัวเองอยู่ในเช้าของวันนั้นอีกครั้งหนึ่ง และก็เหมือนว่าหมอกขาวๆล่องลอยอยู่ต่อหน้าต่อตาแม้ยามหลับตาก็ยังเห็นอยู่ไม่เลือนหาย

 

ผมต้องขอหยุดการเขียนไว้เพียงแค่นี้เพราะรู้สึกว่ายังมีให้เล่าให้เขียนอีกมากมาย กลัวมันจะยามเกินไปสำหรับการเขียนในครั้งเดียว มีเวลาว่างเมื่อไรผมจะมาเล่าต่อให้ฟังจนจบเรื่องการเดินทาง เพราะเรายังไม่ได้ไปถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายเลย ยังมี เนิน 1408 ที่เราต้องเดินทางขึ้นในตอนสายๆของเช้าวันนี้ และเราก็ยังไม่ได้เดินทางไปเลย