การพัฒนาทีมงาน
ประกอบดัวยหัวข้อต่อไปนี้
1. พัฒนาการของทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาเกี่ยวกับทีมงาน
2. ความหมายของทีมและทีมงาน
3. ความหมายของการพัฒนาทีมงานและการสร้างทีมงาน
4. องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของทีมงาน
5. ความสำคัญของการสร้างทีมงาน
6. ประเภทของทีมงาน
7. รูปแบบการทำงานเป็นทีม
8. กระบวนการสร้างทีมงาน
9. ขั้นตอนการสร้างทีมงาน
10. วัตถุประสงค์ของการพัฒนาทีมงาน
11. โครงสร้างของทีมงาน
12. ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ
13. ทักษะและเทคนิคการพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ
14. คุณลักษณะของทีมงานที่เป็นทีมเลิศ
15. การบริหารจัดการทีมงาน
16. ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการพัฒนาทีมงาน
17. จิตวิทยาการทำงานร่วมกันเป็นทีม
18. ปัจจัยสู่ความสำเร็จการทำงานเป็นทีม
19. ข้อจำกัดของการสร้างทีมงาน
20. ประโยชน์ของการทำงานเป็นทีมงาน
พัฒนาการของทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาเกี่ยวกับทีมงาน
การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ "ทีม" ในทางการบริหารนั้น เริ่มมีมาตั้งแตยุคที่สองของทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา ถัดจากยุคดั้งเดิมที่เนนใหความสําคัญกับเรื่องของงาน หรือเรื่องของ ความมีประสิทธิภาพในการทํางานเปนหลักทฤษฎีทางการบริหาร ตั้งแตยุคที่สองเปนตนมาใหความสําคัญกับคน เริ่มจาก มาโย (Mayo อางถึงใน กัญญา โพธิวัฒน, 2548: 10) ในชวงป 1924-1932 ไดทําการศึกษาวิจัยที่เมืองฮอรนธอรน ซึ่งเรียกกันวา Hawthorne Studies ผลการวิจัย พบวา องคประกอบที่สําคัญที่สุดที่ทําใหผลผลิตของงานเพิ่มขึ้น คือ การสรางความรูสึกเปนเอกลักษณ ของกลุมพนักงาน การไดรับการสนับสนุนจากสังคม และความเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้น พรอมกับการมีปฏิสัมพันธระหวางพนักงานที่เพิ่มขึ้นรวมถึงพฤติกรรมของผูบริหารที่มีตอกลุม ทดลอง สิ่งเหลานี้ลวนชวยสงเสริมน้ำใจของทีมงานที่มีตอการปฏิบัติงานรวมกัน
ตอมา เลวิน (Lewin, 1930 อางถึงใน สุนันทา เลาหนันทน, 2542: 38) ไดมุงสนใจ
ศึกษาพฤติกรรมกลุมและลักษณะพลวัต หรือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกลุมในองคการ
(Group Dynamic) อยางจริงจัง ผลงานชิ้นสําคัญของเขา คือ การวิเคราะหแรงจูงใจ และ แรงเหนี่ยวรั้ง (Force Field Analysis) ซึ่งสามารถนําความรูเรื่องนี้มาชวยทําความเขาใจกลุมคนในองคการศึกษา กลุมคน รวมถึงการคิดหาวิธีเพิ่มพลัง และประสิทธิภาพในการทํางานของกลุมหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของคน อันจะเปนประโยชนในการเสริมสรางความสัมพันธ และปรับปรุงการทํางานของกลุมใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในทรรศนะของ เลวิน