“พฤติกรรมทั้งปวงนั้นย่อมเนื่องมาจากจิตใจ ผู้ที่มีจิตใจได้รับการอบรมมาดี ย่อมจะแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมทั้งปวงในทางดี ดังนั้น การอบรมให้ถึงจิตใจ ถ้าจะกล่าวว่า เป็นการสร้างเสริมก็เป็นการสร้างเสริมถึงต้นเหตุ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นการแก้ ก็เป็นการแก้ถึงต้นเหตุ”
          จากบันทึกเรื่องที่ผ่านมา ปรัชญาของชีวิต  ฉันได้อ่านหนังสือ เรื่อง “สมาธิกับคุณภาพชีวิต”  ของนายแพทย์ เฉก  ธนะสิริ  อ่านบทแรกยังไม่ทันจบ ก็หลับไปเสียก่อน...     ตอนนี้อ่านจบบทแรกแล้ว  ถ้าไม่เขียนบันทึกเหมือนมีอะไรที่ค้างคาใจอยู่  จึงนำมาเล่าสู่เพื่อนกัลยาณมิตรทั้งหลาย  ตามที่สัญญาไว้ค่ะ 

 ฉันอ่านมาถึง หัวข้อ "แนวคิดในเรื่องสมาธิกับคุณภาพชีวิต"
 เนื้อหาโดยสรุป กล่าวไว้ดังนี้ค่ะ
                โดย สัณชาตญาณของมนุษย์เมื่อเจริญเติบโตขึ้นมาก็พยายามแสวงหาความสุขความสบายด้วยกันทุกคน  ความต้องการแสวงหาจะไม่มีขอบเขตจำกัด  ขึ้นอยู่กับความทะยานอยากมีอันเป็นกิเลสตัณหาของแต่ละคน  บางคนสุขสบายอยู่แล้วก็อาจยังไม่พอใจ  มีความทะยานอยากให้มากขึ้นไปอีก จึงเกิดความร้อนรุ่ม  ยิ่งต้องการให้สูงขึ้นไปสุดยอดจนไม่มีที่สิ้นสุด  มีการแข่งขันเปรียบเทียบเอาอย่างกัน  เห็นใครเหนือกว่าตน  ก็จะต้องปรับให้เหนือยิ่งขึ้นไปอีก   ในที่สุดก็จะหาขอบเขตแห่งความต้องการมิได้ ก่อให้เกิดความทุกข์ใจไม่สิ้นสุด
         คุณภาพชีวิตในมุมมองของนพ.เฉก  ธนะสิริ  ท่านเน้นไปที่เรื่อง “ความสมบูรณ์ของชีวิต” ซึ่งแตกต่างจากความหมายของคำว่า “ความสำเร็จในชีวิต”
        ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต หมายถึง  ผู้ที่สามารถไต่เต้าโดยความเพียรพยายาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน จนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับ ยกย่องในสังคม  แต่มิได้หมายความว่า  เขาผู้นั้นจะถึงซึ่งความสมบูรณ์ในชีวิต...หรือชีวิตเขามีคุณภาพ... งงไหมคะ?
       ความพยายามจนได้รับความสำเร็จดังกล่าว  อาจมิได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็ได้  จึงไม่แน่ใจว่าบุคคลดังกล่าว จะมีความสุขในจิตใจหรือไม่  อาจมีความทุกข์ วิตกกังวลในการที่จะต้องรักษาสถานภาพของตน  ซึ่งถือว่า ชีวิตยังไม่สมบูรณ์
        ส่วนผู้ที่มีความสมบูรณ์ในชีวิตนั้น  หมายถึง  ผู้ที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพทั้งในด้านจิตใจ การทำงาน ครอบครัว  โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานะตำแหน่งทางสังคมที่สูงส่ง   อาจเป็นคนธรรมดาที่มีความรู้จักพอ  ไม่ละโมบ  ขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ หาความสุขในครอบครัว  ไม่แสวงหาปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้สภาพทางกายและจิตเกิดความสุขกายสุขใจ  นั่นแหละคือ  “ความสมบูรณ์ของชีวิต”
 

 

