ก่อนอื่นต้องเอื้อนเอ่ยคำว่า..ธรรมะสวัสดีแด่เพื่อนพ้องน้องพี่ชาว  GTK ทุกท่าน

ธรรมฐิตห่างหายไปจาริกดินแดนพุทธภูมิมาเกือบเดือน

วันนี้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมเยียน

กลับมาคราวนี้ได้ข่าวญาติธรรมกัลยาณมิตร

ได้ละรูปนามจากโลกนี้ไปหลายรูปนาม

และหนึ่งในนั้นคือกัลยาณมิตรผู้แสนดีของชาว  GTK 

คือพี่นก  Giant bird

http://gotoknow.org/profile/maemoolek

ขอแผ่บุญกุศลที่เกิดจากบันทึกนี้ให้แก่ โยมพี่นก Giant bird ขอรับ

ดังนั้นรูปนามของเราท่าน อันยาววาหนาคืบกว้างศอกนี้

 ก็เอาแน่ไม่ได้ว่าจะสิ้นสุด  ณ  เวลาใด

บันทึกนี้จึงขอนำเราท่านทั้งหลาย

มาระลึกถึงความตายตามนัยแห่งคัมภีร์บาลีวิสุทธิมรรค

ประการแรก(มีหลายประการมีโอกาสจะนำเสนอขอรับ)

        วธกปจฺจุปฏฺฐานโต        

คือพึงระลึกถึงความตายโดยปรากฏดุจเพชฌฆาต

        พึงระลึกว่า เปรียบประดุจดั่งว่าเพชฌฆาตคิดว่าจักตัดศีรษะคนผู้นี้ 

ถือดาบจ่อที่คอ  ยืนประชิดตัวอยู่  ฉันใด 

แม้ความตายก็ปรากฏฉันนั้นเหมือนกัน

 เพราะอะไรเล่าจึงเปรียบดังนั้น

 เพราะมันมาพร้อมกับความเกิด  และเพราะเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิตไป

อุปมาเหมือนดอกเห็ดตูม  ย่อมดันเอาฝุ่นติดขึ้นมาด้วยฉันใด 

สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น  ย่อมพาเอาความแก่และความตายเกิดมาด้วย

จริงอย่างที่ว่านั่นแหละ ปฏิสนธิจิตของสัตว์เหล่านั้น

ก็ถึงซึ่งความแก่ถัดแต่เกิดขึ้นมาทีแรกนั้นเอง  แล้วก็แตก ดับ  ไปพร้อมกับขันธ์อันเป็นตัวประกอบ  ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกไปฉะนั้น 

ความที่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว  ต้องตายเป็นเที่ยงแท้ 

เพราะเหตุนั้น  อันว่าสัตว์นั่น  จำเดิมแก่กาลที่เกิดแล้วก็บ่ายหน้าสู่ความตาย

ไปไม่ได้หวนกลับเลยแม้สักน้อยเดียว  เปรียบดั่งดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นแล้ว 

ย่อมโคจรบ่ายหน้าสู่ความตกไปท่าเดียว  

มิได้กลับแต่ที่  โคจรไปแล้วแม้สักหน่อยหนึ่ง 

หรือมิฉะนั้น  เหมือนลำธารที่ไหลลงจากภูเขา  มีกระแสเชี่ยว

พัดพาเอาสิ่งที่มันจะพาไปได้ย่อมไหลรุดไปท่าเดียว  มิได้ ไหล กลับ

แม้สักนิดฉะนั้น  เพราะฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวไว้ว่า

...สัตว์อยู่ในครรภ์แม้คืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ก็ย่อมบ่ายหน้าสู่ความตาย

เหมือนเมฆฝนที่ตั้งขึ้นแล้วก็ย่อมเคลื่อนเรื่อยไป  ไม่หวนกลับมาดังนี้

เมื่อสัตว์นั้น บ่ายหน้า ไปอยู่อย่างนั้น   ความตายย่อม

ใกล้เข้ามาทุกที  ดุจความเหือดแห้งไปแห่งน้ำในลำน้ำน้อยทั้งหลาย

ที่ถูกแดดในฤดูร้อนแผดเผา  ดุจความหล่นแห่งผลไม้ทั้งหลายที่มีขั้วอัน

รสแห่งอาโปธาตุซาบซึมแล้วในตอนเช้า 

ดุจความแตกแห่งภาชนะดินทั้งหลายที่ถูกทุบด้วยฆ้อน 

และดุจความเหือดหายไปแห่งหยาดน้ำค้างทั้งหลาย

ที่ต้องแสงพระอาทิตย์แผดเผาเอาฉะนั้น   

เหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ว่า

        วันและคืนล่วงไป  ชีวิตใกล้ดับเข้าไป  อายุของ

        สัตว์ทั้งหลายค่อยสิ้นไป  ดังนี้แห่งลำน้ำน้อย

        ค่อยแห้งไปฉะนั้น

                ภัยแต่ความตายย่อมมีเป็นเที่ยงแท้แก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว  ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้วย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้าฉะนั้น

                เหมือนอย่างภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้นแล้ว 

ทั้งเล็กทั้งใหญ่  ทั้งสุกทั้งดิบ  ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด 

ฉันใด  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น

                น้ำค้างที่ยอดหญ้า  เพราะดวงอาทิตย์ขึ้นมา  ก็

        เหือดไปฉันใดอายุของมนุษย์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น  ดังนี้

        ความมาพร้อมกับความเกิดดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบอยู่ฉะนี้ 

อนึ่งความตายนั้นย่อมคร่าเอาชีวิตไปท่าเดียว   ครั้นคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อย

ให้กลับไป  ดุจเพชฌฆาตนั้นจ่อดาบที่คอจะฟันลงเป็นแน่ ฉะนั้น

เพราะเหตุนั้น  ความตายจึงชื่อว่าปรากฏดุจเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบ  เพราะมา

พร้อมกับความเด และเพราะคร่าเอาชีวิตไปด้วย ดังนี้แล

พึงระลึกถึงความตาย   โดยอาการปรากฏดุจเพชฌฆาตดังกล่าวมานี้

จงพยายามทำความรู้จักกับมัน  แล้วเมื่อถึงเวลานั้นรูปนามนี้จะไม่หลงทาง

ธรรมะสวัสดีขอรับ..