พฤติกรรมของทีมเปนผลเกิดจากการโตตอบกันของแรงผลัก 2 สวน สวนหนึ่งจูงใจการกระทํา (Driving Forces) แตอีกสวนหนึ่งจะเหนี่ยวรั้งการกระทํา (Restraining Forces) เชน แรงผลักดันของคนงานซึ่งตองการผลิตใหไดมากขึ้น อาจจะมีสวนจูงใจ คือ คาจาง ความตองการความสําเร็จ ยกยองหรือชมเชยในผลงาน และอาจมีสวนที่เหนี่ยวรั้งคือ ความเหน็ดเหนื่อย แรงกดดันจากเพื่อน เปนตน ถาแรงผลักทั้งสองเทากันทีมงานจะอยูในสภาพสมดุล (Equilibrium) จะไมเปลี่ยนแปลง แรงผลักดันสุดทาย จะเปนผลจากการโตตอบทั้งสองสวน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นอยางถาวรนั้น จึงจะตองหาทางเพิ่มแรงผลักดันสวนที่จูงใจใหมากขึ้น และหาหนทางลดแรงผลักดันสวนที่เหนี่ยวรั้งลง จนกระทั่ง เปนแรงผลักดันที่คงที่ จากแนวคิดนี้ เลวิน ไดเสนอแนะแนวทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลและกลุม ซึ่งประกอบดวย 3 ขั้นตอน ไดแก การละลายพฤติกรรม (Unfreezing) การ เปลี่ยนแปลงไปสูพฤติกรรมใหม (Changing) และการทําใหพฤติกรรมใหม่ ดํารงอยูอยางมั่นคง (Refreezing) ซึ่งแนวคิดนี้ยังนํามาประยุกตใชจนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ ในฐานะที่เปนเทคนิคการปรับปรุงประสิทธิภาพของทีมงาน
ในระยะตอมา ลิเคิรท นักจิตวิทยาผูมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ไดศึกษาผลการปฏิบัติงาน ของผูจัดการ และหัวหนางานผูที่มีผลการปฏิบัติงานดีเดน เพื่อศึกษาวาไดปฏิบัติงานอะไรบาง และทําไมจึงไดรับการยกยอง เขาพบวา ผูจัดการที่มีประสิทธิผลการทํางานต่ำสุดจะบริหาร แบบยึดพนักงานเปนหลัก (Employee Centered) และระบบการบริหารแบบมีสวนรวม (Participative System)
เประบบที่มีผลการปฏิบัติงานสูงสุด ระบบนี้พนักงานมีสวนรวม
ในการปฏิบัติงาน บางครั้งเรียกระบบนี้วา ระบบการบริหารทีมงาน ลิเคิรท ไดระบุ
คุณลักษณะของทีมที่มีประสิทธิผลไว 24 ประการ ซึ่งมีจุดเนนคลายกับแนวคิดของแม็คเกรเกอร
(McGregor) เปนการเนนกระบวนการและปฏิสัมพันธภายในของทีม (Likert, 1961 cited by
Parker, 1990: 24-28)
อารกิริส (Argyris, 1964: 139-140) เปนนักจิตวิทยาผูมีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่สนใจ
ดานการพัฒนาบุคคลในองคการ เขาเชื่อวาประสิทธิผลขององคการเกิดจากปฏิสัมพันธระหวาง
สมาชิกของทีมงานและปทัสถานในทางบวกของทีมงานที่มีตอองคการ เขาชี้ใหเห็นวา พฤติกรรมของสมาชิกทีมงานซึ่งคุณลักษณะ สวนใหญเนนกระบวนการภายใน อันไดแก ความจริงใจ การทดลองวิธีใหมๆ และความเปนเอกัตบุคคล เปนตน เปนสิ่งจําเปนสําหรับทีมงานที่มีประสิทธิผล ปทัสถานเหลานั้น ไดแก
1. สมาชิกมีความจริงใจในการแสดงความคิด และความรูสึกตางๆ
2. ทุกคนในกลุมตางเปดเผย มีความไววางใจกัน
3. สมาชิกชอบที่จะทดลองวิธีการแบบใหมที่แตกตางจากเดิม
4. สนับสนุนใหผูอื่นมีความจริงใจในการแสดงความคิดและความรูสึก
5. สนับสนุนใหผูอื่นเปดเผย