        อ่านมาถึงตรงนี้  ฉันก็อดที่จะยิ้มไม่ได้... ฉันมีผู้ร่วมอุดมการณ์แล้ว  ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องความสมบูรณ์ของชีวิต ในรูปแบบนี้เพียงคนเดียว   รู้สึกได้ว่า   นพ.เฉก ผู้เขียนท่านตั้งใจและปรารถนาที่จะให้เราหันมาสนใจในคุณภาพชีวิตที่สวยงาม สดใจและสมบูรณ์จริงๆ  ไม่ใช่แค่ความสมบูรณ์แค่ภายนอกเท่านั้น  ท่านให้เรามองลึกลงไปที่จิตใจ  ซึ่งฉันคิดว่าเป็นจำเป็นมาก ที่เราต้องสนใจในตัวเองก่อนสิ่งอื่นใด  เพราะ
       “เมื่อเรามีคุณภาพชีวิตของเราดีแล้ว เราจึงจะสามารถช่วยคนอื่นที่ด้อยกว่าได้ เสมือนคนที่ว่ายน้ำเป็น ว่ายน้ำเก่งเท่านั้น ที่จะสามารถช่วยคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นได้สำเร็จ เพราะถ้าต่างก็ว่ายน้ำไม่เป็น หรือไม่เก่งแล้ว แม้ตั้งใจดีกระโดดลงไปช่วยคนที่จะจมน้ำ ก็จะพากันจมน้ำตายไปด้วยกัน”
        ชีวิตของมนุษย์  เริ่มต้นจากกามารมณ์ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ  โดยปราศจากความตั้งใจที่จะมีบุตร หรือมีการเตรียมกายเตรียมใจที่จะให้เกิดบุตรที่ดีพร้อมเพื่อสืบสกุลก็ตามที  กระบวนการการผสมพันธุ์นั้นก็เหมือนกันหมด  ตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งคลอดออกมา  แล้วได้รับการอุ้มชูดูแล ให้ความรู้จนเติบใหญ่  จนสามารถยืนได้ด้วยลำแข็งของตนเอง
 

 

         การจะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น  จำเป็นต้องสร้างความดีเข้าไว้ให้มากๆ  ให้สะสมไว้ เพื่อตอบสนองแก่ตัวเองในชาตินี้ โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า และเชื่อว่ากรรมดีที่สร้างไว้สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานผู้สืบสกุลของเราอีกด้วย   เชื่อว่าท่านคงเคยได้ยินคำพังเพย ที่ว่า “ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น”  ฉันใด ลูกที่มีคุณภาพดีพร้อมนั้นย่อมมาจากพ่อแม่ที่ประกอบแต่กรรมดีเท่านั้น และในทางตรงกันข้ามก็เช่นเดียวกัน  สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรม อันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ (Law of Nature) ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเพียรพร่ำสอนมาโดยตลอด   ด้วยความจริงข้อนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติต่อจิตและใจให้ดีเป็นพิเศษ

 

      การให้ความสำคัญต่อจิตใจ นี้ ตรงกับที่ หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน  ท่านได้ให้ความสำคัญของจิตใจว่า

 

“จิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญในตัวของคน  เราเกิดมาเป็นคน ก็เพราะจิตใจเป็นตัวทำให้เกิดมาเป็นคน  ดีไม่ดี  สูงหรือต่ำ  เมื่อจิตใจเป็นต้นเหตุ  เราจึงต้องอาศัยเครื่องผลักดันจิตใจ ถ้าเจริญดีขึ้น  จนถึงเป็น “สุคโต”  คือผู้มีความสุขดี  ถ้าใจสั่งสมความไม่ดีไว้ โดยที่ตัวไม่รู้ว่านี่ไม่ดี  ผลที่ได้รับก็ไม่ดีวันยังค่ำ  ถ้าปฏิบัติธรรมได้ดี ก็เกิดความสบายใจ  คนเรามักไม่ทราบว่า ทำไมเราจึงได้รับทุกข์ เมื่อไหร่จะพ้นทุกข์  เพราะไม่รู้ตัวเองว่า ทำไม่ดีไว้แต่เมื่อไหร่  ปรากฏแต่ผลที่เกิดทุกข์ขึ้นมาในขณะนั้น” 
         ***เราจึงควรพยายามเลือกงานให้จิตทำ  ถ้าจิตเป็นบาปเป็นอกุศล  เราก็เว้นเสีย  ถ้าเคยทำอยู่ก็พยายามหาทางละเว้น  เราควรส่งเสริมให้มีคุณความดี  แม้ว่าจะเป็นการยากก็ตาม  ค่อยฝึกค่อยทำไปจนเคยชิน โดยใช้ปัญญาเป็นเครื่องบังคับ***
(หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปัณโน)
 
