เว็บไซต์ 'VOAnews ภาคภาษาไทย' สำนักข่าวคุณภาพจากสหรัฐฯ ตีพิมพ์เรื่องประวัติของหลอดไฟประหยัดพลังงาน LED

เรื่องของเรื่อง คือ ศาสตราจารย์ชาวแคนาดากับภรรยาไปไต่เขา และได้เข้าไปชมห้องเรียนที่แสนจะมืดมิดในเขตยากจนของเนปาล

...

ปรากฏการณ์ที่ เกิดในใจของท่านอธิบายได้... ด้วยองค์ธรรมของ "กรุณา" คือ ทำหัวใจของผู้มีกรุณาให้หวั่นไหว ด้วยความปรารถนาที่จะบรรเทาทุกข์ของผู้อื่น หรือสัตว์อื่นให้เบาบางลงไป

ผลงานของท่าน คือ ได้นำหลอด LED ไปทดลองให้แสงสว่างในห้องเรียนคนยาก และใช้ได้ดีมานานนับสิบๆ ปีจนถึงทุกวันนี้...  มีการจัดตั้งมูลนิธิ 'Light Up The World' เพื่อจัดหาความช่วยเหลือด้านแสงสว่างให้คนยาก [ LUTW ]

...

ในอีกด้าน หนึ่ง, หลอด LED ได้ให้ความหวังใหม่กับคนทั้งโลกที่จะ "สว่างได้อย่างประหยัด (พลังงาน)"  มากกว่าหลอดไส้มากมาย... แม้แต่หลอดฟลูออเรสเซนต์ (นีออน) ผอมก็ยังยอมเรียกหลอด 'LED' ว่าพี่

ปี 2551 ผู้เขียนมีโอกาสตามไปส่งพระภิกษุท่านหนึ่งเรียนต่อที่วัดพะเอ้าตอย่า เมาะละแหม่ง (มอลัมยาย) เขตมอญ พม่า, ไฟฟ้าที่นั่นดับทั้งวัน... คนยากที่นันก็ใช้แบตเตอรีไปชาร์จไฟแล้วต่อหลอด LED ใช้เป็นหลอดไฟคนยากเช่นกัน

...

ขอนำบท ความจาก 'VOAnews ภาคภาษาไทย' มาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้... ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ 'VOAnews ภาคภาษาไทย' กันครับ

เว็บไซต์นี้มีทั้งบทความดีๆ, ข่าวสารทัีนสมัย, และมีข่าว MP3 ให้ดาวน์โหลดไว้ฟังได้ด้วย > [ VOAnews ภาคภาษาไทย ]

... 

หลอด LED ที่ผลิตแสงได้เหมือนกับหลอดไฟฟ้าทั่วไป แต่ทนทานนานกว่า

17/12/2009
 

สิ่งหนึ่งที่ไฟจราจร อุปกรณ์รีโมทคอนโทรล และจอภาพโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือมีเหมือนๆ กัน คือ

หลอดไดโอดเปล่งแสงหรือหลอดแอลอีดี ซึ่งเป็นหลอดแก้วเล็กๆ ที่ผลิตแสงได้พอๆ กับหลอดไฟฟ้าทั่วไป แต่ใช้กำลังไฟน้อยกว่าถึง 1 ใน 10 และยังทนทานถาวรกว่าหลอดไฟธรรมดาด้วย

...

ย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ชาวแคนาดา David Irvine-Halliday และภรรยามีโอกาสเดินทางไปยังเนปาล และไต่เขาหิมาลัย เข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง

ซึ่งที่นั่นเขาได้พบเห็นเด็กนักเรียนนั่งเรียนอยู่ในห้อง ที่แทบจะไม่มีแสงสว่าง เขานึกสงสัยว่าเด็กๆเรียนกันได้อย่างไร

...

ศาสตราจารย์ Halliday เข้า ใจในเวลาต่อมาว่า ไม่ใช่แค่ที่หมู่บ้านดังกล่าวเท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกราว 1 พัน 6 ร้อยล้านคนก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือ ไม่มีไฟฟ้า

จะมีก็เพียงตะเกียงน้ำมันก๊าดซึ่งราคาโดยเปรียบเทียบค่อนข้าง แพง และยังให้แสงเพียงน้อยนิด อีกทั้งยังมีมลพิษที่เกิดจากควันไปซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

...

ศาสตราจารย์ Halliday จึงตัดสินใจช่วยเหลือคนยากจนเหล่านั้นด้วยการพัฒนาหลอดไดโอดเปล่งแสง ที่มีความทนทานสูง

เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งทำงานใต้มหาสมุทร เป็นหลอดไฟที่ใช้ได้นานหลายสิบปีและทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

...

ศาสตราจารย์ Halliday นำหลอดไดโอดเปล่งแสง 1 หลอดมาประกอบเข้ากับแบตเตอรี่ 1 ก้อนและอุปกรณ์ปั่นไฟ ระบบจักรยาน คือ ต้องใช้ขาปั่น

จากนั้นเขาเดินทางกลับไปยังเนปาล เพื่อทดลองสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ หลังจากพบว่า ใช้การได้ดีก็ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ จากพลังงานแบบใช้ขาปั่นมาเป็นพลังงานน้ำ และพลังงานจากแผงรับแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก

...

ในที่สุด กลายเป็นระบบผลิตกระแสไฟฟ้าที่ราคาถูก ไม่ก่อมลพิษ อีกทั้งยังติดตั้งและดูแลรักษาง่ายอีกด้วย

ศาสตราจารย์ชาวแคนาดาผู้นี้บอกว่า ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าที่เขาพัฒนาขึ้นนี้ ลงทุนเพียงครั้งแรกครั้งเดียวไม่ถึง 100 ดอลล่าร์ แต่ใช้ได้นานหลายสิบปี ซึ่งพอๆ กับค่าใช้จ่าย 1 ปีของตะเกียงน้ำมันก๊าด

...

ปัจจุบัน ศาสตราจารย์ Halliday ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Light Up the World หรือ สร้างแสงสว่างให้กับโลก ซึ่งได้ผลิตเพื่อจำหน่าย และแจกจ่ายระบบผลิตกระแสไฟฟ้าราคาถูกนี้ให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ใน 51 ประเทศทั่วโลก

โดยท่านศาสตราจารย์วาดหวังว่า โครงการนี้ จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคนยากจน ในหมู่บ้านที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงได้

...

อีกทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางการศีกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่สะอาดให้แก่ผู้คนเหล่านั้น

เรียกว่า นอกจากจะสร้างแสงสว่างให้กับโลกแล้ว ยังสร้างแสงส่วางให้กับชีวิตของคนยากจนทั่วโลกด้วย.

...

เรื่องนี้ให้ข้อคิดกับเราว่า คนเรามักจะทำอะไรดีๆ ได้มากกว่าที่คิดไว้เสมอ โดยเฉพาะท่านที่มีแรง มีกำลังปัญญา...

เมื่อจิตน้อมไปสู่กระแสแห่งความดีแล้ว จะเกิดการต่อยอด กระจายผลของการทำดีต่อๆ ไปได้อย่างกว้างขวางทีเดียว ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนาของท่านศาสตราจารย์และคณะมา ณ ที่นี้ สาธุ สาธุ สาธุ

...

ขอขอบพระุคุณ > [ VOAnews ภาคภาษาไทย ] & มูลนิธิ [ Light Up the World / LUTW ]