6. สนับสนุนใหสมาชิกทดลองวิธีการแบบใหมๆ
7. สมาชิกมีความเปนเอกัตบุคคล
8. สมาชิกกลาเสนอความคิดเห็น ขอคิดตางๆ
9. สมาชิกมีความหวงใย เอื้ออาทรตอกัน
10. สมาชิกมีความผูกพันและจงรักภักดีตอองคการ
ในชวงทศวรรษ 1960 เบลค และมูตัน (Blake & Mouton, 1969 cited by Parker,
1990) ไดเสนอแนวคิดเกี่ยวกับตาราง หรือตาขายการบริหารงาน (Managerial Grid) เปนตาขายที่เชื่อมโยงความสัมพันธระหวางรูปแบบการบริหาร หรือการจัดการกับความมีประสิทธิผลของทีมงาน แนวความคิดที่สําคัญของตาขายนี้คือ ผูนําที่มีประสิทธิผลจะตองพิจารณาปจจัยทั้งดานงาน และดานคนในฐานะที่เปนปจจัยเกื้อกูลและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไมควรใหความสนใจ ดานใดดานหนึ่งมากเกินไป ผูนําแบบมุงผลงานสูงสุดทั้ง 2 ดาน คือ ทั้งดานงาน และดานคน เปน ผูนําที่คอยอํานวยการทําใหเกิดประสิทธิภาพในการผลิตสูงโดยทีมทุ่มเทกําลังใหทีม มีการอภิปรายกันอย่างกวางขวางเพื่อตรวจสอบขอมูลอันเปนกระบวนการที่นําไปสูการแกปญหา และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพทําใหไดทั้งงาน และความสัมพันธระหวางเพื่อนรวมงาน เปาหมายสวนบุคคลกับ เปาหมายขององคการไปดวยกันไดอยางประสานสอดคลอง แนวความคิดเรื่องตาขายการบริหารงานไดถูกนํามาใชกันอยางกวางขวาง เพราะนักพฤติกรรมศาสตรเชื่อกันวาเปนรูปแบบการพัฒนาองค์การที่สมบูรณมากที่สุดและจากแนวคิดนี้ นักพฤติกรรมศาสตรในระยะตอมา ไดนํามาปรับใชในการพัฒนาองคการโดยการบริหารจัดการ ทีมงานอยางแพรหลาย
วอลตัน (Walton, 1969 อางถึงใน สุนันทา เลาหนันทน, 2542: 48) เปนอีกผูหนึ่งที่ไดศึกษาผลงานที่มีประโยชนตอความเขาใจในเรื่องการบริหารจัดการทีมงานที่สําคัญ คือ การศึกษาเรื่องความขัดแยง โดยไดอธิบายลักษณะของความขัดแยงที่เกิดขึ้นระหวางสมาชิกทีมงานเปน 2 ลักษณะ คือ ความขัดแยงในเนื้อหาสาระ (Substantive Conflict) และความขัดแยงทางอารมณ (Emotional Conflict) แนวคิดนี้ชวยใหเขาใจสาเหตุของความขัดแยงภายในทีมได เทคนิคที่นํามาใชในการขจัดความขัดแยง คือ การวิเคราะหแนวทางในการแกปญหาความขัดแยงของทีม นับวามี ประโยชนตอ ผูบริหารและที่ปรึกษาองคการเปนอยางยิ่ง
เดมมิ่ง (Deming, 1950 อางถึงใน สุนันทา เลาหนันทน, 2542: 49-52) ไดเสนอแนวความคิดการควบคุมคุณภาพโดยสถิติ ผลงานที่มีชื่อเสียงของเดมมิ่ง คือ วงจรเดมมิ่งซึ่งใชเปน กระบวนการควบคุมงานใหไดผลดีที่สุด ประกอบดวย 4 ขั้นตอน เรียกวา PDCA ไดแก
1. การวางแผน (Plan-P) เปนการวางแผนกอนลงมือปฏิบัติ
2. การปฏิบัติงาน (Do-D) เปนการลงมือทํางานตามแผน
3. การตรวจสอบ (Check-C) เปนการตรวจสอบเพื่อใหแนใจวาการทํางานนั้นเปนไปตามแผน
4. การกําหนดมาตรฐาน (Action-A) มี 2 ความหมาย คือ การตรวจสอบ เปรียบเทียบ กับเปาหมายที่กําหนดไว ถาไมบรรลุเปาหมายจะตองดําเนินการแกปญหาใหมและการกําหนดมาตรฐาน ในกรณีที่บรรลุเปาหมาย จะตองรักษามาตรฐานสืบไป ผลงานอมตะที่สําคัญของเดมมิ่ง อีกชิ้นคือ หลักการบริหาร 14 ประการ ซึ่งเปนการทํางานที่มีคุณภาพ เนนการทํางานเปนทีม และการบริหารโดยมีสวนรวม ดังนี้