  
      ฉันขอย้อนไป ข้อความที่ว่า  "ให้ความกรรมดี หรือความดีสะสมไว้ให้มากๆ  เพื่อตอบสนองแก่ตัวเองในชาตินี้ โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า และเชื่อว่ากรรมดีที่สร้างไว้สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานผู้สืบสกุลของเราอีกด้วย"
       ขออนุญาตอธิบายว่า  ไม่ได้หมายถึงเรื่อง นรก สวรรค์ นะคะ ฉันเข้าใจว่า ความดีที่เราสร้างและสะสมมานั้นจะตอบสนองเราในชาตินี้ ก็คือ ความสุข ความสงบของชีวิต เมื่อเราทำแต่ความดีงาม ไม่ทำให้ใครต้องเดือดเนื้อร้อนใจเพราะเรา  ผลที่ตอบสนองเราก็คือจะได้สิ่งที่ดีตอบแทน ใจเราก็ย่อมเป็นสุข  ยิ้มแย้มแจ่มใส  ใครก็อยากอยู่ใกล้   คงไม่มีใครที่อยากอยู่กับคนที่มีแต่ความรุ่มร้อน  อารมณ์เสียและเกี้ยวกราดตลอดเวลา  ฉันเป็นคนหนึ่งแหละที่ขออยู่ให้ไกลจากคนเหล่านี้.. คนจิตใจดีมีแต่คนรักใคร่ ครอบครัวและลูกหลานก็พลอยได้รับอานิสงส์นี้ด้วย  คงไม่มีใครตอบแทนคนที่ดีกับเขาด้วยการทำร้ายหรอก  จริงไหม? คะ  ฉันเชื่ออย่างนั้น
      ในทางตรงข้าม หากทำไม่ดี หรือพูดง่ายๆ ว่า ทำชั่ว  ผลกรรมก็จะสนองทันตาในชาตินี้เหมือนกัน กรรมปัจจุบันที่สร้างก็จะส่งผลกระทบที่ใจก่อน คือความทุกข์ใจ   เช่น  โจรที่อยากได้ทรัพย์ของคนอื่น (กิเลส)  เมื่อไปโจรกรรมของเขามาแล้ว ก็ต้องหนีตำรวจ  นอกจากใจไม่เป็นสุขแล้ว กายก็ย่อมกระทบ อย่างน้อยหัวใจก็เต้นรัวและเร็วแรง เพราะวิตก ต้องพากายหนีหัวซุกหัวซุน  และโจรที่ปล้นเขา ฉันเห็นหนีไม่พ้นสักราย...  ฉันดูข่าวทุกวัน ข่าววันใหม่ ประมาณตีหนึ่ง-ตีสอง  ข่าวของคุณสรยุทธ์ ทุกเช้าทางช่อง 3  มีข่าวตำรวจ รวบตัวคนที่โจรกรรมทรัพย์สินชาวบ้านได้แทบทุกวัน  เมื่อเช้านี้เก็บจับแก๊งต้มตุ๋นคนแก่ เรื่องลอตเตอรี (กรรมติดจรวด) ... นี่แหละคือผลกรรมที่ตอบสนองโดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า...
 นพ.เฉก  ธนะสิริ ท่านยกตัวอย่างเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้มีคุณภาพ มากมายหลายเรื่อง  แต่ฉันไม่สมารถเขียนออกมาทั้งหมด 
 

 

         ขอสรุปโดยรวมว่า  การสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีนั้น เราต้องทำความเข้าใจเรื่องของชีวิตให้ถ่องแท้ก่อน  คือ เราต้องทำความเข้าใจตัวเราเอง รู้จักตัวเองให้ดีที่สุดเสียก่อน  ซึ่งการรู้จักตัวเองนั้น จะกระทำด้วยการตั้งสติพิจารณา โดยอาศัยสมาธิเป็นเครื่องนำทาง
         สมาธิ  แปลว่า  ความตั้งมั่นแห่งจิต  (Meditation หรือ Intensive Thinking)  หรือ อาจใช้คำว่า   “จ่อจิต” หรือ Focus
           ตามปกติมนุษย์มีสมาธิโดยธรรมชาติในตัวอยู่แล้ว  เช่น  การวาดวงกลม คนวาดจะต้องใช้สมาธิตามธรรมชาติที่จะวางมือให้เส้นวงกลมจากจุดหนึ่งให้บรรจบกับอีกจุดหนึ่งที่ตรงนั้น   เพื่อให้ได้วงกลมที่สวยงาม  และหากจะให้สมาธินั้นยิ่งดีมากขึ้นต้องได้รับการฝึกฝนและทำซ้ำบ่อยๆ จนเกิดความคุ้นและเคยชิน เกิดความรู้สึกจนเป็นอัตโนมัติ  ดังนั้นคุณภาพชีวิต หากอาศัยสมาธิเข้าช่วย ก็จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า หรือ คุณภาพดียิ่งขึ้น
 “การบริหารจิตใจให้มีสมาธิ ก็เพื่อให้จิตมีพลังหรือกำลัง สามารถสติรอบคอบรักษาตนได้ดี”
  

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเข้าใจตรงกับที่ นพ.เฉก  ธนะสิริ ท่านเขียนไว้หรือเปล่า...

 

   ก่อนจบบันทึกนี้  ขอฝากข้อคิดไว้ดังนี้ค่ะ 

 

 “จิตเป็นสมบัติล้ำค่า เป็นแก้วสารพัดนึก สารพัดรู้ ที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่เจ้าของอาจยังไม่รู้จัก ยังมิได้เจียระไน”
 
  “พฤติกรรมทั้งปวงนั้นย่อมเนื่องมาจากจิตใจ ผู้ที่มีจิตใจได้รับการอบรมมาดี ย่อมจะแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมทั้งปวงในทางดี ดังนั้น การอบรมให้ถึงจิตใจ ถ้าจะกล่าวว่า เป็นการสร้างเสริมก็เป็นการสร้างเสริมถึงต้นเหตุ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นการแก้ ก็เป็นการแก้ถึงต้นเหตุ”
 
                         

 

         ฉันอยากเขียนเรื่องแบบนี้มาก ๆ  แต่เกรงจะถูกข้อกล่าวหาว่า  ว่าเป็นผู้สูงอายุ พูดแต่เรื่องธรรมะ  โดยเฉพาะ บรรดาลูกศิษย์ลิงทะโมนทั้งหลาย... แต่ฉันว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันนะคะ...
ครูใจดีคงจะต้องใช้ภาษาที่วัยรุ่นเข้าใจง่ายๆ แล้วค่อยเขียนใหม่ดีกว่า
  ขอให้กัลยาณมิตรที่เข้ามาอ่านทุกท่าน  มีจิตใจที่เป็นกุศล คิดสร้าง คิดกระทำแต่สิ่งที่ดีงาม เกิดความสว่างในจิตใจและสติปัญญาค่ะ
 
 บันทึกโดย :   ครูใจดี
ภาพประกอบ : internet  จากส่วนหนึ่งจากบันทึกของ คุณแสงแห่งความดี
 

ขออนุญาต ส่งข่าวค่ะ...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน

 วันนี้ครูใจดี ยุ่ง ทำไวท์นิว ต้อนรับฯ ทั้งวันเลย

เนื่องจากที่โรงเรียนจะมีงานฯ  รมช.ศธ. จะมาตรวจราชการและมอบทุนการศึกษา "กองทุนมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช"  โดย ฯพณฯ ชัยวุฒิ  บรรณวัฒน์ และ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน  หลีกภัย   และรับมอบ ครุภัณฑ์และงบประมาณ ที่โรงเรียนลับและพิทยาคม ได้รับการสนับสนุน จาก อบจ.อุตรดิตถ์  รวมมูลค่า 4,535,700 บาท

*รับมอบและเปิดใช้ ห้อง E-Classroom อย่างเป็นทางการ   และครูใจดีต้องเป็นนำนักเรียน มาใช้ทดลองใช้ห้อง สาธิตการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ  ให้ ฯพณฯ และผอ.สพท.อต.เขต 1,2  และผู้บริหารทั้งหลาย  ดูการจัดการเรียนการสอนของห้อง  E-Classroom (จะเป็นดาราใหญ่ค่ะ  วันพฤหัสบดีที่ 24 ธค.52 ฮา... ไม่รู้จะรอด หรือเปล่า....ฮา ยังหวั่นใจอยู่เลย...)

* โรงเรียนทุกโรง  ม.ราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาลัยเทคนิค  อาชีวศึกษา  กศน. อบจ.อต.  มาจัดนิทรรศการ  ที่ลับแลพิทยาคม.... ครูใจดีเลยยุ่งเป็นพิเศษ... หากช่วงนี้หายหน้าหายตา ไม่ได้ไปเยี่ยมทักทาย ก็ต้องขออภัยนะคะ....

* งานต่างๆ เกี่ยวกับครูใจดี เยอะมากๆ 

* คิดถึงทุกๆ ท่านค่ะ