1. กําหนดเปาหมายและวัตถุประสงคขององคการใหชัดเจน พรอมทั้งมีการเผยแพรประชาสัมพันธใหรับทราบทั่วกัน และฝายบริหารตองแสดงความมุงมั่นที่จะปฏิบัติตามเปาหมาย ดังกลาว
2. เรียนรูปรัชญาใหมโดยฝายบริหารและสมาชิกทุกคน
3. เขาใจวัตถุประสงคของการตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงกระบวนงานและการ ลดตนทุนการผลิต
4. เลิกวิธีใหรางวัลบนพื้นฐานของปายบอกราคาเพียงอยางเดียว
5. พัฒนาระบบการผลิตและการบริการอยางตอเนื่อง
6. จัดการฝกอบรม
7. สอนและฝกสภาวะความเปนผูนํา
8. ขจัดความหวาดกลัว สรางความไววางใจและบรรยากาศที่สงเสริมความคิดริเริ่ม
สรางสรรค และนวัตกรรมใหมๆ
9. มุงปฏิบัติงานใหดีที่สุดเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคและเปาหมายขององคการโดย
การใชทีมงาน กลุม และเจาหนาที่ฝายตางๆ
10. ลดการเคี่ยวเข็ญพนักงานใหปฏิบัติงาน
11. กําจัดระบบกําหนดโควตาในการผลิต และเปาหมายที่เปนตัวเลข โดยใหมี
การเรียนรูวิธีการปรับปรุงงานอยางตอเนื่อง และเรียนรูศักยภาพของกระบวนการปฏิบัติงาน
ตลอดจนวิธีการปรับปรุงกระบวนการทํางาน
12. ขจัดอุปสรรคตางๆ ที่ทําลายความภาคภูมิในงานฝมือของพนักงาน
13. สนับสนุนใหพนักงานไดมีการศึกษาและพัฒนาตนเองใหดีขึ้น
14. ดําเนินการเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของการเปลี่ยนแปลง
จากพัฒนาการของการวิจัยและขอคนพบเกี่ยวกับ "ทีม" หรือ "ทีมงาน" ของนักทฤษฏีทางการบริหารหลายทาน ดังกลาวมาขางตนนั้น เห็นไดวา นักทฤษฏีไดให้ ความสนใจ และความสําคัญตอเรื่องของ "คน" มาตั้งแตชวงทศวรรษที่ 1920-1930 ซึ่งเปนชวงของการเกิดขึ้นของ กลุมทฤษฏีการบริหารที่เนนความสําคัญของ "คน" นับเปนเวลาเกือบ 100 ป จากจุดเริ่มตนของการศึกษาที่ ฮอรธอรน (Hawthorne) ของ มาโย (Mayo) ในทศวรรษที่ 1930 และการศึกษาพลวัต กลุมของ เลวิน (Lewin) ในระยะตอมา นักพฤติกรรมศาสตร ผูมีผลงาน เกี่ยวกับการบริหาร จัดการทีมงานที่สมควรแกการยกยอง ไดแก แม็กเกรเกอร (McGregor) ลิเคิรท (Likert) อารกิริส (Argyris) เบลค และมูตัน (Blake & Mouton) และวอลตัน (Walton)
แนวคิดโดยสรุป จะเกี่ยวกับลักษณะการทํางานเปนทีมที่มีประสิทธิผล และไมมีประสิทธิผล ซึ่งสะทอนใหเห็นการมุงเนนกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางสมาชิก และปทัสถานในทางบวก ของทีมงานที่มีตอองคการ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดของการบริหารแบบมีสวนรวม มุงให้ ความสําคัญตอปจจัยดานงานและดานคน ในฐานะที่เปนปจจัยสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ
การขจัดความขัดแยงในทีมงาน และระหวางทีมงาน มาจนกระทั่งถึงทศวรรษ 2000 แนวคิด
ดั้งเดิมของการทํางานรวมกันเปนกลุม ไดมีวิวัฒนาการมาอยางไมหยุดยั้ง (สุนันทา เลาหนันทน , 2542: 58)
ความหมายของทีมงาน
ในการดําเนินงานขององคกร ใหบรรลุวัตถุประสงค และเปาหมายที่กําหนดไว อยางมีประสิทธิภาพนั้น ทุกคนในองคกรตองรูสึกวาตนอยูใน "ทีม" เดียวกัน และรวมแรง รวมใจ สําเร็จ
รวมกัน ผูบริหารจึงตองสรางทีมงานขึ้นในองคกรและกระตุนใหทุกคนมีความรูสึก วาเปนผูมีสวน
รวมในฐานะที่เปนสวนหนึ่งของทีม
ผลิต ภูเจริญ (2540: 21) กลาววา การทํางานเปนทีม เปนการทํางานที่เนน ความรวมมือในการทํางาน โดยบุคคลหรือสมาชิกของกลุมจําเปนที่จะตองมีความสามารถเฉพาะ อยาง ที่แตกตางกัน โดยที่ทุกคนมีสวนชวยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใตการตกลงรวมกัน ผลงาน ที่ออกมามีประสิทธิภาพ เพราะไดผานขั้นตอนการระดมความคิดระหวางสมาชิก
อํานาจ วงษสมิง (2541: 12) กลาววา การทํางานเปนทีม หมายถึง การที่บุคคล
มากกวาหนึ่งคนมารวมกลุมกันทํากิจกรรมอยางใดอยางหนึ่ง โดยมีเปาหมายรวมกัน
สุนันทา เลาหนันท (2544 ข: 62) ไดใหความหมายไววาทีม หมายถึง กลุมของคน
ที่ทํางานรวมกันมีปฏิสัมพันธกันระหวาสมาชิกในกลุมชวยกันทํางาน เพื่อใหบรรลุเปาหมาย
เดียวกันอยางมีประสิทธิภาพและผูรวมทีมตางมีความพึงพอใจ
ณัฏฐพันธ เขจรนันทน และคณะ (2545: 11) ไดสรุปความหมายของทีม หรือ
ทีมงาน วาหมายถึง กลุมคนที่ตองการมาทํางานรวมกันโดยมีวัตถุประสงคเดียวกัน และเปนการ
รวมตัวที่จะตองอาศัยความเขาใจ ความผูกพัน และความรวมมือซึ่งกันและกันของสมาชิกใน
กลุม เพื่อที่สมาชิกแตละคนจะสามารถทํางานรวมกันจนประสบผลสําเร็จและบรรลุเปาหมาย
สูงสุดของทีมได้
ฟรานซิส และยัง (Francis & Young, 1990: 51) ไดใหความเห็นวา ทีม หมายถึง
กลุมบุคคลและผูมีพลังมีความผูกพันรับผิดชอบที่จะทํางานใหบรรลุวัตถุประสงครวมกัน สมาชิก
ในทีมเปนผูที่ทํางานรวมกันไดดีและรูสึกเพลิดเพลินที่จะทํางานนั้นสามารถผลิตผลงานที่มี
คุณภาพสูง
จอหนสัน และ จอหนสัน (Johnson & Johnson, 1991: 435) ไดอธิบายวา ทีม หมายถึง กลุมบุคคลที่มีความสัมพันธกันมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติงานใหบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว
รวมกัน
เคซสบอม (Kezsbom, 1990: 51 อางถึงใน กัญญา โพธิวัฒน, 2548: 10) ไดใหความเห็น วาทีม หมายถึง การมอบหมายงานพิเศษใหกับกลุมบุคคล ซึ่งมีเปาหมายร่วมกันและตระหนักถึงบทบาทที่ตองพึ่งพากันในการปฏิบัติงาน และทราบวาจะใชความสามารถที่มีอยู่ของแตละคนใหสัมพันธกันอยางไร เพื่อรวมพลังกันในการจะนําความสําเร็จมาสูงานที่ไดรับมอบหมาย
ปารคเกอร (Parker, 1990: 16) ไดอธิบายวา ทีมเปนกลุมบุคคลที่มีความสัมพันธและตองพึ่งพากันเพื่อปฏิบัติงานใหบรรลุเปาหมาย หรือปฏิบัติงานใหสําเร็จสมบูร ณ คนกลุมนี้มีเปาหมาย รวมกันและยอมรับวา วิธีเดียวที่จะทํางานใหสําเร็จ คือ การทํางานรวมกัน
แคทเซ็นเบค และ สมิธ (Katzenbach & Smith, 1993: 45-60) ไดนิยามเชิงปฏิบัติวา ทีมงาน คือ กลุมคนจํานวน ไมมากนักที่มีลักษณะเสริมตอกัน โดยตางรวมผูกพันตอกันดวย วัตถุประสงค และเปาหมายของงานอยางเดียวกันมีแนวทางปฏิบัติงานแบบเดียวกันและตางมีความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบไดรวมกัน
วูดคอค และฟรานซิส (Woodcock & Francis, 1994: 1) ไดนิยามวา ทีม เปนกลุมคน ที่จะตองสัมพันธกันเพื่อปฏิบัติงานใหบรรลุวัตถุประสงครวมกัน ในทรรศนะของวูดคอค และ ฟรานซิส เห็นวา บุคคลจํานวน 50 คน ไมใชทีม ถาเขาเหลานั้นไมมีความสัมพันธ เกี่ยวของกัน และไมมีเปาหมายรวมกันจะเปนทีม ตอเมื่อสมาชิกมีกิจกรรมผูกพันกัน เพื่อให้บรรลุเปาหมายเดียวกัน ตัวอยางเชน กลุมพนักงานขาย ซึ่งมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในการใหบริการ ไดเรียกตัวเองวา "ทีมขาย" ถาพิจารณาตามความหมายขางตน พนักงานขายอาจจะไมมีเปาหมายรวมกัน กลาวคือ ตางคนตางขาย คนกลุมนี้จะไมใชทีม เมื่อใดที่พนักงานขาย ไดมากําหนดเปาหมายรวมกัน และทํางานดวยกันเพื่อใหบรรลุยอดขายที่กําหนดไว จึงจะเรียกไดวาเปน "ทีมขาย" ตามความหมายที่อธิบายไวขางตน
จากความหมายดังกลาว จึงสรุปไดวา ทีมงาน หมายถึง กลุมของบุคคลที่ทํางานรวมกันมีปฏิสัมพันธระหวางสมาชิกในกลุมชวยกันทํางาน เพื่อใหบรรลุเปาหมายเดียวกันอยางมีประสิทธิภาพและผูรวมทีมตางมีความพอใจในการทํางานนั้น
ความหมายของการพัฒนาทีมงานและการสรางทีมงาน
การพัฒนาทีมงาน (Team Development) หรือ การสรางทีมงาน (Team Building) มีความหมายในทํานองเดียวกัน บางคนอาจเรียกวาการสรางทีมงาน บางคนก็เรียก วาการพัฒนาทีมงาน แตในที่นี้จะขอเรียกวา การพัฒนาทีมงาน เปนกิจกรรมซึ่งจะนําไปสูระบบการทํางานที่มีประสิทธิภาพและสงผลประโยชนโดยรวมใหแกองคการ
บุญปอง สิงหคู (2549) กลาวไววา การพัฒนาทีมงาน คือ กิจกรรมการเพิ่มทักษะความรูความสามารถใหกับสมาชิกทีมงานซึ่งจะนําไปสูความสําเร็จตามเปาหมาย
สมจิตร จําปาแดง (2544) กลาววา การพัฒนาทีมงาน คือ กระบวนการที่สงเสริมสนับสนุน ทําใหทีมงานสามารถลดปญหา อุปสรรคในการทํางานรวมกัน และสามารถดึงความสามารถ ศักยภาพของสมาชิกในทีมงานมาใชใหทีมงานทํางานรวมกันไดอยางมีประสิทธิภาพ
สิทธิโชค วรานุสันติกูล (ม.ป.ป.) กลาววา การพัฒนาทีมงาน คือ กระบวนการทําใหคน กลุมหนึ่ง ซึ่งมีจุดมุงหมายเดียวกัน สามารถทํางานรวมกันไดในฐานะที่เปนหนวยงานที่มีประสิทธิภาพ
สมนึก แปลกสนอง (ม.ป.ป.) กลาววา การพัฒนาทีมงาน คือ กระบวนการทําใหทีมงานทํางานไดผลผลิตสูงอยางแทจริง
ไมตรี งามวงษวาน (2549) กลาววา การสรางทีมงาน คือ ความพยายามทําใหกลุ่ม สามารถเรียนรู การวินิจฉัยปญหา เพื่อปรับปรุงความสัมพันธตาง ๆ ในการทํางานใหดีขึ้นทั้ง เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งความสัมพันธเหลานี้จะมีผลตอการทํางานใหเสร็จตามเปาหมาย
ประสิทธิ เมืองไสย (2543) กลาววา การสรางทีมงาน คือ กิจกรรมที่กลุม บุคคลมาทํางาน รวมกันอยางมีเปาหมายไดเรียนรูวิธีการแกปญหา และปรับปรุงประสิทธิภาพในการทํางานอยาง ตอเนื่อง
สรุปไดวา การพัฒนาทีมงาน คือ กระบวนการเพิ่มความสามารถ ศักยภาพใหกับสมาชิก สามารถลดปญหาและอุปสรรคในการทํางานรวมกัน เพื่อไปสูความสําเร็จตามเปาหมายของ หนวยงานไดอยางมีประสิทธิภาพ
องคประกอบพื้นฐานที่สําคัญของทีมงาน
เพื่อใหการทํางานรวมกันบรรลุวัตถุประสงคของทีม จําเปนตองคํานึงถึงองคประกอบของทีมงานเปนสําคัญ
สุนันทา เลาหนันทน (2544: 62) ไดแสดงถึงองคประกอบพื้นฐานที่สําคัญของทีมงาน มีดังนี้
1. ตองประกอบไปดวยบุคคลตั้งแตสองคนขึ้นไป
2. บุคคลในกลุมตองมีปฏิสัมพันธตอกัน
3. บุคคลในกลุมตองสัมพันธกันอยางมีแบบแผน
4. บุคคลในกลุมตองพึ่งพากันในการปฏิบัติงาน
5. บุคคลในกลุมถือวาตนเองเปนสมาชิกของทีมงาน
6. บุคคลในกลุมมีวัตถุประสงคและเปาหมายเดียวกัน
7. บุคคลในกลุมคิดวาการทํางานรวมกัน ชวยใหงานสําเร็จ
8. บุคคลในกลุมมีความสมัครใจที่จะทํางานรวมกัน
9. บุคคลในกลุมมีความเพลิดเพลินที่จะทํางานและผลิตผลงานที่มีคุณภาพสูง
10. บุคคลในกลุมพรอมที่จะเผชิญกับปญหารวมกัน
องคประกอบทั้ง 10 ประการ สามารถทําใหเห็นลักษณะสําคัญของกลุมบุคคล
ที่รวมตัวกันเปนทีมอยางชัดเจน สําหรับการสรางทีมนั้นสรุปไดวา หมายถึง ความพยายามทําให
กลุมสามารถเรียนรูการวินิจฉัยปญหา เพื่อปรับปรุงความสัมพันธตางๆ ในการทํางานใหดีขึ้น
ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งความสัมพันธเหลานี้จะมีผลตอการทํางานใหเสร็จตาม
เปาหมาย
แผนภาพองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของทีมงาน
|
มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน |
|
ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป |
|
ผลผลิตต้องมีคุณภาพสูง |
|
องค์ประกอบ พื้นฐานที่ สำคัญของทีม |
|
มีความสัมพันธ์ที่เป็น แบบแผน |
|
พึ่งพากันในการทำงาน |
|
ตระหนักว่าตนเป็นสมาชิกของกลุ่ม |
|
มีวัตถุประสงค์เดียวกัน |
|
ทำงานสำเร็จได้โดยกลุ่ม |
|
สมัครใจทำงานด้วยกัน |
|
พร้อมเผชิญปัญหาร่วมกัน |
ความสําคัญของการสรางทีมงาน
สุนันทา เลาหนันท (2542: 64) ไดใหความสําคัญในการสรางทีมงานขององคการ ตางๆ เพื่อใหการทํางานใหสําเร็จตามเปาหมาย กลาวคือ การทํางานเปนทีมมีความสําคัญตอการทํางานในองคการเปนอยางมาก ไมเพียงแตทีมงานจะชวยทําใหวัตถุประสงคของหนวยงานบรรลุเปาหมาย เทานั้น แตทีมงานยังเปนองคประกอบที่มีอิทธิพล ตอบรรยากาศการทํางานของ หนวยงานนั้นอีก ดวย ทั้งนี้หนวยงานมีความจําเปนที่จะตองสรางทีมงานดวยเหตุผลตอไป นี้ คือ
1. งานบางอยางไมสามารถทําสําเร็จเพียงคนเดียวได
2. หนวยงานมีความเรงดวนที่ตองการระดมบุคลากรเพื่อปฏิบัติงานใหสําเร็จทันเวลาตามที่กําหนด
3. งานบางอยางตองอาศัยความรู ความสามารถ และความเชี่ยวชาญจากหลายฝาย
4. งานบางอยางเปนงานที่มีหลายหนวยงานรับผิดชอบตองการความรวมมืออยางจริงจังจากทุกฝายที่เกี่ยวของ
5. เปนงานที่ตองการความคิดริเริ่มสรางสรรค เพื่อแสวงหาแนวทาง วิธีการและเปาหมายใหมๆ
6. หนวยงานตองการสรางบรรยากาศของความสามัคคีใหเกิดขึ้น
วูดคอค และฟรานซิส (Woodcock & Francis, 1994: 12) ไดตั้งขอสังเกตวาทีมงานที่มีประสิทธิภาพและจะนําประโยชนมาสูองคกร ดังนี้
1. สมาชิกทีมแตละคนปฏิบัติงานในกลุมที่ทุกคนยอมรับความสามารถของกันและกัน และภาคภูมิใจในเอกลักษณขององคการ
2. หัวหนาทีมมอบอํานาจ และใหโอกาสแกสมาชิกไดมีสวนรวมอยางเต็ม
ความสามารถ
3. สมาชิกไดรับการสงเสริมใหทํางาน เพื่อใหผลการปฏิบัติงานดีที่สุด
4. ความหลากหลายดานความรูความเชี่ยวชาญของทีมงานชวยใหแกปญหาใหลุลวงดวยดี
5. ประสบการณและบุคลิกภาพที่แตกตางกันของสมาชิกทําใหกระบวนการตัดสินใจมีคุณภาพดีขึ้น
6. ชวยลดตนทุนดานการบริหารและขจัดอุปสรรคดานการสื่อสารของสมาชิก
7. เพิ่มสมรรถภาพในการทํางานทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ
8. ชวยใหทุกคนเขาใจกระบวนการทํางานรวมกัน
9. สรางความรูสึกวาเปนสวนหนึ่งของทีม มีความรับผิดชอบรวมกันและมีความผูกพัน ทางใจตอทีม
การทํางานเปนทีมนอกจากจะมีผลดีตอองคกรโดยสวนรวมแลว ยังมีผลดีตอสมาชิกแตละบุคคลในทีมงานนั้นดวยเหตุผล 3 ประการ คือ
1. ทีมงานเปนการรวมเอาทรัพยากรมนุษยที่มีคาที่สุดขององคกรเขาดวยกันทําใหสามารถปฏิบัติงานที่บุคคลเพียงคนเดียวไมอาจทําได เพราะนอกจากจะไดแรงกาย แรงใจเพิ่มขึ้นแลวยังจะไดความคิดหลายแง หลายมุม ผสมผสานกัน ทําใหศักยภาพแฝงที่แตละคนมี ถูกนํา
ถูกต้องเลย
ข้อมูลนี้ดีจริงๆ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ดีอย่างนี้
ข้อมูลดีมากเลยครับ
สวัสดีค่ะข้อมูลนี้ดีและก็เนื้อหาดีด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์อ่านและนะค่ะเนื้อหาดีเยี่ยมค่ะ
สวัสดีค่ะได้เข้ามาอ่านดูแล้วเนื้อหาดีค่ะ
สวัสดีค่ะแวะเข้ามาทักทาย และได้อ่าน เป็นเนื้อหาน่าสนใจ เลยค่ะ
อ่านแล้วเนื้อหาดีค่ะ
ก้อดี
นะคะ^-^
เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์มากครับ มีประโยชน์ต่อการบริหารทีมงาน ขอบคุณครับ
มีความสุขตลอกปีใหม่ครับ
เนื้อหาก็ oK ดีค่ะ
แวะมาทักทายค่ะ เนื้อหาน่าเรียนรู้ดีค่ะ
Merry Chridtmas&Happy New Year สวัสดีค่ะอาจารย์ เนื้อหาที่หนูได้อ่านดีค่ะ ขอให้อาจารย์มีความสุขในวันปีใหม่นะค่ะ
ค่ะก็เป็นเนื้อหาข้อมูลที่มีประโยชน์กับคนหลายๆคนที่ได้อ่านค่ะ
มีสาระมาก ๆ ๆ ๆ
เนื้อหาดีค่ะ บ่งบอกอะไรๆ หลายๆ อย่างได้ดีในเรื่อง การพัฒนาทีมงานค่ะ
ได้อ่านแล้วเป็นเนื้อหาที่ดี น่าเรียนรู้และน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ
ดีครับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย
เป็นเนื้อหาที่ดีอีกอย่างหนึ่งค่ะ และมีประโยชน์อย่างมาก
เป็นเนื้อหาที่ดีอีกอย่างหนึ่งค่ะ